คำอธิบายรายวิชา   

 ศึกษาคุณสมบัติของเครื่องปรุงและสารปรุงแต่งในขนมอบ  การเลือกซื้อ  วิธีใช้และการเก็บรักษาวัสดุอุปกรณ์  หลักที่ใช้ในการทำขนมอบไทย  และต่างประเทศขั้นพื้นฐาน  การเก็บอาหารที่ทำเสร็จแล้ว  การบรรจุหีบห่อ  การจัดจำหน่าย และฝึกปฏิบัติ

จุดประสงค์

1.  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ที่เกี่ยวกับวัตถุดิบในการทำขนมอบ

2.  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและการบำรุงรักษาเครื่องมือการ

ผลิตขนมอบ

3.  เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ขนมอบ

4.  เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบสาเหตุการเสื่อมเสีย  การบรรจุและการเก็บรักษาขนมอบ

5.  เพื่อให้ผู้ศึกษามีความสามารถในการทำขนมอบบางชนิด

 

 

 

   ขึ้นรูปคุกกี้                                    ขึนรูปขนมปัง

 

สำหรับแผนการสอนประจำภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๓ ดังนี้

                                  แผนการสอนวิชา   

               ขนมอบ     (Bakery)        รหัส 4513216                                           

                      คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

 

สถานที่เรียน

อาคาร คหกรรมศาสตร์  ห้อง 2112

คำอธิบายรายวิชา

                    ศึกษาคุณสมบัติของเครื่องปรุงและสารปรุงแต่งในขนมอบ  การเลือกซื้อ  วิธีใช้และการเก็บรักษาวัสดุอุปกรณ์  หลักที่ใช้ในการทำขนมอบไทย  และต่างประเทศขั้นพื้นฐาน  การเก็บอาหารที่ทำเสร็จแล้ว  การบรรจุหีบห่อ  การจัดจำหน่าย และฝึกปฏิบัติ

แผนการสอน

สัปดาห์ที่

เนื้อหา

กิจกรรมการสอน

1.

1 มิ.ย 53

- บทนำ/เครื่องมือ-อุปกรณ์/เครื่องปรุง-สารปรุงแต่ง

1. บรรยาย

2.อภิปราย, ซักถาม

2.

8 มิ.ย 53

การบรรจุหีบห่อ 

การจัดจำหน่าย 

และคำนวณต้นทุน

1.บรรยาย

2.อภิปราย, ซักถาม

3.

15 มิ.ย 53

ขนมปัง

1.บรรยาย

2.ฝึกปฏิบัติ, ซักถาม

4.

22 มิ.ย 53

 

คุกกี้และเค้ก

1.บรรยาย

2.ฝึกปฏิบัติ, ซักถาม

 

5.

29 มิ.ย 53

เดนิสเพสตรี

1.บรรยาย

2.ปฏิบัติการและค้นคว้าด้วยตนเอง

3.อภิปราย, ซักถาม

 

 

 

6 – 7

6 & 13

ก.ค. 53

เพสตรี

1.บรรยาย

2.ปฏิบัติการและค้นคว้าด้วยตนเอง

3.อภิปราย, ซักถาม

8.

20 ก.ค. 53

พิซซ่า

1.บรรยาย

2.ปฏิบัติการและค้นคว้าด้วยตนเอง

3.อภิปราย, ซักถาม

9

วันเข้าพรรษา (27 ก.ค. 53)

-

10.

3 ส.ค. 53

ขนมผิง – ขนมหน้านวล

1.บรรยาย

2.ปฏิบัติการและค้นคว้าด้วยตนเอง

3.อภิปราย, ซักถาม

11.

10 ส.ค. 53

สาลีกรอบ – ขนมหม้อแกง

1.บรรยาย

2.ปฏิบัติการและค้นคว้าด้วยตนเอง

3.อภิปราย, ซักถาม

12.

17 ส.ค. 53

 

นำเสนอการจัดทำแผนการจัดจำหน่าย

1.นำเสนอผลิตภัณฑ์กลุ่มและแผนการจัดจำหน่าย

2.อภิปราย, ซักถาม

13-15

24, 31  ส.ค

&  7 ก.ย. 53

ปฎิบัติการตามทำแผนจัดจำหน่าย

1. ปฏิบัติการ ตามทำแผนจัดจำหน่าย

16.

14 ก.ย 53

สรุปและรายงานกลุ่ม

1. อภิปราย ซักถาม

2. สรุปโดยอาจารย์

17.

 สอบ

1.       แผนการประเมินผลการเรียนรู้

            2.1 การวัดผล       

                วิธีการประเมินผล  ผู้ผ่านรายวิชานี้ต้องมีเวลาการเข้าชั้นเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียน เกณฑ์การตัดสินผลการเรียนคือผู้ผ่านรายวิชาต้องได้คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป ให้ระดับผลการเรียนแบบอิงเกณฑ์

     2.1.1 คะแนนระหว่างเรียน                                                      ร้อยละ 70

              - สอบกลางภาค                             ร้อยละ 15

              - ทดสอบย่อย                                       ร้อยละ 15

              - นำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า-ปฏิบัติการ     ร้อยละ 30

             - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน             ร้อยละ 10

     2.1.2 คะแนนปลายภาค                                                             ร้อยละ 30

                                              รวมคะแนนทั้งหมด               ร้อยละ 100  

                      2.2  การประเมินผล (Evaluation)

                              การประเมินผลใช้แบบอิงเกณฑ์  พิจารณาจากคะแนนรวมโดยใช้เกณฑ์ตัดสิน  ดังนี้

ระดับเกรด

A

B+

B

C+

C

D+

D

E

ช่วงคะแนน

90 - 100

85 - 89

75 - 79

70 - 74

60 – 69

55 - 59

50 - 54

≤ 49

        หมายเหตุ :  หากส่งงานไม่ครบก่อนสิ้นภาคการศึกษาพิจารณาการผลการเรียนเป็น I

 1. หนังสือ ตำรา และเอกสารประกอบการสอนหลัก

1. กล้าณรงค์  ศรีรอต  และ  เกื้อกูล  ปิยะจอมขวัญ. (2546). เทคโนโลยีแป้ง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

2. จิตธนา  แจ่มเมฆ  และ อรอนงค์  นัยวิกุล. (2539). เบเกอรีเทคโนโลยีเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

3. จิตธนา  แจ่มเมฆ,  อรอนงค์   นัยวิกุล  และ ปริศนา  สุวรรณาภรณ์. (2546). ผลิตภัณฑ์ขนมอบ. ในคณาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร. (พิมพ์ครั้งที่ 4.)  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

4. จิรัฏฐ์  ฉายะจินดา. (2548 , มิถุนายน). 8 สูตรเบเกอรีพื้นฐาน. นิตยสารhealth&cuisine, 5(53),58-67.

5. ทิพาวรรณ  เฟื่องเรือง. (2540). การดำเนินธุรกิจและสารพันปัญหาขนมอบ. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร  กรมอาชีวศึกษา.

6. วันดี  แสงสุวรรณ์.  2549. เทคโนโลยีขนมอบ.  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.

เอกสารเล่มที่ ๖ ยื่มได้ที่ครู  มีจำนวน ๑๒ เล่ม ยื่มแล้วดูแลรักษาเพื่อและคืนด้วย

เพราะตั้งใจจะมอบให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่อไป

      เนื้อหาบทที่ ๒ (ต่อ)

ไขมันและน้ำมันมีหน้าที่หลายอย่างในการทำเค้ก เช่นทำหน้าที่เก็บอากาศไว้ใน      ช่วงการตีขนมให้ขึ้นฟู   ช่วยหล่อลื่นกูลเตนและส่วนผสมของแป้ง  ทำให้โครงสร้างที่ผนังเซลล์ของแป้งและกลูเตน มีลักษณะพิเศษคือทำให้เนื้อขนมนุ่ม และยังช่วยให้เกิดอิมัลชันของเนื้อขนม นอกจากนี้มีผลกระทบกับการรักษาน้ำภายในผลิตภัณฑ์ทำให้ขนมดูชุ่มชื้นไม่แห้งแข็งและแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติทางด้านอายุการเก็บมาร์การีนหรือไขมันที่แข็งเกินไปจะเกิดเป็นเม็ดในเนื้อขนมทำให้ผสมกันได้ไม่ดี ในทางตรงข้ามมาการีนที่นิ่มเกินไปก็จะไม่สามารถทนต่อการผสมของใบพัดเพื่อทำให้เนื้อขนมจับตัวกันเป็นกลุ่มอิมัลชันที่ดี หรือ ส่วนผสมเหลว (batter) ได้ เนยสดและผลิตภัณฑ์จากไขมันนมอื่น ๆ ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในผลิตภัณฑ์เบเกอรี โดยเฉพาะในเค้ก เนื่องจากมีกลิ่นรสที่ถูกใจผู้บริโภค อย่างไรก็ตามผู้ผลิตขนมปังนิยมใช้เนยสดในการทำผลิตภัณฑ์มากกว่า จากคุณภาพและคุณสมบัติที่ไม่แน่นอนของเนยสด  จึงมีการวิจัยหาสารแทนที่ไขมันที่จะนำมาใช้ในสูตรการทำเค้ก มาร์การีนและเนยที่ใช้ทำเบเกอรีก็สามารถนำมาทำเค้กได้ถ้ามีช่วงการหลอมละลาย  ความคงตัวและคุณสมบัติในการขึ้นฟูได้ดีคุณสมบัติทางด้านการไหลของอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว (rheological properties) เช่น มาร์การีนมีความสำคัญต่อการออกแบบกระบวนการควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มาก มาร์การีนชนิดนุ่มมักจะใช้ทาบนขนมปังหรือแซนด์วิช เมื่อนำออกมาจากตู้เย็นมาการีนควรจะปาดให้กระจายได้ง่ายและเรียบเนียนโดยไม่มีการแยกชั้นหรือมีน้ำแยกออกมา

ตัวอย่าง มาร์การีนที่มีการวางขายในท้องตลาดเช่น มาร์การีนตรามารีน่า  มาร์การีน ตราโอลิมปิคเค้ก  มาร์การีนตราโอลิมปิคพัฟ เป็นต้น สามารถแบ่งมาร์การีนออกเป็นประเภทต่างๆ คือ มาร์การีนสำหรับทำเค้ก (cake margarine)  เป็นมาร์การีนมีลักษณะอ่อนนุ่ม  มีคุณสมบัติในการขึ้นฟูได้ดี   เหมาะสำหรับทำ ตัวเค้ก  คุกกี้  และเอแคลร์   มาร์การีนสำหรับทำครีม (creaming  margarine) เป็นมาร์การีนมีคุณสมบัติในการตีให้ขึ้นฟูได้ดี  และละลายในปากได้ดี  อันเนื่องจากมีจุดละลายสูง  นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงจึงนำมาใช้แทนเนยสดได้ เหมาะสำหรับตีครีม  ส่วน เพสตรีมาร์การีน (pastry margarine) เป็นมาร์การีนสำหรับทำพายมีจุดหลอมเหลวสูง และมีความเหนียวสามารถรีดคลึงได้ (plasticity)  เหมาะสำหรับทำพายชั้น  แดนิช-เพสตรี  และ ครัวซองค์ และมาร์การีนชนิดอ่อน (soft margarine) เป็นมาร์การีนที่มีจุดละลายต่ำ ละลายได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็น  มีความอ่อนตัวสูง  สามารถตักป้ายได้  มีกลิ่นรสคล้ายเนยสด  ละลายง่าย  ในปากจึงใช้ประโยชน์ โดยใช้แทนเนยสดในการทาขนมปัง 

 1.3 เนยขาว (hydrogenated vegateble shortening or shortening) เป็นไขมันผสมผ่านกรรมวิธี  ทำจากไขมันบริสุทธิ์ที่ปราศจากกลิ่น  เช่นน้ำมันปาล์ม น้ำมันข้าวโพด โดยนำไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน  ยิ่งผ่านการเติมไฮโดรเจน  เข้าไปมากเท่าไรไขมันก็ยิ่งแข็งขึ้น นอกจากนี้จะ    ไม่เติมกลิ่นและสี จึงเรียกเนยขาว เป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องและมีปริมาณไขมัน 100 เปอร์เซ็นต์ (วิภาวัน  จุลยา, 2548, หน้า 38)   เหมาะในการทำขนมปัง    บางชนิดหากนำมาใช้ในการทำเค้กจะทำให้เค้กมีขนาดใหญ่เนื้อละเอียดและนุ่ม เนื่องจากเนยขาวมีไขมันทั้งหมดไม่มีส่วนผสมของของเหลว นิยมนำมาทำครีมต่าง ๆ เพื่อแต่งหน้าเค้ก   ทาพิมพ์ไม่ให้ขนมติดพิมพ์  เนยขาวผลิตจากไขมันปาล์มคุณภาพดีเหมาะสำหรับผสมทำเค้ก   ทำให้เค้กมีปริมาตรมากขึ้น  เนื้อเนียน ไม่ร่วน   และได้น้ำหนักดี   ผสมทำคุกกี้   บิสกิต  แครกเกอร์ หรือทาขนมปัง จะได้รสชาติขนมที่น่ารับประทาน   ผสมทำครีมแต่งหน้าเค้ก  เนื้อครีมที่ได้จะละเอียดขึ้นฟูดี   มีกลิ่นหอม ตัวอย่าง เช่น  เนยขาวตรา  โอลิมปิคครีม  เนยขาวตราโอลิมปิคฟรายด์   และเนยขาวตรามารีน่า เป็นต้น

 1.4น้ำมันพืช (vegetable oil) เป็นสารประกอบเชิงอินทรีย์เคมีที่พืชสังเคราะห์ขึ้นและถูกนำไปสกัดออกมาใช้บริโภคหรือใช้เตรียมอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติให้ชวนรับประทานยิ่งขึ้น ในสมัยแรกที่มีการสกัดน้ำมันพืชนั้น ก็เพื่อใช้ทดแทนหรือผสมกับน้ำมันสัตว์ให้มีปริมาณมากขึ้นเพียงพอต่อความต้องการ พบว่ามีพืชหลายชนิดใช้สกัดน้ำมันประกอบกับวิทยาการในการเพาะปลูก การสกัดและการแปรรูปได้ มันและไขมันเป็นสารประกอบชนิดเดียวกันแต่มีคุณสมบัติทางกายภาพต่างกัน กล่าวคือ ในอุณหภูมิห้อง (25 - 27 องศาเซลเซียส) ถ้าอยู่ในสภาพของเหลว เรียกว่า น้ำมัน ถ้าอยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า ไขมัน และน้ำมันแต่ละชนิดก็มีจุดหลอมเหลวคงที่จึงได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการจำแนกน้ำมันออกจากกัน    คุณภาพและการนำไปใช้ประโยชน์ของน้ำมันพืชแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับสัดส่วนและชนิดของกรดไขมัน เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละพืช กรดไขมันบางชนิดอาจใช้ทดแทนกันได้  หรือนำไปผ่านกรรมวิธีบางอย่างเพื่อให้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน  น้ำมันพืชบางชนิดมีคุณสมบัติพิเศษซึ่งต้องนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะอย่างเท่านั้น 

 1.5 ไขมันโกโก้ (cocoa butter) วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตช็อกโกแลต คือ  เมล็ดโกโก้ ซึ่งต้องนำมาบดและแยกเอาไขมันออกมา เรียกว่า ไขมันโกโก้ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะของช็อกโกแลต  และมีปริมาณไขมันร้อยละ 92   ส่วนที่เหลือเรียกว่า โกโก้ลิเคอร์ และ ผงโกโก้  ช็อกโกแลตคุณภาพดีทำจากโกโก้ลิเคอร์และไขมันโกโก้นำมาผสมกับนมและน้ำตาลตามสูตรเฉพาะของแต่ละโรงงาน โกโก้ลิเคอร์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ส่วนไขมันโกโก้อย่างดีนั้นผลิตได้ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย  และประเทศมาเลเซีย  เป็นต้น

 1.6 วิปปิ้งครีม (whipping cream)  เป็นครีมในนมที่สามารถตีให้ขึ้นฟูได้มีไขมันอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30  การที่ขึ้นฟูจะได้ผลดีเมื่ออุณหภูมิต่ำ ๆ ประมาณ 7 องศาเซลเซียส  หรือต่ำกว่านี้เพราะจะทำให้ไขมันเนยในครีมแข็งตัว  วิปปิ้งครีม  มีทั้งชนิดวิปปิ้งครีมสด  วิปปิ้งครีมเทียม  และวิปปิ้งครีมผง  โดยวิปปิ้งครีมผงสามารถใช้แทนวิปปิ้งครีมสด  แต่ต้องเติมน้ำเย็นลงไปตามอัตรา 125 กรัม  หรือน้ำเย็นจัด 150 กรัม แล้วตีด้วยหัวตีตะกร้อใช้ความเร็วสูงจนขึ้นฟู (ตั้งยอดแข็ง) หรือข้น  ประมาณ 2 นาที   ก็สามารถนำมาใช้ได้  วิปปิ้งครีมผงมีทั้งชนิดหวานและชนิดจืด ถ้าซื้อชนิดจืดมาแต่อยากให้มีรสหวานให้เติมน้ำตาลไอซิ่งลงไป วิปปิ้งครีมชนิดผงมีอายุการเก็บนานกว่าชนิดสด   ส่วนที่เหลือควรเก็บในตู้เย็นเมื่อจะใช้สามารถนำมาตีให้ฟูใหม่ได้ สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 5 - 6 เดือน โดยเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น  วิปปิ้งครีมเทียมมีราคาถูกกว่าวิปปิ้งครีมสดจึงนิยมในการนำมาตีครีม เพื่อขายขนมที่มีราคาสูงแต่มีความนุ่มกว่าครีมจากบัตเตอร์ครีม

 

2.  หน้าที่ของไขมันในผลิตภัณฑ์ขนมอบ

                             ส่วนผสมขนมอบ  จะใช้แหล่งไขมันแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ในการผลิตซึ่งไขมันที่ใช้นั้นผู้ผลิตต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของไขมันคือ

  2.1 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยีสต์ เช่น  ขนมปัง  ไขมันช่วยให้ความอ่อนนุ่ม   และกลิ่นรส ช่วยกักเก็บแก๊สที่เกิดขึ้น ป้องกันอากาศภายนอก  ช่วยหล่อลื่นกลูเตน  ทำให้เพิ่มปริมาตรมากขึ้น

  2.2 สำหรับคุกกี้   และแป้งพายทำให้มีลักษณะโครงสร้างเฉพาะ และช่วยในการขึ้นฟูในคุกกี้  และขึ้นฟูกรอบในพาย

  2.3 สำหรับเค้ก ไขมันจะเป็นตัวจับอากาศระหว่างการตีครีมกับน้ำตาล ไขมันที่มีโมเลกุลของโมโน-และไดเอซิลกลีเซอรอลมีหมู่ไฮดรอกซิลอิสระเหลืออยู่ ทำให้สามารถละลาย ได้ในน้ำ (hydrophilic) และไฮโดรคาร์บอนที่ละลายได้ในไขมัน (hydrophobic or lyophilic) ทำให้โมโน-และไดเอซิลกลีเซอรอลมีส่วนที่ละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมันจึงมีสมบัติเป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ช่วยทำให้น้ำและไขมันในส่วนผสมรวมตัวกันได้ดี  (นิธิยา  รัตนาปนนท์, 2548, หน้า 21) ช่วยให้เกิดกลิ่น รส และความนุ่ม ยืดอายุการเก็บได้นานขึ้น

  3.  การเลือกน้ำมัน -ไขมัน และการเก็บรักษา

  เลือกให้เหมาะสมกับชนิดของขนมอบที่ต้องการ ควรเป็นไขมันใหม่ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน การเลือกซื้อน้ำมันพืชอย่างถูกวิธีสามารถทำได้โดยการสังเกต คือน้ำมันพืชที่ดีต้องไม่ ใสเกินไป เช่น น้ำมันปาล์ม  ต้องมีสีเข้ม เพราะมีสารบีตา-คาโรทีน มีประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ น้ำมันพืชที่มีราคาแพงไม่ใช่ว่ามีคุณภาพหรือดีกว่าน้ำมันพืชราคาถูก เพราะฉะนั้นอย่าวัดคุณภาพด้วยราคา  ต้องสังเกตดูที่ก้นขวดต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่นผงสีดำหรือตะกอนขุ่นขาว  หมายถึงการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน  สังเกตว่ามีฉลากครบถ้วนหรือไม่       บอกวัตถุดิบที่นำมาผลิตว่าเป็นพืชชนิดไหน ถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือปาล์ม   และสถานที่ผลิต  เป็นต้น  ส่วนการเก็บรักษา   ขึ้นอยู่กับชนิดของไขมัน  เช่นเนยสดต้องเก็บในตู้เย็น

 

ไข่

       ไข่และผลิตภัณฑ์ใช้ในผลิตภัณฑ์ขนมอบเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างของขนม  ไข่เป็นแหล่งให้คุณค่าทางโภชนาการ  จึงมีการผลิตไข่สุขภาพ      หรือไข่โอเมก้า-3  ซึ่งมีความพิเศษกว่าไข่ธรรมดาทั่ว ๆ ไป   เป็นทางเลือกในการทำขนมอบ เพื่อการเพิ่มคุณค่าให้แก่ไข่ไก่ ซึ่งจากเดิมมีครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ระดับหนึ่งแล้วให้มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับ อาหารที่ดีและ     มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มมากกว่าที่เคยได้รับอยู่ตามปกติ โดยนอกเหนือจากคุณค่าทางอาหารที่มีอยู่ตามปกติแล้วนั้น ไข่สุขภาพยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มขึ้นดังนี้คือ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 เพิ่มขึ้น 210 มิลลิกรัม/ฟอง   จากปกติที่ไม่มีอยู่เลย   ปริมาณคอเลสเทอรอลลดลงจากเดิม 215 มิลลิกรัม/ฟอง เป็น 188 มิลลิกรัม (ไข่ขนาด 50 กรัมต่อฟอง) ไม่มียาปฏิชีวนะปนเปื้อนหรือสารตกค้าง   มีการเก็บรักษาอย่างดี   มีความสด  และไม่ใช้สารเร่งสีไข่แดง

โอเมก้า-3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่นกรดไลโนเลนิก (linolenic acid) พบในน้ำมันพืช ส่วนอนุพันธ์ของกรดไลโนเลนิกที่สำคัญ คือ กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก และกรดโดโคชาเฮกซาอีโนอิก (eicosapen-taenoic acid : EPA และ docosahexaenoic acid : DHA) มีอยู่มากในอาหารประเภทปลา และสัตว์ทะเล โดยเฉพาะในทะเลน้ำเย็นจะพบว่ามีปริมาณมาก กรดไขมันโอเมก้า-3 สามารถรักษาโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด  และโรคหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ   ลดการจับเกาะกันของเกล็ดเลือด   ทำให้หลอดเลือดขยายตัว    มีผลลดการสร้างไลโปโปรตีนชนิดที่ขนถ่ายคอเลสเทอรอลจากตับไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ แต่เพิ่มปริมาณไลโปโปรตีนชนิดที่ขนย้าย   คอเลสเทอรอลจากเนื้อเยื่อกลับเข้าสู่ตับเพิ่มมากขึ้น

 

1.  ชนิดของไข่และผลิตภัณฑ์

  ชนิดของไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่  ที่นิยมใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ขนมอบ  คือไข่ไก่ซึ่งมีหลายชนิดให้ผู้ผลิตสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของระดับการผลิตและความสะดวกในการจัดซื้อหรือจัดเก็บรักษา   ได้แก่  (Pyler, 1973, pp.533 - 542)

 1.1 ไข่สด (fresh egg) หมายถึงไข่ทั้งฟองที่ยังอยู่ในเปลือก  ซึ่งหากมีการเก็บรักษาไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย  ไข่เสื่อมสภาพ   การทำขนมอบมีความจำเป็นมากที่จะต้องใช้ไข่ใหม่โดยเฉพาะการตีให้ขึ้นฟูด้วยไข่ เช่น แองเจิลเค้ก

 1.2 ไข่เหลวหรือไข่ข้น (liquid egg or bulk liquid egg) หมายถึงไข่ที่แยกออกจากเปลือกแล้ว  และจะบรรจุในกระป๋องหรือถุงพลาสติกพอลิเอทธิลีน เพื่อจะนำไปทำไข่แช่แข็งหรือไข่ผง หรือนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขนมอบต่อไป

 1.3 ไข่แช่เยือกแข็ง (frozen egg) หมายถึงไข่ที่นำไปแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิ -10 ถึง  -15 องศาฟาเรนไฮด์  ก่อนนำมาเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่าหรือเท่ากับ 0 องศาฟาเรนไฮด์  ไข่แช่เยือกแข็งมีทั้งชนิดไข่แดงแช่เยือกแข็ง  และไข่ขาวแช่เยือกแข็ง

 1.4 ไข่ผง (dried egg) หมายถึงไข่ที่ได้นำไปทำให้อยู่ในสภาพที่เป็นของแห้งผง  มีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 5   การนำไปใช้ต้องนำมาคืนรูปก่อน  โดยไข่แดงผง (dried yolks)  ต้องใช้ไข่แดงผง 1 ส่วน  ต่อน้ำ 2 1/2 ส่วน  ผสมให้เข้ากันตั้งทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนใช้   ไข่ขาวผง (dried albumin)  ผสมไข่ขาวผง   1 ส่วน  ต่อน้ำ 8 ส่วน  ผสมให้เข้ากัน  แล้วตั้งทิ้งไว้  1 ชั่วโมงก่อนใช้  และไข่ทั้งฟองผง (whole dried eggs) ใช้ไข่ 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน  ผสมให้เข้ากันตั้งทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนใช้

 

2.  องค์ประกอบของไข่  

 ไข่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูงสุด เนื่องจากมีค่า protein score เท่ากับ 100  จึงใช้ไข่เป็นมาตรฐานในการวัดคุณค่าของโปรตีนในอาหารอื่น ๆ  นอกจากนี้ไข่ยังเป็นแหล่งแร่ธาตุเหล็กที่สำคัญของผู้บริโภค

 

ตารางที่ 2.6  องค์ประกอบของไข่ (ร้อยละ)

แต่ละส่วน

ส่วน

ของไข่

โปรตีน

ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต

เถ้า

น้ำ

ไข่ขาว

58.0

9.7 - 10.6

0.3

0.4 - 0.9

0.5 - 0.6

88.0

ไข่แดง

31.0

15.7 - 16.6

31.8 - 35.5

0.2 - 1.0

1.1 - 2.0

48.0

เปลือก

11.0

1.0

-

-

99.0

1.0

ไข่ทั้งเปลือก

100.0

12.8 - 13.4

10.5 - 11.8

0.3 - 1.0

11.7

65.5 - 75.0

ที่มา  (จิตธนา  แจ่มเมฆ   อรอนงค์  นัยวิกุล  และ ปริศนา  สุวรรณาภรณ์, 2539,  หน้า 234)

 

3.  หน้าที่ของไข่ในการทำขนมอบ

   สูตรขนมอบมีความต้องการใช้ไข่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไข่ไก่  ขนาดทั่วไปคือ ไข่ไก่เบอร์ 2  การใส่ไข่ลงไปนั้นมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของไข่  ได้แก่  การทำให้ผลิตภัณฑ์ขึ้นฟู   ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์สีเข้มขึ้น  ทำให้เกิดสีสัน  เพิ่มคุณค่าอาหารเพราะไข่มีปริมาณโปรตีนสูง  เป็นแหล่งแคลเซียม  ฟอสฟอรัส  และเหล็ก  เพิ่มกลิ่นรสให้น่ารับประทาน   มีส่วนให้เกิดความเหนียว   ทำให้ขนมกรอบอร่อยเป็นต้น

 

4.  การเลือกไข่

  ไข่ สำหรับใช้ในการผลิตขนมอบควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่  ความสด ไข่จะมีคุณภาพดี ต้องใหม่จึงจะมีความสด สังเกตได้โดยการส่องดูช่องว่างในไข่ ถ้ามีมากจะเป็นไข่เก่า  ไข่สดจะไม่ลอยน้ำและเปลือกไข่ใหม่จะมีนวลหุ้ม (acticle) น้ำหนัก ไข่ที่มีขนาดของฟองใหญ่จะมีน้ำหนักมากกว่าไข่ฟองเล็ก  ความสะอาด เปลือกไข่ต้องไม่มีสิ่งสกปรกติด ไม่มีรอยร้าว  และกลิ่น ไข่สามารถดูดกลิ่นต่าง ๆ ได้ง่าย ถ้ามีกลิ่นอื่น จะทำให้ขนมที่ได้ไม่น่ารับประทาน

 

5.  การเก็บรักษาไข่

   ก่อนนำไข่ไปใช้ ให้วางไว้ในถาดเก็บไข่ที่ทำเป็นช่องกลม ตั้งไข่เอาทางเล็กลงตามช่อง วางถาดเก็บไข่ไว้ในที่เย็น ๆ การเก็บไข่ด้วยวิธีนี้ทำให้ไข่แดงไม่ติดเปลือกและเก็บได้นานเนื่องจากป้องกันการระเหยของน้ำ และการสูญเสียแก๊สจากภายในไข่  (จิตธนา  แจ่มเมฆ,  อรอนงค์   นัยวิกุล  และ ปริศนา  สุวรรณาภรณ์, 2546, หน้า 493)  ไม่ควรใช้ไข่ที่เก็บไว้นานเพราะการทำด้วยไข่ใหม่จะทำให้ได้คุณภาพของขนมที่ดีขึ้น

เกลือ

      เกลือที่ใช้ในขนมอบทั่ว ๆ ไปหมายถึง เกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride)  หน้าที่ของเกลือต่อผลิตภัณฑ์ขนมอบ  ได้แก่ ช่วยเพิ่มรสชาติ   ช่วยควบคุมการทำงานของยีสต์ในการหมัก    ช่วยทำให้กลูเตนของโด มีกำลังในการยืดตัว   และป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ไม่ต้องการ

 

นม

     นมเป็นสารละลายที่มีส่วนเล็ก ๆ  ของไขมันโปรตีน  น้ำตาล  และแร่ธาตุรวมอยู่ด้วย นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุอาหารครบทุกหมู่  คือ  โปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่  คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลนม   และโปรตีนที่เรียกว่า  เคซีน (casein) จะพบในธรรมชาติคือน้ำนมเท่านั้น

 

1.  องค์ประกอบของนม

  นมเป็นอาหารที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เหนือกว่าอาหารอื่น ๆ เนื่องจากเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวของทารก  ประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ได้แก่ โปรตีน  ไขมัน  น้ำตาลนม  วิตามินและเกลือแร่  แต่จะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น  ระยะการให้นม ชนิดพันธุ์  เป็นต้น  ดังนั้นพอจะสรุปส่วนประกอบต่าง ๆ ของนมได้ดังนี้

 1.1 น้ำนมเป็นสื่อกลางช่วยทำให้สารอาหารหลายชนิดละลาย  จึงสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะเด็กอ่อน  หรือทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร

 1.2ไขมันเนยเป็นส่วนของไขมันจากน้ำนมโคซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางโภชนาการเศรษฐกิจ  แหล่งพลังงาน  สารอาหารและวิตามินเอ  วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค  ปริมาณของไขมันนมยังใช้เป็นปัจจัยสำคัญใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายน้ำนมดิบ   

 1.3 โปรตีน ในน้ำนมโคประกอบด้วยสารอาหารโปรตีนเรียกว่า เคซีน โกลบูลิน (globulin) แอลบูมิน (albumin) ในปริมาณค่อนข้างสูง และมีกรดอะมิโนที่จำเป็น (essential amino acid)  นมจึงเป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์  

  1.4 สารประกอบไนโตรเจน   นมจะมีแร่ธาตุไนโตรเจนอยู่ประมาณร้อยละ 0.5

 1.5 วิตามิน ในนมเป็นแหล่งวิตามินเอ  วิตามินบีหนึ่ง  วิตามินบีสอง  วิตามินบีหก  และ วิตามินบีสิบสอง   รวมทั้งวิตามินซี   วิตามินดี   และวิตามินดีสาม   ซึ่งช่วยป้องกันโรคอัมพาตโรคลักปิดลักเปิด   โรคผิวหนัง  โรคลำไส้   และโรคฟันผุ เป็นต้น

1.6 แร่ธาตุในน้ำนม มีลักษณะเป็นเถ้า (ash) ประกอบด้วยโพแทสเซียม  แคลเซียม  โซเดียม แมกนีเซียม  ฟอสฟอรัส  คลอไรด์  ซิเทรต  เหล็ก  ทองแดง  และไอโอดีน

 

2.  หน้าที่ของนม

  ในส่วนผสมของขนมอบ  นมเป็นส่วนของของเหลวที่มีบทบาทหน้าที่หลายอย่าง เช่น  ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ดังแสดงตารางที่ 2.7  ช่วยให้สีของขนมเข้มขึ้น  ทำหน้าที่เป็นตัว  ทำละลายให้ส่วนผสมเข้ากันและเกิดโครงสร้างกลิ่นรส อีกด้วย