ขอบคุณ Prof. Manfred Max-Neef ที่บรรยายเรื่อง Anti-neoliberal therapy ในงานกิจกรรมบำบัดโลก...วิทยากรได้แนะนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และหลักนิเวศวิทยาที่เรียบง่ายเพื่อพัฒนามนุษย์ที่ยั้งยืน ซึ่งได้รับ Alternative Nobel Prize เมื่อปี 1983
วิทยากรเริ่มต้นว่า "เขาไม่ใช้นักกิจกรรมบำบัด...เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มองว่า sick economic is profound illness"
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ social economy เพิ่ม social justice โดย mass communication ทำให้ประชากรโลกบริโภคสื่ออย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่รู้จักความจริงของการแก้ไขปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตของตนเอง
เราต้องเข้าใจ "ความจริง" ในโลกใบนี้ คือ
- ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดก่อให้เกิดความยากจนโดยธรรมชาติ
- ปริมาณอาหารในโลกนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ [>half of millenium to get rid of hungry]
- ความต้องการทางการแพทย์ที่สูงเกินไปโดยเฉพาะศัลยกรรม ซึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อคุณภาพชีวิต
- เงินทุนเพื่อช่วยเหลือประชากรโลกที่ด้อยโอกาสมีเพียง 17 million million USD per year
- สภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ควบคุมได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะ Bankrunpcy
- ecological catrastrophy of human being หรือภัยพิบัติทางนิเวศวิทยาที่เกิดขึ้นเพราะการดำเนินชีวิตที่ไม่พอดีของมนุษย์
- โมเดลเศรษฐกิจบนโลกนี้มีความหลากหลาย ซึ่งมีผลมาจากภาษา วัฒนธรรม และการพัฒนาความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (land, water, animal) การพัฒนาอุตสาหกรรม (food, field, goods) และคำเตือนจากธรรมชาติทั้วโลก (global warning of soil, air, and water) ที่มีการกระทำของมนุษย์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นมนุษย์ผู้บริโภคสิ่งต่างๆ ต้องปรับกิจกรรมการดำเนินชีวิต (การทำงาน การใช้ชีวิตในสังคม การช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ และการกระทำทางเศรษฐกิจที่พอเพียงในที่พักอาศัย....ลดบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต) เพื่อลดสภาวะความยากจนและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น...go back & look inside to improve well-being by doing in coorporation & compassion as social-work being in local economy...LET PEOPLE CONSUME LESS!
ลองตั้งคำถามง่ายๆ ทำไมเราต้องสระผมด้วยแชมพูทุกวันเหมือนในโฆษณา
ลองคิดเงียบๆ กับตัวเองว่า เรามีสิ่งใดๆบ้างในบ้านที่ซื้อมาด้วยอารมณ์อยากได้อยากมีแล้วเราพบว่าสิ่งนั้นไม่มีความจำเป็นหรือมีความจำเป็นกับชีวิตเรา
นั่นคือ Neoliberalism คือ How to consumer less economy and more quality of life...เราต้องปรับพฤติกรรมของมนุษย์ในการรู้จักแก้ไขปัญหาและเข้าใจเศรษฐกิจของตนเองในแต่ละวัน
ลองคิดวิเคราะห์ประโยคต่อไปนี้...
Globalization is only part of development around the world as foreign investment, thus, more economy globalization is for poor country.
So that we must improve education, real-care, and social support organization in order to increase mobility of capital income for individuals - couselling people about simple example related economy, self-satisfaction with low salary low capital income low resource need!
Political development should be going well with transparency and without competitive advantageous!
สรุปข้อแนะนำเพิ่มเติมคือ "ค่าจ้างแรงงานต่ำ แต่ขายของแพง ทำให้ลูกค้าสนใจซื้อด้วยโฆษณาแพงๆ ทำให้ลูกค้าเกิดทุกข์...สังคมที่ดีทางเศรษฐศาสตร์พึงยกเลิกข้อบังคับที่จำกัดความพอดีจนไร้ประโยขน์...เราควรหยุด globalization ที่มีแต่การแข่งขันทางสังคมแล้วหันหน้ามาร่วมใจพัฒนาทักษะความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้ยากจนหรือด้อยโอกาสทางสังคมให้ใช้ชีวิตที่ดีถ้วนหน้ากันกับเราทุกคน เช่น จำนวนประชากรอเมริกามีคุณภาพชีวิตดีเพียง 1% เมื่อประชากรทำงานเพิ่มรายได้ให้สังคม 34% GDP นอกนั้นจำนวนประชากรมีคุณภาพชีวิตต่ำถึง 99% เพราะทำงานและมีค่าใช้จ่ายโดยสวัสดิการทางสังคมมากกว่า 34%GDP
ระดับการบริโภคในชุมชนต้องตรงตามระดับความต้องการของคนในชุมชน...ชีวิตสำคัญกว่าเศรษฐกิจ...ควรพัฒนาการสนับสนุนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับความต้องการพื้นฐานและประเด็นของ Anti-neoliberal therapy ได้แก่
- economy exist to serve people
- development needs for people not object
- global development not for all people
- equal system for deman and supply
- permanent growth between human and biotechnology
ถ้าสิ่งเหล่านี้คือ fundamental therapeutic of human scale นักกิจกรรมบำบัดควรพิจารณาโปรแกรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยแรงบันดาลใจและความสุขในกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ตรงกับความต้องการของมนุษย์อย่างหลากหลาย และลองคิดต่อยอดว่า ทำอย่างไร โปรแกรมกิจกรรมบำบัดจะลดค่าใช้จ่ายในคนจนที่ยากไร้ ไม่มีที่อยู่ และเจ็บป่วยเรื้อรัง
ในมุมมองกิจกรรมบำบัดควรคำนึกถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อคนหนึ่งคนสามารถเรียนรู้ทักษะชีวิตโดยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (solidarity) มีความสงสารและอยากช่วยเหลือผู้อื่น (compassion) และมีความเข้าใจในการหารายได้มาบริโภคสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตด้วยความพอเพียง (insufficiency) ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในสังคมหนึ่ง
สวัสดีคะ อาจารย์
สนใจเรื่องความพอเพียงค่ะ อ่านของอาจารย์แล้วได้เรียนรู้เยอะดีค่ะ
ขอบคุณมากคะ
ยินดีอย่างยิ่งและขอบคุณมากครับคุณ ♥paula .`๏'- ที่ปรึกษาตัวน้อย.`๏'-
ขอบคุณพี่โฉมยงค์ นักกิจกรรมบำบัดพัฒนาชุมชนเมืองแพร่ ส่งข้อความมาฝาก...
“ตำราแห่งชีวิต”
ซึ่งเหมาะเจาะกับเนื้อหาและคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรงมา, ใครจะทำก็ได้, ไม่ทำก็ได้, เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล, ไม่บังคับยัดเยียดกัน, ไม่ต่อว่าต่อขานกัน, แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไรให้กับชีวิตของตนเอง, ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุนสมควรจะให้กำลังใจแก่กันและกันอย่างยิ่ง
สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
๑. ดื่มน้ำให้มาก
๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแห??ะ)
๓. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม
นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้
วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้
แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด
และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย...get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
" ส่งบทความที่ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย... "