คนไข้คือครูใหญ่

ช่วงนี้เป็นช่วงการหมุนเวียนกลุ่มแรกของนักศึกษาแพทย์ที่ ม.อ. กลุ่มที่ผมได้เข้ามาคุมกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในผู้ป่วยศัลยกรรมเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สี่ที่พึ่งขึ้น ward เป็นปีแรกและยังหมาดๆ (แค่ 3-4 อาทิตย์) เราแบ่งนักศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มๆละประมาณ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยศัลยกรรม "เชิงลึก และเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ" กลุ่มละหนึ่งราย เสร็จแล้วก็ค่อยมานำเสนอให้ทุกคนฟัง โดยมีรายงานส่งแยกต่างหาก รายละเอียดให้อยู่ใน written report แต่การนำเสนอเป็นแบบ free style เน้นความประทับใจ เน้น core message ที่อยากให้เพื่อนๆได้ยินที่เราเห็นว่ามีค่ามากที่สุด เป้าหมายทั้งหมดยังคงเป็นเรื่อง empowerment ของคนไข้ แต่แทนที่จะเป็นเชิงระบบ ก็จะเป็นเชิงปัจเจกบุคคล เฉพาะคนไข้รายนี้รายเดียว

ทุกกลุ่มมีเวลาประมาณ 4-5 อาทิตย์เพื่อเตรียม case จากระบบ rotation ทั้งหมด 10 อาทิตย์ เราจะเริ่มกิจกรรม presentation นำเสนอในอาทิตย์ที่ห้า ปกติจะใช้เวลาทั้งหมด 3 ครั้งๆละสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้เวลาทั้งนำเสนอและอภิปรายโดยเพื่อนๆประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าลำพังภาควิชาศัลยศาสตร์เพียง rotation เดียว เราก็ให้เวลาเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพถึง 8 ชั่วโมง (interactive lecture 2 ชั่วโมง และการนำเสนอ case อีก 6 ชั่วโมง) นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่สอดแทรกใน rotation ต่างๆอีก และยังมี Block Health Promotion โดยเฉพาะอย่างเดียวตอนปลายปีสี่อีก 5 อาทิตย์เต็มๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลักสูตรเรา "เน้น" เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพเต็มตัวและเต็มที่ขนาดไหน

ในครั้งนี้นักศึกษาทุกกลุ่มส่งรายงานมาก่อนจะเริ่มนำเสนอ case จะไม่มีการกำหนดว่ากลุ่มไหน present ก่อนหรือหลัง แต่เราจะไปจับฉลากกันในห้อง แสดงว่าทุกกลุ่มจะต้องพร้อมที่จะนำเสนอตอนไหนก็ได้ ผมมีเวลาอ่านรายงานฉบับเขียนประมาณ 1 วัน ปรากฏว่าพออ่านเสร็จ ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย

เพราะว่า 3 ใน 6 รายของผู้ป่วยครั้งนี้ เป็นตำรวจประจำพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ถูก referred มา รพ.ม.อ.พร้อมๆกันเมื่อเดือนที่แล้ว ในเหตุการณ์ที่ขณะที่ตำรวจกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติอยู่หน้าสถานีนั้น ก็มีรถมอเตอร์ไซด์ขับเฉียดโรงพักเข้ามา โยนลูกระเบิดข้ามรั้วมาตรงบริเวณที่กำลังเข้าแถวกันอยู่ ผลหลังการระเบิดมีตำรวจเสียชีวิตหนึ่งรายและบาดเจ็บมากน้อยเป็นสิบๆคน ผมเลยอยากให้สามกลุ่มที่เข้าไปสัมภาษณ์คนไข้ทั้งสามรายนี้ ได้นำเสนอพร้อมๆกัน น่าจะมีอะไรน่าสนใจที่จะเรียนรู้

ผมเสนอความเห็นนี้ให้แก่นักศึกษาแพทย์ ถามว่าจะเอาไหม เขาก็คุยกันใหญ่ ประเด็นแรกคือควรให้สามกลุ่มนี้ present ในครั้งเดียวกันไหม ก็ตอบว่าเอา ประเด็นที่สองคือจะเอาครั้งนี้เลย หรือจะเอาครั้งต่อไปดี ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายอยากนำเสนอครั้งนี้ (เดาว่าครั้งต่อไปมันจะค่อนข้างใกล้สอบมากขึ้น ไม่มีใครอยากจะเตรียมตัวนำเสนอตอนนั้น) ก็เลยให้ส่งตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายมาเป่ายิ้งฉุบกัน เอาแพ้ชนะ 2 ใน 3 ครั้ง ผลก็คือกลุ่มตำรวจได้นำเสนอก่่อนในครั้งนี้

CASE ที่หนึ่ง

กลุ่มนี้นำเสนอโดยจัดเป็นรายการสัมภาษณ์ นักศึกษาแสดงเป็นคนไข้ (ตำรวจ) ภรรยาคนไข้ คุณหมอ ผู้บังคับการตำรวจ นายกรัฐมนโท และยังมีผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่อีกสองคน

คุณตำรวจคนนี้ได้รับบาดเจ็บ สะเก็ตระเบิดเข้าไปฝังบริเวณหนังศีรษะตรงท้ายทอย และกระดูกตาตุ่มแตกหนึ่งข้าง ฟื้นตัวได้ดีแล้วขณะนี้

คนไข้รู่้สึกตัวเองเป็นภาระ เพราะต้องมีคนมาเยี่ยม มาดูแล และตนเองหยุดงานนาน ลดความมั่นใจในตัวเองลง สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ทำใจได้ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ทราบความเสี่ยง และเตรียมตัวเตรียมใจไว้ทุกวัน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับตัวเองมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่รับบาดเจ็บหลังจากอยู่ในพื้นที่นี้มาสิบกว่าปี ยังคิดว่าตนเองโชคดีที่บาดเจ็บไม่มาก

เคยคิดจะขอย้ายเหมือนกัน แต่อยากจะรอให้หลานๆ (ลูกพี่สาว) เรียนจบเสียก่อน ตอนนี้ตนเองจะได้สามารถช่วยดูแลได้ หลังจากนี้ครอบครัวก็เคยพูดถึงการย้ายจากพื้นที่เหมือนกัน ก็คงจะลองคิดดู

น้องๆนักศึกษานำเสนอมุมการช่วยเหลือผ่านทางการสัมภาษณ์ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายครอบครัว และ NGOs พูดถึงนโยบาย อาทิ การเพิ่มการทำความเข้าใจโดยการเรียนภาษา ไม่เพียงแค่ให้คนในพื้นที่เรียนภาษาไทย แต่รวมไปถึงการให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการทีีี่จะเข้าไปทำงาน เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษายาวี ที่ชาวบ้านเขาใช้ จะได้เพิ่มความเข้าอกเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน

ด้านกำลังใจ น้องๆพบว่าคนไข้มีกำลังใจดีมาก มากกว่าที่คิด ทั้งๆที่งานที่ทำมีอันตราย แต่ก็ยินดีทำ และเต็มใจทำ กล้าทำ กระนั้นก็มีเรื่องครอบครัว ลูก ภรรยา ที่ต้องดูแล คิดว่าถ้าคนไข้จะย้าย ก็เข้าใจ เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน เท่าที่ทำมาก็เสียสละให้แก่ประเทศชาติมากแล้ว

CASE ที่สอง

กลุ่มนี้ทำแนวใหม่ โดยการไปขออนุญาตผู้ป่วยที่เป็นดาบตำรวจตรีอีกคนหนึ่งในเหตุการณ์ สัมภาษณ์ถ่าย video ไว้โดยคำถามที่เตรียมไว้ อัดเทปตอนที่คนไข้ตอบแต่ละคำถาม หลังจากนั้น ก็เอามานำเสนอโดยทำเหมือนกับเป็นสัมภาษณ์สด link สัญญาณมาจากห้องพักผู้ป่วย และ interact กับคนถามในห้องนำเสนอ การตัดต่อเนียนดีใช้ได้ แต่ที่น่าสนใจคือเนื้อหา

case นี้เล่าให้ฟังว่าตอนเข้าแถวเคารพธงชาติ มีระเบิดหล่นมาตรงหน้า ก็รีบกระโดดหมอบ รู้สึกมีอะไรตกลงมากลางหลัง มีเสียงระเบิดดัง หูอื้อไปหมด การตรวจร่างกายพบว่ามีสะเก็ตระเบิดบริเวณหลัง และแรงระเบิดทำให้มีเลือดตกในช่องท้อง รับการผ่าตัดรักษาพบว่ามีม้ามแตก กระดูกซี่โครงหัก กระบังลมแตก แพทย์ได้เย็บซ่อมกระบังลมและม้ามให้

คนไข้คนนี้ตอบคำถามของน้องๆได้่อย่างเป็นระบบมาก ถี่ถ้วน และมองเหตุการณ์ย้อนหลังแบบสะท้อนทั้งมุมใกล้ตัวและมุมเชิงกว้าง ตัวคนไข้เองบอกว่าเบื่ออยู่ รพ.มาก ให้ไปทำงานเหนื่อยแค่ไหนก็ยังดีกว่ามานั่งๆนอนๆอยู่อย่างนี้ ยังดีที่มีญาติมาเฝ้า มาเยี่ยม ให้กำลังใจ คุณแม่ของคนไข้ที่อายุมากแล้วก็มาเฝ้าดูอาการทุกวันตั้งแต่เริ่มเข้า รพ. ซึ่งทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผู้ป่วยเองมีภรรยาและลูกเล็กอีก 2 คน

คนไข้บอกว่าการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดที่ได้มีส่วนช่วยในการดูแลความสงบของชาติบ้านเมือง ยังยืนยันที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไปหลังจากหายแล้ว แต่ใจหนึ่งก็เป็นห่วงอนาคตของลูกอายุขวบกว่าๆ และอีกคนก็กำลังจะคลอด คิดเหมือนกันว่าอาจจะขอย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ชั่วคราว หลังจากนั้นค่อยกลับมาใหม่ เป็นห่วงความรู้สึกของภรรยาเหมือนกัน และความอบอุ่นของลูกที่ต้องการพ่อ

น้องๆได้ถามว่ามีอะไรอยากจะฝากบอกนักเรียนแพทย์ไหม?

"อยากให้น้องดูแลคนไข้ให้เต็มที่ คิดถึงความรู้สึกของคนไข้ด้วย เวลาเขาเจ็บป่วย มาหาหมอ แต่รอตั้งเป็นชั่วโมงๆเพราะหมอไปทำคลินิกอยู่ ยังไม่มา มันรู้สึกแย่มากๆ แต่ก็เห็นใจหมอทุกคนที่ทำงานหนัก สำหรับคนไข้ที่ทุกข์อยู่ เพียงแค่มีคนมาถามไถ่และเริ่มให้การรักษาก็จะรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว ที่แล้วมาบางทีมีแต่คนมาถามชื่อ ถามกันเป็นสิบๆคน ไม่รู้จะถามไปทำไม ทำไมไม่ดูจากที่ถามๆไปแล้ว"

น้อง นศพ.บอกว่าไปคุยกับคนไข้รายนี้แล้ว แทนที่จะไป empower เขา กลับรู้สึกตนเองถูก empowered แทน สงสัยตัวเองว่าจะรักงาน ภูมิใจในงานได้เท่ากับคนไข้คนนี้ไหม ทำไมเขาถึงได้คิดแบบนี้ และทำได้อย่างไร

CASE ที่สาม

คนไข้รายนี้บาดเจ็บค่อนข้างน่้อย แต่กลุ่มก็ได้สามารถนำเสนอการนำเอากฏบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ที่เป็นแผนแม่บทการสร้างเสริมสุขภาพขององค์กรอนามัยโลกนำมาวิเคราะห์แจกแจง บูรณาการเข้ากับคนไข้ปัจเจกได้อย่างน่าสนใจมาก

น้องๆนำเสนอว่าทฤษฏีต่างๆใน Ottawa Charter นั้น เป็นนามธรรม ซึ่งเวลาที่จะนำมาใช้กับคนไข้จริงเลยนั้นไม่ได้ ต้องตีความ ทำความเข้าใจ และดัดแปลงไปตามสภาวะจริง ไม่งั้นจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรคนไข้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้

การจะดัดแปลงใช้ เราต้องเข้าไปคุย ไปทำความเข้าใจคนไข้ อย่าพึ่งรีบด่วนตัดสิน ไม่ใช้คุณค่า ทฤษฎีของเรา เข้าไปใช้หรือแนะนำดุ่ยๆ เรื่องบางเรื่องพูดไปก็ทำไม่ได้ ก็อย่าพูดดีกว่า ควรเน้นสิ่งที่สามารถทำได้ ปฏิบัติได้จริง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มักจะมาจากตัวคนไข้เอง

 


 

ทำเสร็จ ผมก็รู้สึกดีมากๆกับน้องๆนักศึกษาแพทย์ ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับ health promotion หรือการสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ แต่คนเรียน คนสอน มีความสุข ก็ OK แล้ว