หลายครั้งที่มองเห็นดอกทานตะวันสีเหลือง ตัดกับใบเขียว มันทำให้หัวใจสดชื่นแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก เอ๊ะ...รึว่าเราจะหลงรักเจ้าดอกทานตะวัน....

     เห็นภาพดอกทานตะวันทีไร ชวนให้ใจนึกเพ้อฝันทุกที หากได้ยืนอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งดอกทานตะวันสีเหลือง ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส คงจะมีความสุขมากมาย เหมือนได้ล่องลอยไปกับธรรมชาติ ในท้องฟ้ากว้างไกล ช่างมีเสน่ห์ซะจริงๆ เจ้าดอกทานตะวันหากมีโอกาสอยากไปเที่ยวทุ่งทานตะวันสักครั้ง....แต่วันนี้ขอท่องเที่ยวผ่านบล็อกไปก่อนนะคะ

สารภีสีเหลืองสด                       ก็ปรากฏสีสดใส
พระองค์ทรงสีไกล                    ทรงแผ่ไปในโลกา
ทานตะวัน ทันรับแสง                พระแสดงเจ้าธรรมา
ล้ำเลิศเกิดปัญญา                     ด้วยศรัทธาที่เบิกบาน ฯ

(กาพย์เห่เรือตอนชมดอกไม้ บทประพันธ์ของนายฉันท์ ขำวิไล)

   ชื่อไทย : ทานตะวัน
  ชื่อพฤกษศาสตร์ : Helianthus
  ชื่อวงศ์ : COMPOSITAE


  
ทานตะวัน มีหลายชนิดและหลายขนาดมีทั้งขนาดดอกเล็กที่ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มดกดื่นตามทุ่งหญ้า ชนิดดอกเดี่ยวดอกใหญ่   2- 3 นิ้ว   และชนิดดอกเท่าจานข้าว ดอกเดียวหรือดอกใหญ่ ๆ หลาย ๆ ดอก ออกบนก้าวเดียวกันดอกทานตะวันเป็น
  พืชตระกูลเดียวกันกับดอกบานชื่น เบญจมาศ ดาวเรือง และเดซี่ทานตะวันขนาดเล็กที่มีกลีบชั้นเดียว  เรียกดอกเดซี่
   สีเหลือง ทานตะวันมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเป็นไม้ล้มลุกที่นอกจากจะเป็นไม้ประดับที่สวยงามแล้วยังเป็น พืชเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการปลูกทานตะวันเพื่อนำเมล็ดมาสกัดน้ำมันพืชกากที่ได้ทำเป็นอาหารสัตว์น้ำมันและอาหารสัตว์จากทานตะวันเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญทานตะวัน ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด

ตำนานดอกทานตะวัน

ดอกทานตะวัน ใช่ว่าจะเป็นพืชล้มลุก ธรรมดา ๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน ในหนังสือ นวนิยายเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อมีชื่อเรื่องว่า “ทานตะวัน” หนังสือเล่มนี้ แต่งโดย ว.วินิจฉัยกุล ท่านได้แต่งข้อความสั้น ๆ เกี่ยวกับดอกทานตะวันว่า “ทำตัวอย่างดอกทานตะวัน ดอกไม้อื่นกลัวความร้อน มันจะเหี่ยวเฉาเมื่อกระทบแดด ทานตะวันเป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่สู้แดด ไม่เคยหนี มันจะหันตามตะวันตลอดวัน เหมือนคนที่ไม่กลัวความยากลำบาก แล้วเห็นไหมว่า ทานตะวันเป็นดอกไม้ที่สวย ใหญ่ เห็นที่ไหน สะดุดตากว่าดอกไม้อื่น” ด้วยเหตุนี้เอง ดอกทานตะวัน จึงเปรียบการใช้ชีวิตของคนเรา ทำให้เราต้องสู้ กล้าผจญภัยกับความเหนื่อยยาก เพื่อผลักดันชีวิตให้ประสบความสำเร็จ


ตำนานเกี่ยวกับดอกทานตะวันที่จะเสนอต่อไปนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า “ยังมีเทพธิดาองค์หนึ่ง ชื่อไคลที อาศัยอยู่ในถ้ำใต้ทะเลลึก ไม่เคยขึ้นมาบนฝั่ง (ก็ในเน็ตมันเขียนอย่างนี้นี่หน่า เทพธิดาได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสงบเรื่อยมา จนเติบโตเป็นสาวน้อย อยู่มากระทั่งวันหนึ่ง เกิดพายุพัดกระหน่ำมาอย่างรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยพัดมาถึงข้างใต้เลย พายุได้พัดพาสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ขึ้นมาข้างบน ซึ่งไคลทีก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย เมื่อไคลทีถูกคลื่นทะเลซัดขึ้นมาถึงฝั่ง ก็ฟื้นคืนสติ ก็มองเห็นแสงแดด พืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ และสิ่งที่สวยที่สุด ก็คือแสงตะวันที่สาดส่อง ไคลทีเพิ่งมีโอกาสเห็นแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรก ก็เกิดความรักในพระอาทิตย์ขึ้นมาคือ เทพอพอลโล ทุก ๆวันไคลทีจะเฝ้ามอง ดูความงดงามของดวงอาทิตย์ วันแล้ว วันเล่า จนกระทั่งเทวดาสงสารนาง เพราะเทพอพอลโลไม่เคยเหลียวแล จึงช่วยกันบันดาลให้ ในเย็นวันหนึ่ง ขณะไคลทียืนมองตะวัน ให้เท้านั้น หยั่งลึกลงไปในดิน เครื่องแต่งกายเปลี่ยนไปเป็นสีเขียว ผมจากสีทองกลายเป็นสีเหลือง ล้อมดวงหน้าไว้ แล้วดวงตาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงกลายเป็นดอกทานตะวันที่สวยงามที่เฝ้ามองตามพระอาทิตย์ ขึ้นลงข้ามขอบฟ้าในทุก ๆวัน” เฮ้อ น่าสงสารเนาะ คิดแล้วเศร้า เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ความรักที่มั่นคง สักวันฟ้าดินจะต้องเห็นใจ แม้จะรักข้างเดียวก็ตาม