วันที่ ๒๕ – ๒๖ เม.ย. ๕๓ ผมไปเกาะสมุย ประชุมระดมความคิดที่จัดโดยสำนักงานสภามหาวิทยาลัยมหิดล เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ซึ่งสรุปสั้นๆ ว่ามหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกของไทยต้องทำหน้าที่ วิจัย ผลิตบัณฑิต และบริการสังคมไทย อย่างบูรณาการ ต้องไม่ใช่แค่ทำงานวิจัยเพื่อหวังแค่ publication / impact factor และ global university ranking
วันที่ ๒๗ เม.ย. ๕๓ ผมไปหาดใหญ่ เพื่อประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง ของโครงการ วพส. ซึ่งทำงาน phase แรกมาแล้ว ๖ ปี และกำลังเริ่ม phase ที่ ๒ อีก ๓ ปี โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. โดยมีเป้าหมายเพื่อ “มีส่วนแก้ปัญหาและพัฒนาสุขภาพในภาคใต้ โดยอาศัยการขับเคลื่อนทางวิชาการ และสร้างผลงานการพัฒนาวิชาการเพื่อการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพ และกระบวนการเยียวยาเพื่อสันติภาพในพื้นที่ จว. ชายแดนใต้”
การประชุมคณะกรรมการชี้ทิศทางของ วพส. นี่แหละที่ทำให้ผมเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในแง่มุมหนึ่งของมหาวิทยาลัยวิจัย คือทักษะหรือขีดความสามารถในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาหลัก/ประเด็นหลัก ของสังคม ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายที่พิมพ์ด้วยตัวหนังสือสีน้ำเงินข้างบน
คนที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมวิชาการเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวต้องไม่ธรรมดา ต้องเป็นนักวิชาการที่รู้ทฤษฎีสูงมาก และมีประสบการณ์การทำงานภาคสนามมาก และที่สำคัญที่สุดต้อง “มีใจ” ให้แก่สังคม ซึ่งในกรณีนี้คือสันติภาพในชายแดนใต้ ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์โชคดีที่มี ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้อย่างครบถ้วน เป็นคุณสมบัติที่หายาก และอาจารย์หมอวีระศักดิ์ ก็มีในระดับ “สุดยอด” ทั้ง ๓ ด้าน
มหาวิทยาลัยวิจัยไทยต้องบ่มเพาะสร้างสรรค์นักวิชาการที่มีคุณสมบัติครบทั้ง ๓ ข้อนี้ และหน่วยงานกำกับดูแลระบบมหาวิทยาลัยวิจัย (สกอ./กกอ.) ต้องจัดระบบเกื้อหนุน ระบบเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ และการตอบแทน/รางวัล ที่จูงใจคนให้พัฒนาตัวเองไปในแนวนี้ และระบบประเมินองค์กร (KPI, Rating, Ranking) ที่ชักจูงให้มหาวิทยาลัยวิจัยมุ่งมั่นบากบั่นสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ/วิจัย ใน ๓ ด้าน คือด้านทฤษฎี ภาคสนาม/ชีวิตจริงของผู้คน และด้านมีใจให้แก่สังคม
มหาวิทยาลัยวิจัยไทยต้องมีขีดความสามารถในการหยิบประเด็นวิชาการมาจากสังคมไทย เอามาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ เพื่อสร้างชื่อเสียงความน่าเชื่อถือในวงการวิจัย/วิชาการ ระดับโลก
วิจารณ์ พานิช
๒๘ เม.ย. ๕๓