บทที่ 1
บทนำ
เทคโนโลยีขนมอบ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขนมอบ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนา ทั้งรูปแบบ และรสชาติ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ จนมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตมากขึ้นทั้งกระบวนการผลิต และเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต จึงมีทั้งบริษัทผู้ผลิตส่วนผสมที่ใช้ในการทำขนมอบให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกใช้มากขึ้น รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรที่มีขนาดให้เลือกมากขึ้นจากเดิมจะมีแต่เฉพาะเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมและหาซื้อได้ยากปัจจุบันมีขนาดให้เลือกมากขึ้น ตลอดทั้ง มีผู้ผลิตจำนวนมากรายขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัทกล้วยน้ำไทการช่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดร่วมเจริญเมือง ห้างหุ้นส่วนจำกัดกิตติวัฒนา เป็นต้น จึงเป็นผลดีของผู้ผลิตระดับครัวเรือน และขนาดกลางมากขึ้น มีการศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ (enzyme) ที่เกี่ยวข้องในแป้งสาลี เช่น เอมิเลส (amylase) โดยเฉพาะแอลฟา-เอมิเลส (alpha - amylase) ซึ่งจะช่วยในขบวนการหมักโดโดยยีสต์ และจะทำปฏิกิริยาได้ดีที่ 25 - 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ในข้าวสาลี และแป้งสาลี ยังพบว่าประกอบด้วยเอนไซม์ อีกหลายชนิดโดยเฉพาะกลุ่มออกซิเดส (oxidase) เช่น แคตาเลส (catalase) เพอร์ออกซิเดส (peroxidase) เป็นต้น (Pyler, 1973, p.335) และการศึกษาองค์ประกอบของแป้งเพื่อแบ่งแป้งสาลีออกเป็นชนิดต่าง ๆ (อบเชย วงศ์ทอง และ ขนิษฐา พูนผลกุล, 2544, หน้า 108)
ประวัติความเป็นมา
ขนมอบมีประวัติการค้นพบว่ามีการผลิตมาตั้งแต่ในสมัยคัมภีร์ไบเบิ้ล (bibeical time) เป็นการผลิตขนมปังเพื่อยังชีพ และเป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ความอบอุ่นและความปลอดภัย เมื่อ 3,000 ปี ก่อนคริสตกาลนั้นซึ่งเป็นยุคของสมัยราชวงศ์อียิปต์ ได้พบวิธีการทำขนมปังชนิดเบาและเลิศรสโดยความบังเอิญจากการนำก้อนแป้งที่ผสมทิ้งไว้มาผสมกับแป้งใหม่ (จิตธนา แจ่มเมฆ และ อรอนงค์ นัยวิกุล, 2539, หน้า 1) เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาลชาวกรีกเรียนรู้การทำขนมปังที่ขึ้นฟูจากชาวโฟนิเชีย ซึ่งในเวลาต่อมาได้ผลิตแป้งขาว (white flour) ซึ่งได้จากการนำข้าวสาลีมาโม่ด้วยโม่หิน ดัดแปลงเตาอบอียิปต์โบราณด้วยการก่ออิฐเป็นรูปโดมเพื่อใช้ในการผลิตขนมปังขาวที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และชาวกรีกยุคนั้นมีการผลิตขนมเค้กและขนมอบอื่น ๆ หลายชนิด ขนมอบจากประเทศกรีกจึงได้แพร่หลายไปสู่นานาประเทศในเวลาต่อมา สำหรับสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการทำขนมอบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1604 เป็นต้นมา (วิภาวัน จุลยา, 2548, หน้า 23 - 24) ขนมอบหรือเบเกอรีเริ่มมีในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเรียกว่าขนมฝรั่งวัง (สันติ วิริยะรังสฤษฏ์, 2547, หน้า 9) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการสั่งซื้อแป้งสาลีจากฮ่องกง เพื่อใช้ในการทำขนมปังสำหรับงานเลี้ยงในพระบรมมหาราชวังและปัจจุบันได้มีการผลิตขนมอบชนิดต่าง ๆ ตามลักษณะการบริโภค และขนบธรรมเนียมประเพณี (วิภาวัน จุลยา, 2548, หน้า 24)
ประเภทขนมอบ
การอบ คือ วิธีการทำให้ขนมสุกได้โดยวิธีการให้ความร้อนทั้งจากด้านบน และด้านล่างของขนม การอบสมัยโบราณทำได้โดยการนำขนมใส่พิมพ์วางลงบนเตา และให้ความร้อนจากด้านล่างด้วยฟืนปิดฝาด้วยแผ่นโลหะจากนั้นจึงตักถ่านที่ยังร้อนด้านล่างนำมาวางบนฝาด้านบน แล้วรอให้ขนมสุก ขนมอบมีหลายชนิด ขนมอบไทย เช่น ขนมหม้อแกง ขนมโสมนัส ขนมผิง และขนมบ้าบิ่น เป็นต้น (สิทธิโชค ศรีโช, 2548, หน้า 69)
ส่วนขนมอบ (bakery) หมายถึงขนมอบต่าง ๆ ที่มักทำจากแป้งสาลี แบ่งตามลักษณะการขึ้นฟูแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ขนมอบขึ้นฟูด้วยยีสต์ ผลิตภัณฑ์ขนมอบขึ้นฟูด้วยผงฟู หรือแบ่งตามลักษณะทั่วไปเป็น 4 ประเภท ๆ คือ ขนมปัง เค้ก คุกกี้ และ เพสตรี (จิรัฏฐ์ ฉายะจินดา, 2548, หน้า 59) ขนมอบที่นิยมในท้องตลาดทั่วไป ๆ ได้แก่
1. ขนมปัง
ขนมปัง (bread)เป็นขนมอบที่ได้รับความนิยมและขายง่ายที่สุดชนิดหนึ่ง ขนมปัง มีหลายแบบหลายรสให้เลือกตามชอบ สวยทั้งรูป อร่อยทั้งรส มีหลากหลายรูปแบบ ได้จากการใช้ยีสต์ โดยมีส่วนผสมหลัก คือ แป้งสาลี ยีสต์ เกลือ น้ำ และส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ไข่ น้ำตาล นม เนย ผลไม้ เป็นต้น เป็นส่วนผสมที่เกิดจากการนวดผสมรวมกันและผ่านการขึ้นรูปที่แตกต่างกัน ตลอดทั้งการเคลือบหน้า ทำให้มีขนมปังชนิดต่าง ๆ เช่น ขนมปังกะโหลก ขนมปังหวาน ขนมปังปอนด์ เป็นต้น ส่วนขนมปังที่เหลือจากการขายสามารถนำมาทำขนมปังกรอบ โดยนำขนมปังนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเข้าเตาอบทีอุณหภูมิ 375 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที หรือนำขนมปังนี้มาผสมเนย เกลือ และน้ำตาลคลุกให้เข้ากัน นำเข้าอบอีก 15 นาที ก็จะได้ขนมปังกรอบ
2. คุกกี้
คุกกี้ (cookies)เป็นขนมอบที่มีลักษณะกรอบร่วนเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอคำหรือหยิบกัดได้สะดวก มีรสหวานไม่จัดนัก บางชนิดใช้พิมพ์ตัดเป็นรูปต่าง ๆ และตกแต่งด้วยน้ำตาลอย่างสวยงาม บางชนิดมีรูปร่างรสชาติแตกต่างกัน ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาใช้ในการพัฒนาสูตรขึ้นมากมาย คุกกี้สามารถแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ คือ คุกกี้หยอด คุกกี้หั่น คุกกี้ปั้น คุกกี้กด คุกกี้คลึง และคุกกี้แท่ง (สันติ วิริยะรังสฤษฏ์, 2547, หน้า 16)
3. เค้ก
เค้ก (cake)เป็นขนมที่มีกระบวนการทำให้สุกโดยการอบ และเป็นที่นิยมบริโภคทุกกลุ่มบุคคล เค้กมีหลายประเภท และมีคุณสมบัติต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับส่วนผสมหลักคือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือ ไขมัน น้ำตาล ไข่ นม และกลิ่นรส เค้กสามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ คือ เค้กเนย สปันจ์เค้ก และชิฟฟอนเค้ก (นวรัตน์ เอี่ยมพิทักษ์กิจ, ม.ป.ป. หน้า 8)
4. แดนิชเพสตรี
แดนิชเพสตรี (danish pastry) เป็นขนมอบมีลักษณะขนมปังหวานกับพัฟเพสตรี มียีสต์ช่วยในการขึ้นฟู มีชั้นเกิดจากของไขมันพับอยู่ระหว่างเนื้อขนมปัง เป็นชั้นของเกล็ดแผ่นคล้ายพัฟเพสตรี แต่เนื้ออ่อนนุ่ม น่ารับประทานแบบขนมปังหวาน แต่มีชั้นแป้ง และการขึ้นรูปแบบต่าง ๆ ที่สวยงาม (นวรัตน์ เอี่ยมพิทักษ์กิจ, ม.ป.ป. หน้า 10)
5. พัฟเพสตรี
พัฟเพสตรี (puff pastry)หรือพายชั้น คือขนมอบประเภทเพสตรี ที่เกิดจากชั้นของแป้ง และไขมันบาง ๆ สลับกันหลาย ๆ ชั้น เมื่อเข้าอบแล้วจะได้ขนมที่เบากรอบ และขึ้นเป็นชั้น พัฟเพสตรีเป็นแป้งผสมที่มีส่วนผสมหลักคือ แป้งสาลี ไขมัน และน้ำ โดยไขมันที่สำคัญในการทำพัฟเพสตรีคือ เพสตรีมาการ์รีน (ทิพาวรรณ เฟื่องเรื่อง, 2533, หน้า 135)
6. พาย
พาย (pie crust) เป็นขนมอบประเภทเพสตรีชนิดหนึ่งที่ไม่ขึ้นฟู แต่มีไขมันสูง มีทั้งแบบหน้าปิด และหน้าเปิด ลักษณะสีน้ำตาลอ่อนนุ่มและร่วนเป็นชั้น ๆ ประกอบด้วยเปลือก และส่วนไส้ ส่วนของเปลือกมีความหนืดปานกลาง มีความชื้นสูง ทำมาจากส่วนผสมหลักคือแป้งสาลี ไขมัน (เนยสดหรือมาร์การีน) และน้ำ ส่วนไส้ที่นิยมเช่นผลไม้ต่าง ๆ ไส้ครีม และไส้ไก่ เป็นต้น
7. ครีมพัฟ - เอแคลร์
ครีมพัฟ - เอแคลร์ (cream puff and aclair) เป็นขนมอบประเภทเพสตรีชนิดหนึ่ง ในจำพวกชูส์เพสตรี (choux pastry) ที่นิยมขายและบริโภค ครีมพัฟ - เอแคลร์เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแตกต่างกันที่รูปร่าง ครีมพัฟจะมีรูปร่างค่อนไปทางกลม ส่วนเอแคลร์จะหยอดเป็นก้อนเล็ก ๆ ค่อนไปทางยาว และมีไส้ที่นิยมมาก คือ ไส้ครีม และปัจจุบันมีการพัฒนาให้เอแคลร์มีลักษณะเด่นเช่นการทำเป็นรูปต่าง ๆ เช่นเอแคลร์เป็ด เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ระดับหนึ่งและเป็นสัญลักษณ์ของร้านค้าได้ดี
8. พิซซา
พิซซา (pizza) คือผลิตภัณฑ์ขนมอบในกลุ่มเพสตรีซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่น ๆ กรอบที่ขึ้นฟูเบา (จิรัฏฐ์ ฉายะจินดา, 2548, หน้า 59) ด้วยยีสต์ เป็นอาหารจานด่วนที่นิยมมากในปัจจุบันนี้ พิซซาเป็นขนมอบที่ทำได้ง่าย มีส่วนผสมหลักของโด (dough) ได้แก่ แป้งขนมปัง ยีสต์ เกลือ น้ำน้ำมันพืช และน้ำตาล
9. ขนมเปี๊ยะ
ขนมเปี๊ยะ (chines breads)เป็นขนมอบชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากในท้องตลาดของบ้านเรา จะเห็นได้จากร้านค้าขนมทั่วไป ที่มีขนมปัง โดนัท พาย เค้ก คุกกี้ ปัจจุบันนี้ยังมีขนมเปี๊ยะวางขายควบคู่กันไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วขนมเปี๊ยะชนิดต่าง ๆ ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเนื่องจากผู้ที่ทำมักเป็นคนจีน และมีวางขายเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่สูตรกันกว้างขว้าง และประเทศไทยมีวัตถุดิบหลายอย่างที่ใช้ในการทำขนมเปี๊ยะมีความแตกต่างและน่ารับประทาน ทำให้มีขนมเปี๊ยะวางขายมากมาย ตัวอย่างขนมเปี๊ยะ เช่น เปี๊ยะกุหลาบ โมจิ เปี๊ยะเล็ก และขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ เป็นต้น (นวรัตน์ เอี่ยมพิทักษ์กิจ, ม.ป.ป., หน้า 5)
สรุป
ขนมอบมีวิวัฒนามายาวนาน นับตั้งแต่การหมักที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ การจัดทำขึ้นเพื่อกิจกรรมทางศาสนา แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาทั้งการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดทั้งส่วนผสมที่ช่วยเสริมคุณภาพและลดเวลาในการเตรียมเป็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยในการผลิตที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้มากขึ้นทั้งชนิด จำนวน และสถานที่ ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีขนมอบในสภาวะปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งนักวิชาการ และผู้ประกอบการทางด้านขนมอบ เพื่อเป็นผู้นำทางด้านการตลาดได้ตลอดเวลา
เอกสารอ้างอิง
จิตธนา แจ่มเมฆ และ อรอนงค์ นัยวิกุล. (2539). เบเกอรีเทคโนโลยีเบื้อง ต้น. พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
จิรัฏฐ์ ฉายะจินดา. (2548 , มิถุนายน). 8 สูตรเบเกอรีพื้นฐาน. นิตยสารhealth &cuisine, 5(53),58-67.
ทิพาวรรณ เฟื่องเรือง. (2533). ขนมอบ. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร.
นวรัตน์ เอี่ยมพิทักษ์กิจ. (ม.ป.ป.). ขนมเปี๊ยะและขนมไหว้พระจันทร์. กรุงเทพฯ: แม่บ้าน. (ม.ป.ป.). ขนมอบ 2. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แม่บ้าน.
วิภาวัน จุลยา. (2548). เบเกอรี 1. กรุงเทพฯ: บุษราคัม.
สิทธิโชค ศรีโช. (2548 , มิถุนายน). ย้อยรอยขนมอบไทย. นิตยสารhealth&cuisine, 5(53), 68-71.
สันติ วิริยะรังสฤษฏ์. (บก.). (2547). Quick & Bakery. กรุงเทพฯ: สยาม เอ็ม แอนด์ บี พับลิชชิ่ง.
อบเชย วงศ์ทอง และ ขนิษฐา พูนผลกุล. (2544). หลักการประกอบอาหาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
Pyler, E. J. (1973). Baking science & technology. vol.1. Chicago: Siebel.