ตักบาตรทำบุญกรุงเทพฯ
สวัสดีครับชาว Blog
วันที่ 26 พฤษภาคม 2553 ผมได้มีโอกาสได้ไปร่วมงานทำบุญกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ที่มีกทม.เป็นเจ้าภาพ ผมได้รับเกียรติจาก คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เชิญผมร่วมงานในวันนี้
ในงานมีผู้คนมากมายทั้งประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในละเเวกนั้นและมาประชาชนที่เดินทางมาจากที่อื่นๆ มาร่วมกันทำบุญและตักบาตรพระ 1,000 รูป มีการทำพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์รวมทั้งพิธีสงฆ์ต่อเนื่องกันโดยท่านผู้ว่ากทม.เป็นประธานในพิธี ทั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลกับบ้านเมืองหลังจากผ่านเหตุการณ์ร้ายเเรงมา ในการทำบุญครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการเอากฤษ์เอาชัยให้พี่น้องชาวไทยพร้อมใจที่จะลุกขึ้นสู่เพื่อร่วมมือกันฟื้นฟูประเทศให้กับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยายกาศงานทำบุญเมือง
อยากไปคะ แต่ติดธุระ
สาธุ...อย่ามีเรื่องราวร้ายๆเกิดขึ้นกับบ้านเมิองเราอีกเลย
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และสมาชิกทุกท่านค่ะ
ดิฉันนางอารีรัตน์ ภูธรรมะ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ค่ะ
ดิฉันติดตามข่าวการชุมนุมมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา หลังจาก กลับจากไปฟังท่านอาจารย์บรรยายที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดเลย รู้สึกเป็นกังวลถึงความปลอดภัยของท่านอาจารย์และทีมงานเป็นอย่างมากค่ะ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ติดตามข่าวตลอดเวลา ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับประเทศไทย แม้แต่ในจังหวัดขอนแก่นที่ดิฉันอยู่ ศาลากลางถูกเผา 1 หลัง อาคารกรมประชาสัมพันธ์ถูกเผา 1 หลัง ส่วนห้างเซ็นทรัลและบิ๊กซี มีผู้ชุมนุมไปล้อมจะทำลาย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นด้วยดี ช่วงนี้สภาพทั่วไปกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นแล้วค่ะ
ต่อจากนี้ไปหวังว่า คนไทยจะมีความสามัคคีมากขึ้น รักกันมากขึ้น มีจิตสาธารณะทำเพื่อแผ่นดินไทยมากขึ้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจของคนไทยที่ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณที่มีการชุมนุม ขอบคุณทุกท่านที่แต่งและร่วมร้องเพลงที่ทำให้คนไทยปรองดองกันมากขึ้น ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ประเทศไทยมีความสุขมากขึ้น
สุดท้ายนี้หวังว่าคนไทยทุกคน จะมีสติมากขึ้น ปรองดองกันมากขึ้น สามัคคีกันมากขึ้น รักแผ่นดินไทยมากขึ้น รู้จักให้ มีจิตสาธารณะมากขึ้น ร่วมกันทำให้ประเทศไทยสงบและน่าอยู่ตลอดไป
บทความแนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2553 หน้า 5
ทุนมนุษย์ในระบบราชการ
เหตุการณ์ ดี ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการสลายหรือยึดพื้นที่ราชประสงค์คืนมาหลายเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกคือ การทำบุญใส่บาตรที่บริเวณสวนลุมพินี ซึ่งผมได้รับเกียรติจากคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ไปร่วมด้วย
ส่วนทาง กทม.รวมจัดงานพิธีตักบาตรได้ดี ทำได้รวดเร็วและดึงพลังภาคประชาชนหลายฝ่ายมาร่วมด้วยซึ่งก็ต้องยอมรับว่า บทบาทของ กทม.ในการช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้มีความสำคัญ การปราบจลาจลต้องมีส่วนร่วมของชุมชนและบทบาท กทม.เข้ามามากขึ้นในอนาคตต่อไป
ผู้ว่าสุขมพันธ์ ก็แสดงความเป็นผู้นำได้ดีช่วยคุณอภิสิทธ์มาก การรวมพลังด้วยการ 5 ศาสนา ที่สำคัญหล่อหลอมความสามัคคี ทำให้ขวัญกำลังใจของคนไทยกลับสู่สภาพปกติได้เร็วที่สุดและไปสู่ความปรองดองแห่งชาติ
วิธีที่ควร ก็คือให้คนกรุงเทพฯออกไปต่างจังหวัด เปิดเวที สานเสวนา กับชาวบ้านโดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ กลุ่มที่เคยมาร่วมชุมนุมในราชประสงค์ไปถามความรู้สึก.. เขามีความเห็นอย่างไร? และทางออกโดยสันติวิธีคืออะไร? ฟังความทั้ง 2 ด้าน
ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งที่คาดกันว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกและคนเสื้อแดงคงยังไม่ยอมแพ้และอาจมีความโกรธแค้นมากขึ้น และคุณทักษิณเองก็คงจะสู้แบบไม่ถอย และลงใต้ดินด้วย ทฤษฎีนี้ก็อาจจะจริงได้ แต่ถ้าคนไทยทุกคนหันมาแก้ปัญหาช่วยกันสร้างความปรองดอง มีสื่อที่ช่วยให้เกิดปัญญาและสาระมากกว่าบันเทิงละครน้ำเน่าลูกเดียว
สำหรับรายการโทรทัศน์ของผมในวันเสาร์นี้ ที่ TNN2 เวลา 23.00 – 23.30 น. ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ จะร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นการมองความปรองดองหรือการปฎิวัติแบบนิ่มนวลกลับสู่ภูมิปัญญาของคนไทย แบบ Mild Revolution แบบสันติวิธี
โครงการทางวิชาการของผมที่ สำนักงาน ก.พ. เมื่อวันพุธที่ 26 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปร่วมบรรยายเรื่อง ทุนมนุษย์ในภาคราชการ ซึ่งเป็นหลักสูตร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพื่อเตรียมตัวเป็นระดับรองอธิบดีหรืออธิบดี
ผมโชคดีได้พบกับท่านทูตฯหลายคน ซึ่งเป็น C 10 แล้ว แต่ช่วงเป็น C9 ไม่ได้เรียน โดยเฉพาะท่านทูตวิบูลย์ คูสกุลโดยเฉพาะเป็นบุคคลที่ร่วมงานกับผมในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ลาวเมื่อปีที่แล้วก็มาร่วมฟังการบรรยายด้วย
ได้เน้นการบรรยายแบบทุกคนมีส่วนร่วม ที่เน้นประโยชน์ที่ผู้ฟังได้รับ และนำไปปรับตัวเอง ผมพูดถึงปัจจัยการท้าทายของภาคราชการ
การที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัว ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร?
การขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมรากหญ้า VS. คนชั้นกลาง
ค่านิยมที่เน้นความเห็นแก่ตัวและวัตถุนิยม
คนไทยขาดจิตสาธารณะ
คนเก่งไม่เข้าสู่ระบบราชการ
ข้าราชการเริ่มมีอายุ (Aging Population)
ทุนมนุษย์กับ Gender (บทบาทของสตรีในระบบราชการ)
การอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่มอายุต่าง ๆ เช่น Gen X, Y
ผู้นำภาคราชการส่วนมากไม่สนใจเรื่องคนแต่สนใจเรื่องอื่น ๆ
การพัฒนาทุนมนุษย์ในระบบราชการไม่ได้ผลเพราะวิธีการเรียนเป็นลอกมากไป และขาดการสร้างขวัญ กำลังใจ สร้างอุดมการณ์และแรงบันดาลใจ
การทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค
ทุนมนุษย์ในระบบราชการกับความหลากหลาย (Diversity)
ประเด็นที่สองให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ ลงทุนต้องคุ้มค่า โดยเน้นที่ คุณภาพ และเมื่อทุนมนุษย์มีคุณภาพแล้ว ก็ต้องกระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ สร้างคุณค่าหรือมูลค่าโดยมีบรรยากาศให้ทุกๆคนได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อประชาชน ไม่ใช่ เพื่อนักการเมือง
จากการเข้ากลุ่มย่อย พบว่าทุกกลุ่มจะเข้าใจตรงกันว่า..
ผมได้สร้างบรรยากาศการเรียนที่ไม่น่าเบื่อ หลายคนเห็นความสำคัญของวิธีการเรียนที่เน้น 2R’s คือ
ในระบบราชการต้องพูดความจริงและถกประเด็นที่สำคัญ คือ Why มากหน่อย How พอควร และ Execution คือ ทำจริง เอาชนะอุปสรรคให้ได้
อุปสรรคในการสร้างทุนมนุษย์ของระบบราชการคือ การสร้างองค์กรและการเรียนรู้ ยังทำไม่ได้ผล มีการพัฒนาคนไม่ได้เน้น คุณภาพ เน้นแต่ปริมาณและไม่ตรงกับสิ่งผู้เรียนต้องการ
และข้อเสียและจุดอ่อน ก็คือ การเมืองไทยทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ต้องการให้ข้าราชการเป็นเครื่องมือและถ้าข้าราชการขาดทุนมนุษย์ ขาดความรู้ ขาดคุณธรรม การเมืองครอบงำได้ง่าย
ผมก็เลยเข้าใจว่า บางทีผมอาจจะต้องบรรยายเรื่อง ทุนมนุษย์ในภาคนักการเมืองด้วย
แต่คำถามก็คือ จะมีนักการเมืองฟังและสนใจหรือเปล่า? แต่ผมก็จะมีความพยายามต่อไป