วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓  วันแรกของการเปิดภาคเรียน  ฉันตื่นเช้าเหมือนทุกวัน  แต่ความรู้สึกไม่เหมือนทุกวัน จากการไปขี่จักรยานออกกำลังกายก็รู้สึกเป็นทุกข์  เพราะต้องจัดการกับเวลาที่จำกัด ได้แต่ปั่น ๆ ไปเพื่อให้ได้เหงื่อและคลายเส้นสาย  กลับเข้าบ้านสำรวจเครื่องแบบชุดสีกากีซึ่งรีดไว้นานแล้วมีรอยยับจากการเบียดเสียดในตู้เสื้อผ้า  จึงนำมารีดใหม่  รู้สึกเป็นทุกข์อีกเหมือนกัน  เพราะนัดน้อง ๆ ที่โรงเรียนให้มาขึ้นรถที่บ้านก่อนเวลา ๗ โมง  พร้อมกับคิดวางแผนไปตามทางว่าจะแวะเติมน้ำมัน ซื้ออาหารเช้า และอาหารกลางวันไปพร้อมด้วย  มันเป็นความทุกข์ที่ดูเหมือนซ้ำซากจำเจที่สะสมมานาน

         น้องครูนินและน้องครูอั๋นมาถึงพร้อมเดินทาง  มีเรื่องคุยกันมากมายเพราะเราไม่เจอกันนาน  บางคนทุกข์เรื่องไม่ได้ย้ายโรงเรียน  อยากจะไปเรียนต่อเพื่อรอโอนข้ามสังกัด หรือเปลี่ยนสายงาน  บางคนทุกข์เรื่องการสอบบรรจุเข้ารับราชการ แต่พวกเราไม่เคยลืมคนสำคัญที่รอเราอยู่คือนักเรียนรวมทั้งความห่วงใยต่าง ๆ   เราต่างคนก็คาดว่าจะเจอนักเรียนคนนั้นคนนี้  คงจะเติบโตขึ้นมาก หรือกังวลว่านักเรียนคนไหนมีปัญหาหนีหายไปบ้าง

         ถนนมิตรภาพทางหลวงหมายเลข ๑๒ มีบรรยากาศที่สะอาด ร่มรื่น สดชื่น ภูเขาสีเขียวชอุ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมาไม่นานที่มีแต่ความแห้งแล้ง เนื่องจากใบไม้ผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านทำให้ภูเขาเป็นสีน้ำตาล   หรือมีสีเทาหม่นที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน  แม้จะร้อนระอุแต่ก็สังเกตว่าผิวดินชุ่มฉ่ำจากฝนตกบ้าง

         เมื่อไปถึงโรงเรียนเห็นนักเรียนแต่งกายสะอาดเครื่องแบบนักเรียนชุดใหม่  เสื้อสีขาวสะอาดสดใสกันทุกคน ผิดกว่าปีอื่น ๆ ที่รัฐบาลไม่มีการแจกเสื้อผ้าจะมีนักเรียนแต่งกายด้วยชุดใหม่งามตาเพียงไม่กี่คน  นอกจากนั้นจะมีผู้ปกครองยืนคุยกันเป็นกลุ่ม  รอเบิกเงินค่าเสื้อผ้า รอรับเครื่องเขียนแบบเรียน  นำลูกหลานมาเข้าใหม่ทั้งที่ย้ายมาและมาเข้าชั้นอนุบาล ๓ ขวบหรืออนุบาล ๑  บางคนก็เป็นสุขบางคนก็หม่นหมอง 

          ขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปยังห้องเรียนของฉัน  สังเกตเห็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  จำนวน ๕ คนยืนจับกลุ่มกันที่กลางสนาม  เมื่อพวกเขาเห็นฉันก็ทำกิริยาคล้าย ๆ สะกิดเพื่อนและวิ่งมาสวัสดีทักทาย  แต่ละคนมีรูปร่างสูงและเติบโตขึ้นมาก  ฉันยังมีความรู้สึกว่าเขายังเป็นเด็กนักเรียนรุ่นเล็กของฉันเสมอ  ทุกคนมาให้ฉันกอดและลูบหัวจับไหล่เหมือนเคย  ไม่นานนักเรียนทั้งชายหญิงมามะรุมมะตุ้มห้อมล้อมตัวฉัน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใย  ความรู้สึกทุกข์แต่เดิมก็คลี่คลายและจางหายลงกลายเป็นความรู้สึกดีมาแทนที่

         นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาผู้ปกครองถือโอกาสมาเบิกทุน แม้ว่าเงินทุนของแต่ละคนไม่มากนักแต่ก็มีคุณค่ามากมายในยามขัดสน  ฉันนำผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษามาคุยกันในห้องเรียน  เล่าถึงความเป็นมาว่าได้รับเงินมาอย่างไร  โรงเรียนจัดสรรให้เด็กแต่ละคนอย่างไรบ้าง  รวมทั้งการจัดเก็บรักษาเงินจำนวนนี้เพื่อให้นำมาใช้ในวันเปิดเรียน  นักเรียนแต่ละคนได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ๓๐๐ บาทไปถึง ๑๐๐๐ บาท

         ตอนบ่ายมีการประชุมครูทั้งโรงเรียน  เรื่องการเตรียมการเรียนการสอนของครูแต่ละท่าน การเตรียมต้อนรับคณะกรรมการจากสำนักงานเขตที่จะมาตรวจเยี่ยมในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และแสดงความยินดีกับน้องพนักงานราชการ ๔ ท่านที่สอบบรรจุภาค ก ผ่านและให้กำลังใจในการเตรียมตัวสอบภาค ข ให้ผ่านได้ด้วยดี 

         วาระสุดท้ายของการประชุม  ผู้อำนวยการโรงเรียนให้ครูแต่ละท่านเสนอชื่อครูเพื่อแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดูแลและอบรมและแก้ไขปัญหานักเรียน  ซึ่งครูคนนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่มองตาเด็กแล้วสามารถจัดการได้ และผู้อำนวยการบอกว่ามีอยู่ในใจแล้ว ๒ ท่าน  ครูที่เพื่อนถูกเสนอชื่อมี ๓ ท่าน  อีก ๒ ท่าน  มีครูที่เสนอเป็นคนสุดท้ายและการแสดงความคิดเห็นคือครูตุ้มเสนอว่า “ควรเป็นครูคิม เพราะมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเด็ก เข้าใจเด็ก เด็กรักและเชื่อฟัง” ส่วนครูวิทย์เสนอว่า “อยากจะเสนอครูคิมแต่เห็นใจเพราะงานวิชาการโรงเรียนหนักอยู่แล้วจึงขอเสนอครูแหววแทน”

          ผลการโหวตและความเห็นของผู้อำนวยการคล้ายกันว่า “ครูคิมเป็นคนหนักแน่น จิตใจเยือกเย็นและมีกลยุทธ์ของการนำวินัยเชิงบวกมาใช้ได้ผล  และมีความอดทนสูงในการติดตามผลและใกล้ชิดกับเด็ก” ผู้อำนวยการถามฉันว่า “รับภาระนี้ได้ไหม” เมื่อฉันตอบตกลงก็จบการประชุม

         ระยะหลังนี้ฉันรู้สึกว่าการเรียนรู้ตัวเองมีผลต่อการจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึกได้ในระดับหนึ่งและไม่ปฏิเสธว่าจะต้องรับภาระจัดการกับพฤติกรรมของนักเรียนทั้งโรงเรียนเกือบ ๓๐๐ คน  ฉันบอกกับตนเองว่า "จะทำหน้าที่เพื่อเด็กอย่างจริงใจ"  ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เสนอชื่อและโหวตให้ได้รับหน้าที่นี้  แต่ก็เป็นความรู้สึกทุกข์ที่สามารถจัดการและรับได้