2.1 คำจำกัดความคำว่า “สิทธิเรียกร้องทางการเงิน” (Receivables)
คำจำกัดความของคำว่า “สิทธิเรียกร้องทางการเงิน (Receivable) ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว หมายถึง สิทธิตามสัญญาที่จะได้รับการชำระเงิน (Contractual Right to Payment of Monetary Sum)
ขณะที่ “การโอนสิทธิ” (Assignment) หมายถึง การตกลงโอนจากบุคคลหนึ่ง ผู้โอน (Assignor) ไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ผู้รับโอน (Assignee) ซึ่งสิทธิเรียกร้องทางการเงิน (Receivables) จากบุคคลที่สาม ลูกหนี้ หรือ (Debtor) ของผู้โอน[1]
2.2 คำนิยามและกฎเกณฑ์การตีความ
บทบัญญัติทั่วไป ข้อ 5 ของอนุสัญญาได้กำหนดคำนิยามและกฎเกณฑ์การ ตีความไว้ดังนี้[2]
เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้
1) “สัญญาเดิม” หมายถึง สัญญาระหว่างผู้โอนและลูกหนี้ ซึ่งสิทธิเรียกร้องที่โอนได้เกิดขึ้น
2) “สิทธิเรียกร้องทางการเงินที่มีอยู่” หมายถึง สิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เกิดขึ้นจากหรือก่อนการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และ “สิทธิเรียกร้องทางการเงินในอนาคต” หมายถึง สิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เกิดขึ้นหลังจากการทำสัญญาโอนสิทธิ เรียกร้อง
3) “ลายลักษณ์อักษร” หมายถึง ข้อสนเทศแบบใดที่เข้าถึงได้เพื่อจะใช้อ้างอิงในภายหน้าได้ ในกรณีที่อนุสัญญานี้กำหนดให้หนังสือฉบับใดฉบับหนึ่งต้องลงลายมือชื่อโดยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป หรือโดยกระบวนการซึ่งเป็นที่ตกลงกันโดยบุคคลที่เป็นเจ้าของลายมือชื่อที่ต้องการนั้น ให้ถือว่าบรรลุถึงข้อกำหนดนั้นแล้ว หากหนังสือฉบับนั้นแสดงถึงบุคคลนั้นและแสดงถึงความเห็นชอบของบุคคลนั้น ต่อข้อสนเทศที่บรรจุอยู่ในหนังสือดังกล่าว
4) “การบอกกล่าวถึงการโอนสิทธิเรียกร้อง” หมายถึง การสื่อสารเป็นลาย-ลักษณ์อักษร ที่แสดงถึงสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่ได้มีการโอนมา และแสดงถึงบุคคล ผู้รับโอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล
5) “เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์” หมายถึง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รวมถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งชั่วคราว ซึ่งได้รับมอบอำนาจในการดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการล้มละลายเพื่อที่จะฟื้นฟูกิจการหรือชำระบัญชีสินทรัพย์หรือ กิจการของผู้โอน
6) “การดำเนินกระบวนการล้มละลาย” หมายถึง กระบวนการทางศาล หรือกระบวนการทางการบริหาร รวมถึงกระบวนการชั่วคราว ซึ่งสินทรัพย์หรือกิจการของผู้โอนอยู่ภายใต้การควบคุมหรือดูแลของศาล หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจเพื่อความมุ่งประสงค์ของการฟื้นฟูกิจการหรือการชำระบัญชี
7) “สิทธิที่ดีกว่า” หมายถึง สิทธิของบุคคลหนึ่งที่ดีกว่าสิทธิของบุคคลอื่น และในขอบข่ายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เช่นว่า รวมถึงการกำหนดว่า สิทธินั้นเป็นบุคคลสิทธิ หรือทรัพยสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในประกันในหนี้ หรือข้อผูกพันอื่น ๆ และข้อเรียกร้องใด ๆ ที่จำเป็นที่จะทำให้สิทธินั้นมีผลเป็นที่พอใจแก่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องซ้อน
8) บุคคลอยู่ในรัฐที่บุคคลนั้นมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในรัฐนั้น หากผู้โอนหรือผู้รับโอนมีสถานประกอบการมากกว่าในหนึ่งรัฐ สถานประกอบการเช่นว่านั้น คือ สถานที่ซึ่งหน่วยงานบริหารส่วนกลางของผู้โอน หรือผู้รับโอนมีที่ทำการตั้งอยู่ หากลูกหนี้มีสถานประกอบการมากกว่าในหนึ่งรัฐ สถานประกอบการ คือ สถานที่ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงที่สุดกับสัญญาเดิม หากบุคคลไม่มีสถานประกอบการ ให้ยึดที่อยู่อาศัยปกติของบุคคลนั้นเป็นหลัก
9) “กฎหมาย” หมายถึง กฎหมายบังคับใช้ในรัฐนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีบุคคล
10) “รายได้” หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่ได้รับสืบเนื่องกับสิทธิเรียกร้องที่โอนมาไม่ว่าจะเป็นการชำระสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วน หรือตามความพอใจประการอื่น คำนี้รวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ได้รับสืบเนื่องกับรายได้ คำนี้มิได้รวมถึงสินค้าที่ถูกส่งคืน
11) “สัญญาทางการเงิน” หมายถึง ธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ที่ส่งมอบโดยพลัน ส่งมอบโดยในภายหน้า หรือซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย สินค้าโภคภัณฑ์ เงินตรา หุ้น พันธบัตร ดรรชนี หรือตราสารทางการเงินอื่น ๆ การซื้อคืน หรือธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์และธุรกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันกับธุรกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเข้าสู่ตลาดการเงินและการรวมกลุ่มของธุรกรรมดังกล่าวข้างต้น
12) “ข้อตกลงให้มาคำนวณเป็นยอดสุทธิ” หมายถึง ความตกลงระหว่างสองฝ่ายขึ้นไป ซึ่งก่อให้เกิดกรณีหนึ่งหลายกรณี ดังนี้
(1) กำหนดการชำระเงินสุทธิที่ถึงกำหนดในเงินตราสกุลเดียวกันในวันเดียวกัน ไม่ว่าการแปลงหนี้ใหม่หรืออย่างอื่น
(2) เมื่อมีการล้มละลาย หรือการขาดชำระโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การสิ้นไปของธุรกรรมทั้งปวงที่ยังไม่มีการปฏิบัติการชำระหนี้ทดแทนหรือตามมูลค่าตลาดที่เป็นธรรม การแปลงค่าเงินจำนวนเช่นว่าเป็นเงินตราสกุลเดียวและทำเป็นสุทธิ ในการชำระครั้งเดียวโดยคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แก่อีกฝ่ายหนึ่ง หรือ
(3) การหักกลบลบหนี้ของจำนวนเงินที่คำนวณไว้ ตามที่ระบุในอนุวรรค 10 (2) ของข้อนี้ ภายใต้ความตกลงทำเป็นสุทธิสองฉบับขึ้นไป
13) “ผู้ใช้สิทธิเรียกซ้อน” หมายถึง
(1) ผู้รับโอนสิทธิอีกคนของสิทธิเรียกร้องทางการเงินเดียวกันจากผู้โอนคนเดียวกัน รวมถึงบุคคลซึ่งโดยอำนาจของกฎหมายเรียกร้องสิทธิในสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่โอนมาตามผลของสิทธิในทรัพย์สินอื่นของผู้โอน แม้ว่าสิทธิเรียกร้องทางการเงินนั้น จะมิใช่สิทธิเรียกร้องทางการเงินระหว่างประเทศ และการโอนให้กับผู้รับโอนสิทธินั้น มิใช่การโอนระหว่างประเทศ
(2) เจ้าหนี้ของผู้โอน หรือ
(3) ผู้จัดการการล้มละลาย
2.3 ขอบเขตของการบังคับใช้ (Scope of Application)
ข้อ 1 อนุสัญญาได้กล่าวถึงขอบเขตการใช้บังคับไว้ดังนี้[3]
1) อนุสัญญาฉบับนี้ใช้บังคับกับ
(1) การโอนสิทธิ และการโอนระหว่างประเทศของสิทธิเรียกร้องทางการเงิน ดังที่ได้นิยามไว้ในบทนี้ หากในเวลาทำสัญญาผู้โอนมีถิ่นที่อยู่ในรัฐภาคีผู้ทำสัญญา และ
(2) การโอนต่อ หากการโอนก่อนหน้านั้นอยู่ภายใต้บังคับของอนุสัญญานี้
2) อนุสัญญานี้ใช้บังคับการโอนต่อที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรค 1 (ก) ของข้อนี้ แม้ว่าจะไม่ใช้บังคับกับการโอนครั้งก่อนของสิทธิเรียกร้องเดียวกัน
3) อนุสัญญานี้ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ เว้นแต่ ในเวลาที่ทำสัญญาฉบับเดิม ลูกหนี้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐภาคีผู้ทำสัญญา หรือกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาเดิมเป็นกฎหมายของรัฐภาคีผู้ทำสัญญา
ขอบเขตบังคับใช้ของอนุสัญญาในวรรคนี้ ชี้ให้เห็นว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวกับลูกหนี้ในอนุสัญญานี้ อาจใช้บังคับกรณีที่ลูกหนี้ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐภาคีผู้ทำสัญญา แต่กฎหมายของรัฐภาคีผู้ทำสัญญาใช้บังคับกับสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่มีการโอน (Original Contract) เนื่องจากในทั้งสองกรณีลูกหนี้น่าจะรับรู้ได้ถึงกฎหมายที่ใช้บังคับ
4) บทบัญญัติในบทที่ 5 ใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศ และการโอนระหว่างประเทศของสิทธิเรียกร้องทางการเงินดังที่ได้นิยามไว้ในบทนี้เป็นต่างหากจากวรรค 1 ถึง วรรค 2 ของข้อนี้
อย่างไรก็ดี บทบัญญัติเหล่านั้นไม่ใช้บังคับ หากรัฐใดรัฐหนึ่งได้ทำ คำประกาศตามข้อ 39
ภายใต้วรรคนี้ บทบัญญัติในบทที่ 5 ใช้บังคับเฉพาะธุรกรรมการโอนสิทธิที่มีองค์ประกอบของความเป็นระหว่างประเทศ (International Element) ตามที่นิยามไว้ในข้อ 3 อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งกับอนุสัญญาฯ อื่น ๆ บทบัญญัติตามวรรคนี้ได้เปิดโอกาสให้รัฐใดสามารถเลือกที่จะไม่ใช้บังคับ (Opt Out) บทบัญญัติในบทที่ 5 ได้ หากได้มีการประกาศตามข้อ 39 นั้น ก็หมายความว่า ข้อบัญญัติที่ 39 เป็นข้อยกเว้นข้อบัญญัติข้อ 1 หัวข้อที่ 4 นั้นเอง[4]
5) บทบัญญัติของภาคผนวกของอนุสัญญาฉบับนี้ใช้บังคับตามที่บัญญัติไว้ในข้อ 42
ขอบเขตบังคับใช้ของอนุสัญญาในย่อหน้านี้ อธิบายขยายความดังนี้ ข้อที่ 24 ได้อ้างอิงประเด็นสิทธิที่ดีกว่า (Priority Issues) ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ ผู้โอนมีถิ่นที่อยู่ (The Law of the Assignor’s Location) แต่ในบางกรณี หากรัฐใด ๆ อาจมีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิที่ดีกว่า (Priority Rules) หรือให้มีความทันสมัยขึ้น บทบัญญัติในวรรคนี้ ก็เปิดโอกาสให้รัฐนั้นเลือกบังคับใช้ (Opt Into) หลักสิทธิดีกว่าในมาตราใดมาตราหนึ่งตามที่ระบุไว้ในภาคผนวก ด้วยการประกาศตามข้อ 42[5]
สำหรับคำว่าถิ่นที่อยู่ (Location) ในข้อบัญญัตินี้ หมายความตามข้อบัญญัติที่ 5 (i) ซึ่งข้อบัญญัติที่ 5 (i) กล่าวไว้ว่า บุคคลอยู่ในรัฐที่มีสถานประกอบการในรัฐนั้น หากผู้โอนหรือผู้รับโอนมีสถานประกอบการมากกว่าในหนึ่งรัฐ สถานประกอบการเช่นว่านั้น คือ สถานที่ซึ่งหน่วยงานบริหารส่วนกลางของผู้โอน หรือผู้รับโอนมีที่ทำการตั้งอยู่ หากลูกหนี้มีสถานประกอบการมากกว่าในหนึ่งรัฐ สถานประกอบการ คือ สถานที่ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงที่สุดกับสัญญาเดิม หากบุคคลไม่มีสถานประกอบการ ให้ยึดที่อยู่อาศัยปกติของบุคคลนั้นเป็นหลัก
จากการแปลความจากข้อบัญญัติเบื้องต้น จึงเห็นได้ว่า อนุสัญญาได้กล่าวถึงขอบเขตการบังคับใช้เอาไว้ แยกพิจารณาได้ดังนี้
1) อนุสัญญาจะใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศ
ข้อ 3 ของอนุสัญญา[6] ได้ให้ความหมายของความเป็น “ระหว่างประเทศ” ไว้ว่า สิทธิเรียกร้องทางการเงินสิทธิใดสิทธิหนึ่งเป็นระหว่างประเทศ หากในเวลาที่ทำสัญญาฉบับเดิม ผู้โอนและลูกหนี้อยู่ต่างรัฐกัน การโอนใดการโอนหนึ่งเป็นระหว่างประเทศ หากในเวลาที่ทำสัญญาโอน ผู้โอนและผู้รับโอนอยู่ต่างรัฐกัน
ในความเป็นระหว่างประเทศ ดังกล่าว ข้อ 3 ของอนุสัญญาได้นิยาม ความเป็นระหว่างประเทศ โดยอ้างอิงถึงถิ่นที่อยู่ของผู้เกี่ยวข้อง (Parties) กรณีที่มีผู้โอน ผู้รับโอน หรือลูกหนี้หลายรายเกี่ยวข้องด้วย ความเป็นระหว่างประเทศจะถูกกำหนดโดยแยกผู้เกี่ยวข้องออกเป็นราย ๆ และที่สำคัญเมื่อสิทธิเรียกร้องฯ ใดมีความเป็นระหว่างประเทศแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องฯ ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้อนุสัญญาฯ ไม่ว่าจะถูกโอน ไปยังผู้รับในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม ขณะเดียวกัน แม้จะเป็นสิทธิเรียกร้องฯ ที่เกิดภายในประเทศ (Domestic Receivables) การโอนสิทธิเหล่านั้นอาจจะเข้ามาอยู่ภายใต้อนุสัญญาฯ หากมีความเป็นระหว่างประเทศเกิดขึ้น หรือการโอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการโอน (Chain of Assignments) ที่มีการโอนระหว่างประเทศรวมอยู่ด้วย และ คุณสมบัติความเป็นระหว่างประเทศของการโอนใด จะถูกกำหนด ณ เวลาที่โอน
ขณะที่ความเป็นระหว่างประเทศของสิทธิเรียกร้องฯ จะถูกกำหนด ณ เวลาที่ทำสัญญาเดิม (Original Contract) เนื่องจากเหตุผลหลักที่ว่า ทั้งว่าที่ผู้โอน (Potential Assignor) และลูกหนี้จำเป็นต้องรับรู้ ณ เวลานั้น ถึงกฎหมายที่จะใช้บังคับกับการโอนที่อาจจะเกิดขึ้น (Potential Assignment) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดถึงต้นทุนของ สินเชื่อ (Availability of the Cost of Credit) แก่ผู้โอนและลูกหนี้[7]
ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่า สิทธิเรียกร้องใดจะถือเป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศได้นั้นต้องเป็นไปในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ผู้โอนและลูกหนี้แห่งสิทธิจะต้องอยู่คนละประเทศในขณะที่ทำสัญญาเดิม โดยไม่คำนึงถึงถิ่นที่ตั้งของผู้รับโอน หรือ
(2) สิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศที่เป็น “การโอนระหว่างประเทศ” ซึ่งหมายถึง ในขณะที่ทำสัญญาโอนสิทธิ ผู้โอนและผู้รับโอนจะต้องอยู่คนละประเทศโดย ไม่คำนึงถึงถิ่นที่ตั้งของลูกหนี้การค้า
นอกจากนี้ในความเป็นระหว่างประเทศมีเงื่อนไขด้วยว่าผู้โอนสิทธิในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว (Assignor) จะต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในประเทศที่เป็น รัฐภาคีสมาชิกของอนุสัญญานี้ด้วย (Contracting State)
อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้จะมีสิทธิ และ หน้าที่ตามอนุสัญญานี้ ก็ต่อเมื่อ ลูกหนี้เป็นคนของประเทศที่เป็นภาคีหรือสัญญา (Sale Contract) อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายของประเทศภาคี
2) อนุสัญญาจะใช้บังคับกับประเภทหรือลักษณะสิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้
(1) การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินเท่านั้น
(2) การโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่แล้วและสิทธิเรียกร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต[8]
สำหรับสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามอนุสัญญาฯ นี้ ไม่จำเป็นจะต้องมีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนเหมือนกับหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงสามารถที่จะเรียกให้โอนสิทธิเรียกร้องหรือให้ชำระหนี้ได้ ตามอนุสัญญาฯ ถึงแม้ว่าไม่มีมูลหนี้เกิดขึ้นหรือมีการเกิดสัญญาขึ้นก่อนก็สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่เป็นการโอนสิทธิในลักษณะของความหวังว่าจะได้รับหรือจะต้องจ่ายเงินในอนาคต อย่างเช่น การโอนสิทธิ์ในความหวังว่าจะขายภาพยนตร์ได้ หรือ การโอนสิทธิในความหวังว่า จะขายเพลงได้ของบริษัทแกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ มหาชน จำกัดแห่งประเทศไทย การโอนสิทธิในความหวังว่า จะขายวิสาหกิจ หรือโอนสิทธิในลักษณะความหวังว่าจะต้องจ่ายบัตรเครดิตในอนาคตเป็นต้น
(3) การโอนสิทธิในหนี้เงินมากกว่าหนึ่งจำนวนก็ได้
(4) การโอนสิทธิในหนี้เงินเพียงบางส่วนก็ได้
(5) การโอนสิทธิในดอกผลที่ยังไม่ได้จัดสรร
กรณีจึงสรุปได้ว่า ลักษณะของสิทธิเรียกร้องที่จะใช้หลักตามอนุสัญญาได้ จะต้องเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินเท่านั้นจึงจะบังคับใช้ตามอนุสัญญาฯ โดยสิทธิในหนี้เงินนั้นจะเป็นสิทธิที่มีอยู่แล้วก่อนหรือขณะทำสัญญาโอน หรือสิทธิในหนี้เงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังทำสัญญาโอน และจะมีการโอนสิทธิในหนี้เงินมากกว่าหนึ่งจำนวนก็ได้ หรือจะมีการโอนสิทธิในหนี้เงินเพียงบางส่วนก็ได้ นอกจากนี้ สิทธิในดอกผลที่ยังไม่ได้จัดสรรก็สามารถโอนกันได้
3) อนุสัญญาฯ นี้ใช้บังคับกับการโอนต่อ ๆ ไปด้วย หากการโอนครั้งแรกอยู่ภายใต้การบังคับอนุสัญญา
“อนุสัญญานี้ใช้บังคับการโอนต่อ (Subsequent Assignment) ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรค 1 (ก) ของข้อนี้” แม้ว่าจะไม่ใช้บังคับกับการโอนครั้งก่อนของสิทธิเรียกร้องเดียวกัน” (ข้อ 1 (ข) ของอนุสัญญาฯ)
จากบทบัญญัติดังกล่าวเมื่อศึกษาควบคู่กันกับ Commentary แล้วนั้น ย่อมหมายความว่า ถ้าการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เกิดก่อนหน้าอยู่ภายใต้อนุสัญญาฯ แล้วการโอนต่อ ๆ มา (Subsequent Assignment) ย่อมจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของอนุสัญญาฯ ด้วย หาไม่แล้วจะไม่เป็นไปภายใต้ระบบกฎหมายที่เป็นหนึ่งเดียว (One and the Same Legal Regime) จะทำให้ยากต่อการแก้ปัญหาโต้แย้งลักษณะคงเส้นคงวา (Consistent Manner) หรือ หลัก Continuatio Juris[9]
นอกจากนี้อนุสัญญาฯ นี้ ยังมีความประสงค์ที่จะให้ใช้บังคับกับการโอนต่อที่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1 (ก) ไม่ว่าการโอนที่เกิดก่อนหน้าจะอยู่ภายใต้บังคับของอนุสัญญาฯ หรือไม่ก็ตาม แตกต่างจากหลัก Continuatio Juris ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในธุรกรรม Securitization ที่ซึ่งการโอนสิทธิครั้งแรกเป็นการโอนภายในประเทศ (Domestic Assignment) และเกี่ยวพันกับการ โอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เกิดภายในประเทศ (Domestic Receivables) จะไม่ถูกตัดสิทธิจากผลประโยชน์ที่อาจจะได้รับจากการใช้บังคับของอนุสัญญาฯ [10]
ดังนั้น การโอนทอดต่อ ๆ มาก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของอนุสัญญา จากการโอนสิทธิในหนี้เงินที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอยู่ภายใต้บังคับการโอนทอดดังกล่าว แม้ ผู้โอนจะไม่ได้เป็นคนของประเทศภาคีก็ตาม
โดยสรุปแล้ว อนุสัญญาได้กล่าวถึงขอบเขตการใช้ไว้ 2 กรณีประกอบกัน คือ 1) ความเป็นระหว่างประเทศ และ 2) ประเภทของสิทธิเรียกร้อง
โดยความเป็นระหว่างประเทศนั้นกำหนดว่าอนุสัญญาจะใช้บังคับสำหรับการโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็น
(1) สิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึง สัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้อง (Original Contract) ได้ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญาที่อยู่ต่างดินแดน และ
(2) เป็นการโอนระหว่างประเทศ
การที่สิทธิเรียกร้องใดจะถือเป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างประเทศได้นั้น ผู้โอนและลูกหนี้จะต้องอยู่คนละประเทศในขณะที่ทำสัญญาเดิมหรือที่เป็น “การโอนระหว่างประเทศ” ซึ่งหมายถึง ในขณะที่ทำสัญญาโอนสิทธิ ผู้โอนและผู้รับโอนจะต้องอยู่คนละประเทศ ทั้งนี้ผู้โอนสิทธิดังกล่าวต้องเป็นคนของประเทศที่เป็นภาคีของอนุสัญญาฯ นี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้จะมีสิทธิและหน้าที่ตามอนุสัญญาฯ นี้ก็ต่อเมื่อ ลูกหนี้เป็นคนของประเทศที่เป็นภาคีหรือสัญญา (Sale Contract) อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายของประเทศภาคีอนุสัญญาฯ นอกจากนี้อนุสัญญาฯ จะใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่แล้วและสิทธิเรียกร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนการโอนต่อ ๆ ไปด้วย หากการโอนครั้งแรกอยู่ภายใต้บังคับขอบเขตอนุสัญญาฯ
2.4 ข้อยกเว้นสิทธิเรียกร้องและการโอนสิทธิเรียกร้องบางประเภทที่ไม่อยู่ภายในบังคับของอนุสัญญา
ข้อ 4 ของอนุสัญญาฯ ได้กำหนดยกเว้นสิทธิเรียกร้องไว้ในกรณีดังต่อไปนี้[11]
1) อนุสัญญานี้ไม่ใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องที่
(ก) ทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวของบุคคลนั้น ครอบครัว หรือครัวเรือน
ความในข้อ 1 (ก) จะยกเว้นเฉพาะกรณีที่มีการโอนนั้นมีวัตถุประสงค์ส่วนตัวของผู้รับโอนหรือครอบครัว หรือครัวเรือนของผู้รับโอนเท่านั้น ดังนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องฯ ที่เกิดจากธุรกรรมการบริโภค (Consumer Transaction) จึงไม่ได้รับ ยกเว้น เว้นไว้แต่ว่าจะเป็นการโอนไปยังผู้บริโภคเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริโภคส่วนตัวเท่านั้น[12]
(ข) เป็นส่วนหนึ่งของการขายหรือการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ หรือสถานะทางกฎหมายของธุรกิจซึ่งก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางการเงินที่โอนได้
ความในข้อ 1 (ข) หมายถึงว่า จะไม่บังคับกับกรณีที่การโอนกระทำขึ้นในบริบทของการขยายกิจการที่ยังดำเนินการอยู่ (As a Going Concern) ถ้าเป็นการโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ เนื่องจากมีกฎหมายอื่นใช้บังคับกับกรณีการขายกิจการอยู่แล้ว (Corporate Buyouts)
แต่ถ้าเป็นการโอนที่กระทำกับสถาบันการเงินที่สนับสนุนทางการเงินในการขายกิจการ หรือระหว่างนิติบุคลตั้งแต่ 2 หรือมากกว่าเพื่อวัตถุประสงค์ของการปรับ
โครงสร้างหนี้หรือการทำ Refinance[13] จะไม่ได้รับการยกเว้น[14]
2) อนุสัญญานี้ไม่ใช้บังคับกับการโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นภายใต้หรือจาก
(ก) ธุรกรรมในตลาดหลักทรัพย์ เกณฑ์พิจารณาการยกเว้นภายใต้ วรรค 2 (ก) นี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่ทำการซื้อขาย (Type of the Assets Being Traded) แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการชำระราคาที่ใช้ปฏิบัติ (The Method of Settlement Used)
นอกจากนี้ไม่ได้หมายความว่า การซื้อขายที่มีการกำกับดูแล (Regulated Trading) ทั้งหมดที่จะได้รับการยกเว้น แต่ต้องเป็นการซื้อขายภายใต้อุปถัมภ์ของตลาดหลักทรัพย์ (Under the Auspices of Regulated Exchange) เช่น ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดโภคภัณฑ์ ตลาดเงินตราและโลหะมีค่า เป็นต้น ดังนั้น การซื้อขายสินทรัพย์เหล่านี้ นอกตลาดหลักทรัพย์และนอกระบบหักบัญชีสุทธิ (Netting Arrangements) ตามวรรค 2 (ข) จะไม่ได้รับการยกเว้น เช่น แฟคเตอริ่ง (Factoring) ของเงินที่จะได้รับจากการขายทองคำหรือโลหะมีค่าอื่น[15]
(ข) สัญญาทางการเงินที่อยู่ภายใต้สัญญาเป็นสุทธิ เว้นแต่สิทธิเรียกร้องทางการเงินที่เกิดจากการสิ้นไปของธุรกรรมที่ยังไม่มีการชำระหนี้
สำหรับข้อ (ข) นี้ เมื่อศึกษาควบคู่กับ “Commentary A/CN. 9/489” เห็นได้ว่า วรรค 2 (ข) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกเว้นการใช้บังคับอนุสัญญาฯ กับสัญญาทางการเงินที่อยู่ภายใต้บังคับของความตกลงว่าด้วยการหักบัญชีสุทธิระหว่างกัน (Netting Agreement) ทั้งนี้เนื่องจากหากปล่อยให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำออกมาซึ่งภาระผูกพันที่ยังไม่ได้มีการหักบัญชีระหว่างกันออกมาอาจจะด้วยวิธีการโอนจะส่งผลให้ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินตามสัญญา (Credit Risk) ของผู้เกี่ยวข้องเปลี่ยน-แปลงและจะสร้างความยุ่งยากต่อระบบการซื้อขายด้วยวิธีหักบัญชีสุทธิ และอาจจะขยายวงของปัญหาไปสู่ความเสี่ยงของระบบการเงินโดยรวม (Systemic Risk) ซึ่งไม่เป็นที่ปรากฏในอนุสัญญาฯ นี้[16] และในกรณีที่กิจการ 2 แห่ง มีการปฏิบัติ โดยวิธีชำระบัญชีสุทธิระหว่างกันนั้น กรณีนี้จะไม่ได้รับยกเว้น เช่น กรณีการมีระบบชำระบัญชีสุทธิที่ ทำกับสถาบันการเงินที่มีลักษณะเป็น “Industrial Netting” (การชำระบัญชีสุทธิในทางอุตสาหกรรม) ทั้งนี้ เนื่องจากอนุสัญญาฯ ไม่ได้เข้าไปก้าวล่วงถึงวิธีปฏิบัติเช่นว่าแต่อย่างใด
นอกจากนี้หากปล่อยให้มีการยกเว้นจะทำให้ธุรกรรมที่สมควรอยู่ในบังคับใช้ของอนุสัญญาฯ กลับไม่เข้ามาอยู่เพียงเพราะผู้โอนและลูกหนี้มีข้อตกลงชำระบัญชีสุทธิระหว่างกันเท่านั้น นอกจากนี้การโอนสิทธิเรียกร้องฯ ที่เกิดจากการยกเลิกสัญญา หรือทำให้สัญญาสิ้นสุด (Close-out) ก็ไม่ได้อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นเพราะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด[17]
(ค) ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
สำหรับใน ข้อ (ค) คณะกรรมาธิการฯ (Committee) เห็นว่า สัญญาหรือความตกลงเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Contracts and Arrangements) ตราบเท่าที่ยังไม่ได้รับการยกเว้นตามอนุสัญญาฯ ควรได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของอนุสัญญาฯ ด้วย เนื่องจากอนุสัญญาฯ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ประกอบกับตลาดดังกล่าวมีข้อตกลงที่ หลากหลายมากอยู่แล้ว หากนำอนุสัญญาฯ เข้าไปใช้บังคับก็มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นกับธุรกรรม การธนาคารและการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับเงินตราต่างประเทศ[18]
[1]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 2.
[2]กระทรวงการต่างประเทศ, เรื่องเดิม, หน้า 4.
[3]กระทรวงการต่างประเทศ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 1.
[4]Commentary A/CN. 9/489 para 23 Scope of Chapter V [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[5]Commentary A/CN. 9/489 para 24 “Application of the Annex. Article 24” [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[6]กระทรวงการต่างประเทศ, เรื่องเดิม, หน้า 3.
[7]United Nations Commentary A/CN. 9/489 para 38 [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[8]อนุสัญญาว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 5b.
[9]หลักความสืบเนื่องหรือความต่อเนื่องกันในทางกฎหมาย.
[10]United Nations Commentary A/CN. 9/489 para 19 “Subsequent Assignments” [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[11]กระทรวงการต่างประเทศ, เรื่องเดิม, หน้า 4.
[12]United Nations Commentary A/CN. 9/489 para 43 “Assignments for Consumer Purposes” [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[13]การก่อหนี้ใหม่เพื่อไถ่ถอน หรือชำระคืนหนี้เก่าที่ถึงกำหนดแล้ว หรือยังไม่ถึงกำหนดให้
[14]United Nations Commentary A/CN. 9/489 para 46 “Assignments of Receivables in Corporate Buyouts” [Online], Available URL: http://www. uncitral.org, 2001, (March, 13)
[15]United Nations Commentary A/CN. 9/489 para 48 [Online], Available URL: http://www.uncitral.org, 2001 (March, 13).
[16]Commentary A/CN. 9/489 para 49 [Online], Available URL: http://www. uncitral.org, 2001 (March, 13).
[17]Commentary A/CN. 9/489 para 50 [Online], Available URL: http://www. uncitral.org, 2001 (March, 13).
[18]เอกสารคณะทำงานย่อยอนุสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องทางการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ สำนักกฎหมาย, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง.