คงไม่ผิด ถ้าจะบอกว่าปัญหาความสงบทางการเมืองที่มีความรุนแรงนั้น ส่งกระทบต่อทุกภาคส่วน แม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ถึงจะไม่ได้อยู่ในเมืองกรุง สถานที่เคยร้อนระอุ และกำลังจะคลี่คลาย ก็กระทบอย่างจัง จะกระทบอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่กระทบจิตใจ

                ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อจิตใจของประชาชนชาวไทยทุกคน ใครบ้างจะอยากเห็นการทะเลาะเบาะแว้ง การรบพุ่งฆ่าฟัน ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ปัญหาและจุดจบมันจะมาจากไหน หรือจะไปในทิศทางใดก็แล้วแต่ เห็นแล้วมันน่าสังเวชใจสิ้นดี

                ผู้เขียนเองเห็นภาพข่าวการต่อสู้แล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ไปกรุงเทพฯ เพราะกลัวตายในสมรภูมิบ่อนไก่ ซึ่งพอมานั่งคิดดู ตัวผู้เขียนยังไม่อยากไป แล้วฝรั่งหน้าไหนจะอยากมาเที่ยวเมืองไทย ว่าไปแล้วก็คิดถึงภาพลักษณ์ของประเทศ คิดดูสิ เวลาเราเห็นข่าวประเทศไหน เมืองไหน มีสงครามกลางเมือง โดยเฉพาะชาวเมืองทะเลาะกันเอง เราจะรู้สึกอย่างไร อยากไปเที่ยวบ้านเมืองเขาไหม เราคิดอย่างไรกับประเทศเหล่านั้น ก็เช่นเดียวกัน คนจีน คนฝรั่ง เขาก็คงคิดแบบเรา ประเทศไทยที่เคยโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว โดดเด่นเรื่องสยามเมืองยิ้ม เมืองที่สงบสุขมายาวนาน ตอนนี้เป็นอย่างไร? ว่าไปแล้วก็อายชาวบ้านชาวเมืองอื่นแท้ๆ

                ย้อนมาถึงเรื่องผลกระทบต่างๆ ในประเทศไทย ผลกระทบด้านหนึ่งที่จะมองข้ามเสียไปไม่ได้เลย คือ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองสร้างปัญหาด้านการศึกษา ยิ่งช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว นักเรียน นักศึกษาใจจดจ่อจะใส่ชุดใหม่ มีอุปกรณ์หนังสือหนังหาใหม่ไปโรงเรียน กลับต้องนั่งรอวันเปิดเรียนที่เลื่อนไปเลื่อนมาอย่างไม่มีความชัดเจน พอเลื่อนวันเปิดเทอม เรื่องระยะเวลาในการเรียน การสอบวัดผล ก็กระทบตามกันไปหมด

                อย่าว่าแต่การศึกษาในกรุงเทพฯ เลย แม้แต่เด็กต่างจังหวัดที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็ไม่กล้าเดินทางไปตักตวงประสบการณ์ หรือเปิดหูเปิดตาในเมืองหลวง อย่างเช่น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่นักศึกษานิยมเลือกไป ก็คงหนีไม่พ้น “กรุงเทพมหานคร” เพราะเป็นแหล่งวิทยาการและเทคโนโลยีทันสมัย เป็นเมืองหลวงที่มีทุกสรรพสิ่งให้เลือกสรร แต่แล้วเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองไม่สงบ ก็ทำให้การเลือกไปศึกษาดูงาน ณ กรุงเทพมหานคร เป็นอันต้องตกไป เพราะเกรงกลัวต่ออันตรายของสถานการณ์บ้านเมืองที่ดูอึมครึม และไม่มีความแน่นอน ตลอดจนสถานที่ที่จะเข้าไปศึกษาดูงาน หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะแถวแยกราชประสงค์ก็ถูกเผาผลาญวอดวาย หรือไม่ก็พลอยปิดทำการชั่วคราวไปด้วย แล้วอย่างนี้ จะไปกรุงเทพฯ ให้เสี่ยงภัย แถมยังไม่ได้หย่อนใจเพื่ออะไรกัน แล้วก็ยังไม่รู้อีกว่า สถานที่ที่ถูกเผาไปแล้ว จะยืนตระหง่านได้อีกครั้งเมื่อไหร่

            นอกจากจะไม่ได้ไปดูงาน การจะไปฝึกงาน ก็แทบไม่ต้องคิดถึง เพราะนักศึกษา จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนฝึกงาน แต่เมื่อดูสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เลยต้องเปลี่ยนความคิดไปฝึกงาน ณ จังหวัดอื่นๆ ดีกว่า เพื่อจะได้ฝึกงานอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลที่จะต้องเสี่ยงชีวิตในเมืองหลวง ผู้เขียนได้ยินได้ฟังเพื่อนๆ ที่ทำงานในเมืองหลวง ต่างบ่นกันว่า ชีวิตลำบากมาก โดยเฉพาะเรื่องการเดินทางไปนู่นไปนี่ในกรุงเทพฯ เพราะรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า ปิดให้บริการอยู่บ่อยๆ จะเดินทางด้วยรถ ด้วยเรือ ก็ต้องเช็คเส้นทางการเดินทางให้ดี เพราะอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แถมต้องคอยเช็คข่าวคราวความเคลื่อนไหว การชุมนุมทางการเมืองแบบเกาะติดเหนียวแน่น เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปจ๊ะเอ๋กับกลุ่มเสื้อแดง นี่ขนาดคนกรุงเทพฯ เองยังขนาดนี้ แล้วพวกต่างจังหวัดไปฝึกงานอยู่กรุง คงต้องคิดหนักกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า และแม้ตอนนี้เหตุการณ์จะสดใสขึ้น เห็นหลายคนออกมาพร้อมใจกันทำความสะอาดถนนหนทาง เห็นบริการขนส่งกำลังจะเปิดอีกครั้ง แต่ใจก็ยังอดตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ได้อยู่ดี

                นอกจากนี้ เพื่อนๆ หลายคนของผู้เขียน ที่กำลังใกล้จะจบการศึกษาเต็มที บางคนเร่งจบวิทยานิพนธ์เพื่อให้ทันรับปริญญาในปีนี้ ก็ต้องอกสั่นขวัญแขวน เพราะไม่รู้ชะตากรรม ว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดให้บริการอีกเมื่อไหร่ จะได้ไปเจออาจารย์ที่ปรึกษา ปิดบัญชีจบการศึกษาเสียที

            ส่วนคนอยู่ต่างจังหวัดทางนี้ แม้จะเปิดเรียนตามปกติได้ แต่หนังสือหนังหาซึ่งสั่งซื้อมาจากกรุงเทพฯ ก็ยังมาไม่ถึง เพราะบางโรงพิมพ์ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา หรือบางทีติดขัดอยู่ที่การขนส่ง ทำให้หนังสือที่จะต้องอยู่ในมือนักเรียน นักศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมใช้ในการเรียนการสอน จนป่านนี้ เปิดเรียนไป 2-3 อาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือสักกะตัว

                นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก แม้แต่เด็กต่างจังหวัด อาจจะเห็นว่าไม่เกี่ยวกัน เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นู่น แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันไปหมด จึงได้แต่หวังว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่ฝังเป็นแผลลึกในหัวใจคนไทยเช่นครั้งนี้ คงจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะหากเกิดขึ้นอีก เราคงจะพัฒนาชาติกันยาก....โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ.... เพราะเด็กๆ ที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของชาติ กำลังกลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางความคิดของพวกเราอยู่