“เงินออมที่สะสมไว้ ควรมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ไม่ต่ำกว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนั้น ๆ”

      เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา  ผมได้ทำความสะอาดจัดห้องที่บ้านพัก ในขณะนั้น ผมได้พบหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ  “เขาใช้เงินกันอย่างไร  มีเงินใช้ตลอดชีวิต”  ของ  อมิตา อริยอัชฌา  หากจำไม่ผิดผมซื้อไว้อ่านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งผมอ่านไปบ้างแล้วในช่วงบทแรก ๆ แล้วไม่ได้อ่านอีก จนลืมไปแล้วว่ามีหนังสือเล่มนี้  เมื่อพบหนังสือเล่มนี้อีกครั้งจึงอ่านจนจบเล่ม  สิ่งที่ผมได้จากหนังสือนี้ที่น่าสนใจ อยากบอกหลาย ๆ คน  มีดังนี้

 

1. ผลวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง “การออมในประเทศไทย : ความเพียงพอหรือความเสี่ยง”  เปิดเผยในงานสัมมนาเมื่อปี  2548

- คนไทยยุคนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็น “ใช้ก่อน ออมทีหลัง”  กันมาก

- คนไทยส่วนใหญ่ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ส่วนใหญ่มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้เฉลี่ย 6.06%

- คนไทยที่รวย ออมเงินมากกว่าคนไทยที่จน

- คนอายุมาก ออมเงินมากกว่าคนอายุน้อย

- คนไทยที่มีความรู้สูงและอยู่ในกรุงเทพฯ  ออมเงินน้อยกว่าคนที่มีความรู้น้อยและอยู่ในต่างจังหวัด

- คนไทย 90% มีเงินออมเฉลี่ยแค่เพียง 4,379 บาท !!

2. ทุกคนควรมีเงินออม  ”บัญชีเงินฉุกเฉิน”  เพื่อนำออกมาใช้ในภาวะเกิดเหตุต้องใช้เงินโดยไม่คาดฝัน โดยเงินก้อนนี้ควรมีจำนวนเท่าเงินเดือนของคุณ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย  แต่ถ้าให้ดี ควรเก็บให้ได้เท่าเงินเดือน 6 เดือน จะปลอดภัยกว่า โดยในการเก็บเงินก้อนนี้  เทคนิคอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำคือ  ทันทีที่เงินเดือนออกให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินฉุกเฉินก่อน  หรือ  ถ้าถูกหักเงินสะสมเข้ากองทุนเลี้ยงชีพเท่าใด ให้หักเงินเท่ากันใส่เข้าบัญชีเงินฉุกเฉินไว้ด้วย

3. หลักการบริหารเงินออม“เงินออมที่สะสมไว้ ควรมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ไม่ต่ำกว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนั้น

4. เงินออม  สามารถแปลงเป็นเงินลงทุนได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ  คือ

- ลงทุนในการศึกษาและพัฒนาตนเอง  เช่น  การเรียนต่อ  การอบรม  ฯลฯ

- ลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้  เช่น  อสังหาริมทรัพย์  ทองคำ  ฯลฯ

- ลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน  เช่น  เงินฝากประจำ  พันธบัตร   หุ้น   ฯลฯ

5. การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน  แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ  คือ

เงินฝาก (Cash)  คือ สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด  ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็ต่ำ

ตราสารหนี้ (Bond)  (ถ้าออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ เรียกว่า “พันธบัตร” แต่ถ้าออกโดยเอกชน เรียกว่า “หุ้นกู้”)  เทียบกับเงินฝาก มีความเสี่ยงมากกว่าเล็กน้อย  ผลตอบแทนสูงกว่า  แต่ถ้าเทียบกับตราสารทุน  ตราสารหนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า  และให้ผลตอบแทนต่ำกว่า

ตราสารทุน (Stock) ( ที่รู้จักกันดี  เช่น  หุ้นสามัญ  กองทุนรวม ) แน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูงสุด และผลตอบแทนก็สูงที่สุด  ผู้ลงทุนในตราสารทุนที่ผิดพลาดอาจสูญเงินได้มาก  แต่ถ้าสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

6. ในความเห็นของผม  ทุกคนที่มี เงินออม ถ้าจะแปลงเป็นเงินลงทุนในทรัพย์สินทางการเงิน ไม่ควรลงทุน ในลักษณะเงินฝาก แต่เพียงอย่างเดียว  เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแต่ละประเภทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่คิดสุทธิแล้วน้อยกว่า อัตราเงินเฟ้อ ทั้งสิ้น  จึงควรลงทุนในลักษณะ  ตราสารหนี้ หรือ ตราสารทุน ไว้บ้าง โดยให้มีสัดส่วนที่ตนเองยอมรับได้ 

7.  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  แสดงตารางร้อยละของการออมเงินเมื่ออายุ  ต่างกัน เพื่อจะได้มีเงินใช้ประมาณ 70% ของรายได้เดือนสุดท้าย ไว้ดังนี

อายุที่เริ่มต้นออมเงิน (ปี)

จำนวนเงินที่ต้องออมต่อเดือน (บาท)

30

10%   ของรายได้ต่อเดือน

40

20%   ของรายได้ต่อเดือน

50

50%   ของรายได้ต่อเดือน

55

80%   ของรายได้ต่อเดือน