ผมมองว่าจดหมายแนะนำตัว เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการได้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับคนคนหนึ่งในแบบ “ความเห็นของผู้มีวิจารณญาณและน่าเชื่อถือ” (insight) เกี่ยวกับคนนั้น ซึ่งหมายความว่า LOR นั้นต้องส่งถึงผู้รับโดยตรงและอย่างเป็นความลับ เจ้าตัวที่ถูกอ้างถึงไม่รู้ว่าข้อความในจดหมายว่าอย่างไร


          เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับจดหมายจากต่างประเทศ  ส่งถึงผมในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล   เพื่อสนับสนุนการขอตำแหน่ง รศ. ของอาจารย์ท่านหนึ่ง   ทำให้เกิดความคิดว่า น่าจะเอาความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่อง letter of recommendation (LOR) มาลงไว้เพื่อการ ลปรร.   โดยไม่ยืนยันว่าความเห็นของผมจะถูกต้อง

          เรื่อง “จดหมายแนะนำตัว” นี้ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย   เรารับมาใช้จากฝรั่ง   ผมมองว่าจดหมายแนะนำตัว เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการได้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับคนคนหนึ่งในแบบ “ความเห็นของผู้มีวิจารณญาณและน่าเชื่อถือ” (insight) เกี่ยวกับคนนั้น   ซึ่งหมายความว่า LOR นั้นต้องส่งถึงผู้รับโดยตรงและอย่างเป็นความลับ   เจ้าตัวที่ถูกอ้างถึงไม่รู้ว่าข้อความในจดหมายว่าอย่างไร

          LOR ที่น่าเชื่อถือที่สุด ผู้รับน่าจะเป็นผู้กำหนดตัวบุคคลที่จะขอให้เขียน LOR และกำหนดให้ส่ง LOR ใส่ซองปิดผนึกลับ ส่งไปยังผู้รับโดยตรง   ไม่ให้ตัวผู้ได้รับ recommendation ได้แตะต้องหรือเห็นจดหมายนั้นเลย   แต่ในทางปฏิบัติ LOR เกือบทั้งหมดตัวบุคคลที่สมัครงาน/สมัครเรียน/ขอเลื่อนตำแหน่ง เป็นผู้ขอให้เขียน    และในประเทศไทยบางครั้งยังให้เจ้าตัวผู้ได้รับ recommendation เป็นผู้จัดการส่ง   อย่างนี้ความน่าเชื่อถือจะด้อยลงไปมาก   เพราะจะได้ recommendation ที่เขียนแบบเกรงใจ หรือเอาใจกัน

          เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เพื่อนของผมคนหนึ่งขอให้ อ. หมอประเวศ เขียน LOR เพื่อเอาไปสมัครงานที่อเมริกา    ท่านเอาให้ผมดูว่าท่านเขียนว่าระดับความสามารถทางวิชาการของเพื่อนผมคือ mediocre (ปานกลาง)    แสดงว่าท่านยึดถือหลักความซื่อตรง    ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาแม้ผู้นั้นจะเป็นศิษย์

          กรณีการขอตำแหน่งวิชาการในประเทศไทย ไม่ได้กำหนดให้พิจารณา LOR   ไม่ได้กำหนดให้ไปขอ LOR มาส่งให้คณะกรรมการพิจารณา    และไม่มีข้อกำหนดใดๆ ให้มีคนส่ง LOR ไปยัง Governing Board ของมหาวิทยาลัย    จึงเกิดคำถาม (ผมถามตัวเอง) ว่าการที่ฝรั่งคนนี้เขียน LOR ส่งไปยังนายกสภามหาวิทยาลัย จะมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาตำแหน่งวิชาการของผู้ขอตำแหน่งวิชาการท่านนั้น   คำตอบของผมคือไม่มี    จดหมายฉบับนี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่มีผลใดๆ เลย

          จะว่าไม่มีผลใดๆ เลย ก็คงไม่ถูก    ผมจะจดจำชื่อของอาจารย์ท่านนี้ไว้   ว่าท่านมีความเชื่อเรื่องการวิ่งเต้น   ต่อไปหากมีงานที่ต้องการความเที่ยงธรรมไม่เข้าใครออกใคร  ต้องการการตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา (merit-based decision) ผมจะไม่กล้าใช้ท่านผู้นี้

          ผมเป็นคนเกลียดการเล่นพวก เกลียดและรังเกียจการวิ่งเต้น   ดังนั้นผมจึงไม่เคยวิ่งเต้นอะไรเพื่อตนเองเลย    และไม่ “ขอ” อะไรที่จะทำให้การตัดสินใจของท่านเหล่านั้นไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม (merit-based decision)   ไม่ว่าเพื่อตัวผมเองหรือเพื่อผู้อื่น   และลูกๆ ผมก็จะติดสันดานนี้ไปจากผม    โดยบางคนเคร่งแรงกว่าผมเสียอีก

          ผมคิดว่านิสัยแบบนี้ ทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของผมไม่ก้าวหน้ามากนัก   แต่กลับทำให้ผมขายดีตอนแก่  มีงานที่ต้องการการกำกับดูแลอย่างเข้มแข็งตรงไปตรงมาให้ทำมากมายจนล้น รับไม่ไหว  

          เอามาเล่าไว้เป็นข้อเรียนรู้แก่คนรุ่นหลังครับ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๒ เม.ย. ๕๓