” ทุกวันนี้พี่ก็ยังรอให้เหตุการณ์สงบ แล้วกลับมาอยู่บ้านนะน้อง เพราะเป็นบ้านเกิดและพี่รักที่นี่มาก อยากกลับมาฟังสัญญาณ...ชีวิตที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กอีกครั้ง “

                      

 

           พี่ทองเรียนจบชั้นม.ศ.๓ ที่โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา เมื่อพ.ศ.๒๕๑๔ เป็นรุ่นที่ ๘ มีครูประจำชั้น ครูสนิท สุขศิริ เรียนอยู่ห้อง ค โดยอาศัยเรียนที่โรงงานช่างไม้ที่ครูสนิทซึ่งเป็นครูสอนวิชาช่างไม้ประจำอยู่นั่นเอง

           แรกเข้าเรียนเมื่อพ.ศ.๒๕๑๑ นั้น โรงเรียนชื่อโรงเรียนโคกโพธิ์ ปักชื่อย่อว่า ป.น.๑๗ ครั้นถึงพ.ศ.๒๕๑๓ ได้มีการลงประชามติกันที่หน้าเสาธงหลังจากเคารพธงชาติ โดยมีครูเนื่อง สิงหโฆสิต อาจารย์ใหญ่เป็นประธาน เปลี่ยนชื่อโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา ชื่อย่อว่า พ.ร.ศ.

           โดยการนำเอาชื่อและเหตุการณ์อันเป็นมงคล ที่เกิดขึ้นบนเนินเขาหรือภาษาถิ่นใต้เรียกว่า ควนตรงกับภาษาอังกฤษว่า Hill ที่ตั้งโรงเรียนมาเป็นนามมงคลของโรงเรียนนั่นเอง

           ความสำคัญของเนินหรือควนลูกนี้อยู่ตรงที่ว่าเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๒ (ค.ศ.1929) เวลา ๑๓.๓๗ นาฬิกาได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ ๓ ที่ปรากฏขึ้นในอาณาจักรสยาม  กินเวลา ๖ นาที ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๗ ทั้งนี้พระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ณ เนินเขาที่ตำบลโคกโพธิ์ อำเภอ มะกรูด จังหวัดปัตตานี ซึ่งในปีพ.ศ.๒๔๘๒ได้เปลี่ยนเป็นอำเภอโคกโพธิ์ หลักฐานที่เหลืออยู่คือ พลับพลาที่ประทับ

           พ.ศ.๒๕๑๔ เมื่อจบม.ศ.๓ พี่ทองตั้งใจจะไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรไสใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่สอบไม่ได้ พ่อก็เลยนำตัวไปฝากเพื่อให้ฝึกกรรมฐานกับพระอาจารย์ เป็นเวลา ๗ วัน ที่สำนักสงฆ์ถ้ำพระหอ หมู่ ๖ บ้านถ้ำพระหอ ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง

           ซึ่งจำได้แต่เพียงว่า เดินทางโดยนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอไซค์ เข้าไปในแนวเขาหน้าสถานีรถไฟไสใหญ่นั่นเอง

           ซึ่งสมัยนั้นทั้งแถบเป็นพื้นที่สีแดง แต่ผู้ใหญ่บ้านก็บอกกับพ่อพี่ทองว่าไม่เป็นไรปลอดภัยสบายใจได้ แล้วพ่อก็นั่งรถมอเตอไซค์กลับออกไป โดยนัดว่าอีกเจ็ดวันจะมารับ

           จากนั้นก็หันเหชีวิตไปเรียนช่าง โดยไปสอบเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือ ปวช. วิชาช่างวิทยุโทรคมนาคม ที่โรงเรียนเทคนิคสงขลา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นรุ่นที่ ๑๑ อาจารย์ชำนาญ เอกพันธ์ เป็นอาจารย์ประจำชั้น

           ในครั้งแรกพี่ทองบอกพ่อว่าจะสมัครเรียนช่างก่อสร้าง เพราะเรียนกับครูสนิทที่ พ.ร.ศ.มาบ้างแล้ว แต่อาจารย์ที่รับสมัครบอกให้เดินดูทุกโรงงานก่อนเผื่อจะเปลี่ยนใจ

           พี่ทองกับพ่อก็เลยเดินดูทุกโรงงานสมัยนั้นโรงเรียนเทคนิคสงขลาเปิดสอนเพียง ๖ แผนกตั้งแต่ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ

           มาสดุดตาสดุดใจกับเครื่องมือของช่างวิทยุซึ่งเป็นโรงงานสุดท้ายที่เข้าชม ทุกอย่างดูแปลกตามีลักษณะเหมือนกับเครื่องมือในห้องบัญชาการในหนังเรื่องยอดมนุษย์ หนังญี่ปุ่นที่กำลังดังอยู่ในขณะนั้น และด้วยความที่อยากจะทำวิทยุให้พ่อแม่และน้อง ๆ ไว้ฟังที่บ้าน

           จึงบอกพ่อว่าตกลงลูกเรียนช่างวิทยุนะ พ่อบอกว่าตามใจลูก พี่ทองจึงได้เรียนช่างวิทยุและโทรคมนาคม ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำมาหากินมาจนทุกวันนี้

           ซึ่งต่อมาหลังจากเข้าเรียนพี่ทองก็พยายามเก็บเงินซื้ออุปกรณ์จากร้านเอเซียวิทยุที่ในตัวอำเภอหาดใหญ่ มาประกอบจนสำเร็จแล้วเอากลับไปให้พ่อกับแม่ที่บ้าน

           นับเป็นผลงานอีกชิ้นจากการเรียน หลังจากทำตู้โชว์ให้ที่บ้านจากวิชางานไม้ที่เรียนกับครูสนิทที่โคกโพธิ์

           ในขณะที่เรียนปีหนึ่งญาติก็นำไปฝากให้อาศัยที่บ้านพักอาจารย์โสภณ มากสังข์

           และในตอนเย็นก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอไซค์ของอาจารย์เสริม ศรีโลพันธ์ ไปฝึกซ่อมวิทยุที่ร้านสากลวิทยุ หน้าวัดเลียบในตัวเมืองสงขลา ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นเจ้าของร้าน

           ปีที่สองอาจารย์โสภณมีครอบครัว พี่ทองก็ย้ายไปอยู่หอพัก

           ปีที่สามพี่ทองก็ไปขออาศัยที่บ้านพักอาจารย์ณรงค์ ดียิ่ง จนจบการศึกษา

           เมื่อเรียนจบแล้วพี่ทองก็กลับมาเปิดร้านซ่อมวิทยุโทรทัศน์ที่บ้านที่โคกโพธิ์ งานเยอะมากและเทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนเพราะเครื่องรับโทรทัศน์สีเริ่มมีใช้

           ในปีพ.ศ.๒๕๑๘ จึงสมัครเรียนต่อในระดับวิชาชีพชั้นสูงหรือปวส. วิชาช่างอิเล็กโทรนิค ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ จังหวัดสงขลา เป็นรุ่นที่ ๙

           ในช่วงที่เรียนระดับปวส.ก็ไปอาศัยอยู่วัดโรงวาส ตรงข้ามโรงพยาบาลสงขลา

           พ.ศ.๒๕๑๙ ในระหว่างเรียนก็เป็นกรรมการองค์การนักศึกษา ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พี่ทองเข้าร่วมทำให้พี่ทองถึงกับเลิกสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

           พ.ศ.๒๕๒๐ หลังเรียนจบแล้วพี่ทองไปสอบและทำงานที่บริษัทเครื่องถ่ายเอกสาร ถนนเดโช ติดถนนสีลม กรุงเทพฯ และกลับไปทำงานที่เขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

           จากนั้นกลับออกมาสอบเรียนต่อวิชาชีพครู ระดับประโยคครูมัธยมหรือปม.ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ จังหวัดสงขลา ระหว่างที่เรียนไม่ทันจบหลักสูตรก็สอบบรรจุเข้ารับราชการครู ได้ที่โรงเรียนเทคนิคชุมพร จังหวัดชุมพร ในตำแหน่ง ครู ๒ ระดับ ๒

           สิบปีต่อมา พี่ทองก็ได้ปรารภกับพ่อและแม่ว่าจะขอย้าย เพื่อกลับมารับราชการที่วิทยาลัยเทคนิคปัตตานี จังหวัดปัตตานี แต่พ่อก็คัดค้านไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ปัตตานีเรามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดี จึงไม่อยากให้มารับราชการที่นี่ เกรงจะได้รับอันตราย

           พี่ทองเลยต้องรับราชการที่เดิม ซึ่งต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นในทุกวันนี้ ตรงตามที่พ่อได้บอกไว้

           พี่ทองนั่งเล่าให้ฟังบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นขนุนหน้าบ้านด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียด แต่ก็ยิ้มเล็กน้อยและกล่าวส่งท้ายว่า

           ” ทุกวันนี้พี่ก็ยังรอให้เหตุการณ์สงบ แล้วกลับมาอยู่บ้านนะน้อง เพราะเป็นบ้านเกิดและพี่รักที่นี่มาก อยากกลับมาฟังสัญญาณ...ชีวิตที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กอีกครั้ง “

                                 ขอให้ทุกท่านโชคดี

                                      สวัสดีครับ

                                 ภัทรพล คำสุวรรณ์