ยุทธศาสตร์การทำงานของครูปฐมวัยร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า
*เทอดศักดิ์ จันเสวี
การบริหารจัดการศึกษาตามแนวปฏิรูปการศึกษา มีจุดเน้นสำคัญให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งครอบครัว ชุมชน องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและการปฏิรูปการศึกษา ในขณะเดียวกันก็ให้สถานศึกษา ผู้บริหาร ครู และบุคลากรการศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ความรู้ คำปรึกษาเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสมแก่ผู้ปกครอง ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งการเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินงานของทั้งฝ่ายโรงเรียนและครอบครัว ชุมชนดังกล่าว ย่อมจะส่งผลต่อการสร้างความผูกพันความสัมพันธ์ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษา และครูจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและกระตุ้นให้ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษา รวมทั้งให้โรงเรียน ครูและบุคลากรของโรงเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้การศึกษา และพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้บรรลุผลผู้บริหารและครูผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาและมีความสามารถในการวิเคราะห์สภาพบริบทชุมชน รวมทั้งกำหนดแนวทางแสวงหาความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนให้เข้ามาร่วมจัดและบริหารการศึกษากับทางโรงเรียนนอกจากนี้ ก็เพื่อให้โรงเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาครอบครัวด้านการอบรมเลี้ยงดูเด็ก และการบริหารพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น อันเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2551
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหลายหมวดหลายมาตรา เช่นในหมวดหลักการสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ที่จะให้สังคม ชุมชน และท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (มาตรา 8 (2)) นอกจากนี้ยังให้มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 9 (2)) ให้มีการระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา ในมาตรา 9 (5) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นได้มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา 12) เป็นต้น
|
*นายเทอดศักดิ์ จันเสวี ครู คศ.1 โรงเรียนบ้านยางครก อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์พิเศษสาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ |
หมวดแนวการจัดการศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและชุมชนร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ (มาตรา 24) ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชนสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น (มาตรา 27) นอกจากนี้สถานศึกษายังมีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสารเพื่อพัฒนาชุมชนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน (มาตรา 29) ส่วนหมวดการบริหารและการจัดการศึกษา ได้กำหนดให้มีองค์คณะบุคคลในการบริหารและจัดการศึกษาในระดับต่างๆ ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา โดยให้มีตัวแทนองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพอยู่ในองค์คณะบุคคลนั้น (มาตรา 32-35,38,40 ) นอกจากนี้ชุมชนและท้องถิ่นยังมีบทบาทให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่า เกี่ยวข้องกับภารกิจของสถานศึกษาตามคำร้องขอของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาที่ทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษานั้น (มาตรา 50)
หมวดครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชน และท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยนำประสบการณ์ ความรอบรู้ ความชำนาญและภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา (มาตรา 57) หมวดทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา กำหนดให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ชุมชน ท้องถิ่นมาใช้จัดการศึกษา โดยอาจเป็นผู้จัดหรือมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น (มาตรา 61)
จะเห็นได้ว่า ประเด็นการมีส่วนร่วมที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีหลายลักษณะ และในหลายหมวด อันจะเป็นแนวทางในการปฏิรูปการจัดการศึกษาตามแนวทางใหม่ ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะก้าวไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกันซึ่งจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา
จุดมุ่งหมายของการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง
การทำงานร่วมกับผู้ปกครองของครู นั้น โดยทั่วไปมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ดังนี้
- เพื่อสร้างความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ที่ครูและผู้ปกครองจำเป็นต้องรู้
และ สร้างความรู้ในเรื่องที่ครู ผู้ปกครองต้องรู้ร่วมกันในการพัฒนาเด็ก
2. เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับผู้ปกครองถึงแนวทางในการพัฒนาเด็ก
3. เพื่อประสานความร่วมมือกัน ระหว่างครูและผู้ปกครองในการพัฒนาเด็ก
รูปแบบการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง
โดยทั่วไปการทำงานร่วมกันของครูและผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กมี 2 รูปแบบ ดังนี้
1. การนำโรงเรียนออกไปหาผู้ปกครอง
หมายถึง การที่โรงเรียนโดยครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารนำข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับโรงเรียนโดยทั่วไป เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน หรือเรื่องอื่นๆ ออกไปให้ผู้ปกครองรับรู้ ให้ผู้ปกครองปฏิบัติตาม ด้วยวิธีการต่างๆ และการออกไปให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ปกครองที่บ้านในเรื่องต่างๆตลอดจนการที่โรงเรียนออกไปร่วมกิจกรรมกับชุมชน ในแต่ละโอกาส
2. การนำผู้ปกครองเข้ามาหาโรงเรียน
หมายถึง การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนในด้านต่างๆ ตั้งแต่การวางแนวนโยบายของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอน การเข้ามาจัดกิจกรรมให้โรงเรียน เข้ามาร่วมมือจัดกิจกรรม เข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน เป็นต้น โดยอาจเข้ามาโดยอาสาสมัคร หรือเข้ามาตามคำเชิญชวนของโรงเรียน
การทำงานของครูปฐมวัยร่วมกับผู้ปกครองในการจัดการศึกษา
ในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยนั้น การมีส่วนร่วม หรือการร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเด็กปฐมวัย เป็นวัยแห่งการพัฒนา เป็นจุดวิกฤติแห่งการวางรากฐานชีวิตมนุษย์ ทั้งพฤติกรรม พัฒนาการ บุคลิกภาพด้านต่างๆ จะหล่อหลอมได้ดีในช่วงนี้ ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กมากที่สุดและเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กมากที่สุดคือพ่อแม่ ผู้ปกครอง รองลงมาคือครู โดยเฉพาะพ่อแม่ ถือว่าเป็นครูคนแรกของเด็กก่อนที่จะเข้าสู่โรงเรียน เป็นผู้ที่รู้เกี่ยวกับเด็ก และต้องเกี่ยวข้องกับเด็กมากที่สุดเมื่ออยู่ที่บ้าน และเมื่อเด็กเปลี่ยนผ่านจากบ้านมาโรงเรียน ครูก็เปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็กที่ต้องรับภาระ รับช่วงต่อจากพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดู ให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย ดังนั้นทั้งครูและพ่อแม่ผู้ปกครองต่างเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็ก มีบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกันในการพัฒนาเด็กปฐมวัย บนพื้นฐานของความร่วมมือร่วมใจ ความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน ภายใต้ปัจจัยและบริบทต่างๆกันไป อย่างไรก็ตาม ครูปฐมวัยจะทำงานร่วมกับผู้ปกครองในการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือประสบความสำเร็จบนพื้นฐานปัจจัย บริบทที่แตกต่างกันทางสังคม ย่อมเป็นไปได้ยาก หากขาดความรู้ความเข้าใจในแนวทาง เทคนิควิธีการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง หรือให้ผู้ปกครองมาทำงานร่วมกับครู ฉะนั้นครูปฐมวัยต้องได้รับการเตรียมความพร้อม ต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับแนวทาง เทคนิควิธีการทำงานร่วมกับผู้ปกครองเป็นอย่างดี การทำงานร่วมกับผู้ปกครองจึงจะประสบความสำเร็จ กล่าวคือ เด็กได้รับการพัฒนาทุกด้านอย่างเต็มตามศักยภาพและความแตกต่างของแต่ละบุคคล
รูปแบบการทำงานของครูปฐมวัยร่วมกับผู้ปกครองในการจัดการศึกษา
การทำงานร่วมกับผู้ปกครองของครูปฐมวัย หรือรูปแบบที่ครูและผู้ปกครองจะทำงานร่วมกันในการพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น มีรูปแบบ ดังนี้
รูปแบบที่ 1 การให้ผู้ปกครองรับรู้
เป็นรูปแบบของการให้ผู้ปกครองเพียงแต่รับข่าวสารและข้อมูลจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อให้ทราบความเป็นไปของเด็กที่มารับบริการ สิ่งสำคัญที่ต้องให้ผู้ปกครองรับรู้ คือ
- ข้อมูลจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ
1.1 สุขภาพเด็ก
1.2 พฤติกรรมของเด็ก
1.3 การเรียนรู้ของเด็ก
1.4 กิจกรรมที่ทางสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดให้เด็ก
2. การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเป็นงานส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ผู้ปกครองเรียนรู้เพื่อพัฒนาเป็นผู้ปกครองที่มีคุณภาพ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ คือ
2.1 หน้าที่ของสถานพัฒนาเด็ก
2.2 บทบาท หน้าที่ของผู้ปกครอง
2.3 การอบรมเลี้ยงดูลูกเพื่อการพัฒนาที่บ้าน
ซึ่งกิจกรรมหรือวิธีการที่จะให้ข้อมูลหรือสารสนเทศเพื่อให้ผู้ปกครองรับรู้ เช่น การเยี่ยมบ้าน การประชุมปรึกษา การส่งรับเอกสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ผลของการมีส่วนร่วมแบบรับรู้จะมีประโยชน์น้อยสำหรับเด็กและครู ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองบางคนอาจไม่ใส่ใจต่อข้อมูลหรือสารสนเทศสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่จะให้ ส่วนที่ได้มากคือการประชุมปรึกษาหารือ และการเยี่ยมบ้านโดยเฉพาะการแก้ปัญหาเด็กร่วมกัน
รูปแบบที่ 2 การให้ผู้ปกครองร่วมมือ
การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนหรือให้ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งการศึกษาสมัยเดิมจะเน้นให้ผู้ปกครองร่วมมือในเรื่องการสร้างกองทุน แต่การศึกษายุคปัจจุบันให้ผู้ปกครองมาร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่
1. การสอน ผู้ปกครองบางส่วนที่มีความรู้ ความสามารถและพร้อมที่จะมาสอนมาเป็นวิทยากร หรือมาช่วยสอน ดังนั้นทางสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเข้ามีส่วนร่วมในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในบางครั้งที่เหมาะสม
2. การช่วยกิจกรรมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เช่น เป็นแม่ครัว เป็นอาสาสมัคร เป็นผู้จัดกิจกรรม เป็นต้น
3. การร่วมวางนโยบาย ผู้ปกครองที่มีความสามารถทางการบริหารและคุ้นเคยกับชุมชน อาจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและนโยบายในการดำเนินงานและพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเข้ามาในรูปแบบของคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียน
4. การร่วมพัฒนาของชุมชนในการจัดศึกษา คือ การให้ชุมชนมาร่วมพัฒนาการศึกษาให้อยู่ในกรอบคุณภาพ
รูปแบบที่ 3 การเข้าถึงตัวผู้ปกครอง
การให้ผู้ปกครองมาร่วมมือกับกิจกรรมได้เฉพาะบางส่วนเท่านั้น แต่มีผู้ปกครองบางคนไม่สนใจที่จะมาที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะคนชุมชนชนบทจะรู้สึกว่าไม่จำเป็น ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเข้าถึงตัวผู้ปกครองโดยตรง ดังนี้
1. เยี่ยมเด็ก เป็นวิธีการเข้าถึงตัวผู้ปกครองด้วยการไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน และพบผู้ปกครองตัวต่อตัวเพื่อสนทนาปรึกษากันเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
2. เยี่ยมผู้ปกครอง การเยี่ยมบ้านด้วยเจตนาเยี่ยมตัวผู้ปกครองเป็นการสร้างกัลยาณมิตร ที่ครูกับผู้ปกครองจะคุยกันฉันท์คนรู้จักหรือเพื่อนกันได้ เป็นการสร้างมิตรและสนทนาเรื่องเด็กในประเด็นที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน
3. ครูผู้ปกครองร่วมแก้ปัญหา วิธีการนี้อาจทำด้วยการเชิญผู้ปกครองมาร่วมคิดแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล โดยการ ให้คำปรึกษา หรือการประชุมปรึกษาแบบกลุ่มเล็ก
4. ศึกษาสภาพแวดล้อม เป็นการศึกษาข้อมูลชุมชนและบ้านที่เกี่ยวข้องกับเด็กโดยครูไปศึกษา ณ บ้านเด็กได้
รูปแบบที่ 4 การจัดกิจกรรมประสานผู้ปกครอง
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ่งเรียกว่าเป็นกิจกรรมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. เปิดสถานพัฒนาเด็กให้ผู้ปกครองเยี่ยมชม (Open House)
2. จัดนิทรรศการเกี่ยวกับกิจกรรมการศึกษาและการดูแลเด็ก
3. จัดฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองด้วยการนำเสนอความรู้เองหรือเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ
4. ตั้งสมาคมครูผู้ปกครอง
5. เผยแพร่ข้อมูลทั้งโดยเอกสาร ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ
อย่างไรก็ตามแม้ว่าในปัจจุบันหลายฝ่ายให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในการจัดการศึกษาแต่การทำงานร่วมกับผู้ปกครองของครูก็มักไม่ประสบความสำเร็จ มีปัญหาอุปสรรคต่างๆมากมายโดยเฉพาะการทำงานของครูร่วมกับผู้ปกครองที่เป็นชนเผ่า หรือในบริบทของชนเผ่า ซึ่งมีบริบททางสังคมที่แตกต่าง ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ทางด้านความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม
ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า
การจัดการศึกษาภายใต้ความหลากหลายของบริบททางสังคมและวัฒนธรรมชนเผ่านั้นย่อมมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดข้อจำกัดและปัญหา อุปสรรคที่กระทบหรือมีผลต่อการจัดการศึกษา รวมทั้งการทำงานของครูร่วมกับผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กหลายด้าน ซึ่งการทำงานร่วมกับผู้ปกครองชนเผ่ามีหลายประการ และจากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งจากครู ผู้บริหาร/โรงเรียน และผู้ปกครอง ดังต่อไปนี้
1. โรงเรียน/ผู้บริหาร ไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมหรือการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง เพราะไม่
เห็นความสำคัญและคิดว่าผู้ปกครองไม่มีความรู้และประสบการณ์พอที่จะมีส่วนร่วมหรือทำงานร่วมกับครู
2. ครูรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ไม่มีเวลาที่จะทำงานร่วมกับ
ผู้ปกครองหรือติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง
3. ครูขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือทักษะในการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง เพราะขาด
การเตรียมความพร้อมให้ครูในเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบริบทชนเผ่า วิธีทำงานร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองชนเผ่าให้ประสบความสำเร็จ
4. ความเข้าใจผิดระหว่างครูกับพ่อแม่
4.1 ครู เชื่อว่าผู้ปกครองไม่มีเวลา ไม่สนใจและมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ
4.2 ผู้ปกครองเกรงครู ผู้บริหารโรงเรียน และคิดว่าตนเองไม่มีความรู้
ความสามารถประสบการณ์ โดยเฉพาะครอบครัวชนเผ่าจะมีอุปสรรคเรื่องภาษา และการรู้หนังสือ
- ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม
- ผู้ปกครองขาดความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองในการทำงานร่วมกับครูและโรงเรียน
ดังนั้น การที่ครู โรงเรียนจะทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทของชนเผ่าประสบความสำเร็จ ต้องมีทิศทางและแผนงานหรือวิธีการดำเนินงาน ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของชนเผาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานหรือทำงานร่วมกับผู้ปกครองซึ่งมีความแตกต่างกัน อาทิเช่น สภาพภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรม ปัญหา ความต้องการต่างๆ ของชุมชน ฯลฯ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
ยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า
การทรงงานด้วยหลักเข้าใจ หลักเข้าถึง หลักพัฒนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
เข้าใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาข้อมูลต่างๆอย่างเป็นระบบ เช่น ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ในท้องถิ่นที่รวบรวมได้เป็นฐานข้อมูล ทรงศึกษาก่อนที่จะเสด็จทรงเยี่ยมเหล่าพสกนิกรและนำข้อมูลดังกล่าวไปเป็นแนวทางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆโดยทรงเริ่มที่จุดเล็กๆก่อน แล้วจึงค่อยนำไปแก้ปัญหาจุดอื่นๆซึ่งเป็นภาพรวม ทรงทำตามลำดับขั้น ทำจากสิ่งที่ง่ายไปสิ่งที่ยากทำสิ่งที่เป็นพื้นฐานก่อนและค่อยพัฒนาเป็นลำดับและทรงแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีการซับซ้อน
เข้าถึง การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงซักถามข้อมูลจากประชาชนโดยตรง ทรงถามถึงปัญหาความเดือดร้อนความสุขสบายของประชาชน ทรงจดบันทึกไว้ทุกครั้ง และทรงรวบรวมโดยนำองค์กรต่างๆมาช่วยกันแก้ปัญหา
พัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นการพัฒนาคนในเรื่องของการให้ความรู้และพัฒนาด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ ให้เกิดความสุข ความพอใจ รวมถึงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นพื้นฐาน
(อ้างใน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2548)
หลักเข้าใจ หลักเข้าถึง หลักพัฒนากับการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า
หลักเข้าใจ หลักเข้าถึง หลักพัฒนา เป็นหลักหรือแนวทางการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้เป็นหลักเป็นแนวทางแก่ผู้ที่ปฏิบัติงาน ปฏิบัติหน้าที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทั้งความเชื่อ วัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งแนวทางหลักดังกล่าวนี้สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง กลุ่มคนในบริบทชนเผ่าที่มีความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตที่หลากหลายคล้ายกัน ในภาคเหนือหรือภาคอื่นๆได้ โดยการใช้หลักเข้าใจ หลักเข้าถึงและหลักพัฒนา มีรายละเอียด ดังนี้
1. หลักเข้าใจ การทำงานของครูร่วมกับผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในบริบทชนเผ่า จะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากความเข้าใจ ทั้งนี้ความเข้าใจในการทำงานระหว่างครูและผู้ปกครองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการทำงานต้องเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว
1.1 ครู ต้องเข้าใจบริบทของชนเผ่าทั้งในมิติภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สภาพสังคม
วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ศาสนา ปัญหา ความต้องการต่างๆ ของพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชน โดยอาศัยการแสวงหาความรู้ เช่น การวิจัย เข้าไปพูดคุย คลุกคลีกับคนในพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านจากคนในพื้นที่
1.2 พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองในการอบรมเลี้ยงดูลูกที่
บ้าน การมีส่วนร่วมกับครูในการพัฒนาเด็ก ตลอดจนต้องเข้าในในความปรารถนาดี ความตั้งใจ ความหวังดีของครู ที่บทบาทหน้าที่ของในการอบรม ให้การศึกษาแก่เด็กที่โรงเรียน
จากที่กล่าวมาความเข้าใจของทั้งครูและผู้ปกครองจะเป็นก่อให้เกิดเป็นความใจอันดี เข้าใจไปแนวทางเดียวกันต้องเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการที่ต่างฝ่ายต่างทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตนเองและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของครูในบริบทของชนเผ่า ระยะแรกผู้ปกครองอาจจะไม่เข้าใจในตัวครู แต่ถ้าครูทำความเข้าใจในตัวผู้ปกครองก็จะนำไปสู่การเข้าใจซึ่งกันและกัน
2. หลักเข้าถึง ในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในบริบทชนเผ่า หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือ การเข้าถึง ครูต้องเข้าถึงตัวผู้ปกครองให้เร็วที่สุดในทุกด้านโดยสิ่งที่จะทำให้เข้าถึงตัวผู้ปกครองได้เร็วก็เริ่มมาจากการเข้าใจนั่นเอง เมื่อครูเข้าใจในสภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ศาสนา ปัญหา ความต้องการต่างๆ ของพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนแล้ว ก็จะนำไปสู่การเข้าถึงผู้ปกครองที่ง่ายขึ้นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เข้าถึงตัวผู้ปกครอง คือ เจตคติที่ดี ครูต้องมีเจตคติที่ดี ที่ถูกต้องต่อเด็กและครอบครัว โดยต้องเข้าถึงตัว ถึงใจ เข้าถึงสภาพปัญหาความต้องการ สร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ปกครอง เพื่อสร้างให้ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อตัวครู แต่การเข้าถึงจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายในการทำงานที่ประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นการเข้าถึงที่ ต่างฝ่ายต่างเข้าถึงซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานความเป็นหนึ่งเดียว คือครูต้องเห็นคุณค่า หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เคารพอัตลักษณ์ทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของกันและกัน ไม่แบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา ไม่มองถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ
การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างครูกับผู้ปกครองเกี่ยวกับเด็ก และการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเข้าถึงผู้ปกครอง ชุมชน ต้องจัดให้มีกลไกการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และควรเป็นกระบวนการ 2 ทาง คือ จากบ้านมาโรงเรียน และจากโรงเรียนไปสู่บ้าน
3. หลักพัฒนา การพัฒนาที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานและมีการเข้าถึงเป็นพลังที่จะขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนา ทำให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
การทำงานของครูร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทำงานคือ การที่ครูและผู้ปกครองขาดการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า และส่งผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาเด็ก ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวนี้จะต้องเป็นการพัฒนาทั้งสองฝ่าย คือ ครูพัฒนาตนเอง และพัฒนาพ่อแม่ผู้ปกครอง
3.1 ครูพัฒนาตนเอง ในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองจะประสบความสำเร็จได้ครูต้องพัฒนาตนเอง หาข้อมูลความรู้ใหม่ๆ สม่ำเสมอ อาทิเช่น ความรู้เกี่ยวกับเทคนิควิธีการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อของชนเผ่าต่างๆ การทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเข้าใจ เข้าถึงตัวผู้ปกครองในการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบริบทชนเผ่า
3.2 พัฒนาผู้ปกครอง ในการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ครูจะต้องพัฒนาผู้ปกครองไปด้วยในตัว โดยการให้ความรู้ ชี้แนะ แนะนำ เกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้
1) บทบาท หน้าที่ของสถานในการพัฒนาเด็ก
2) แนวนโยบาย และแนวการจัดการเรียนการสอน หรือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็ก
3) บทบาท หน้าที่ของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่บ้านอย่างเหมาะสม
4) บทบาทหน้าของผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนหรือครูในการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่โรงเรียน
เมื่อทั้งครูและผู้ปกครองเกิดความเข้าใจ เข้าถึงซึ่งกันและกัน และต่างฝ่ายต่างได้รับการการพัฒนา ก็จะนำไปสู่การทำงานร่วมกันด้วยความสำเร็จอย่างเหมาะสมในบริบทของชนเผ่าซึ่งมีความหลากหลายอย่างยิ่ง
3.3 ครู ผู้ปกครองร่วมมือกันพัฒนาเด็ก เมื่อครูและผู้ปกครองต่างมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนแล้ว ก็จะก่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกันในการอบรมเลี้ยงดู และพัฒนาการจัดการเรียนรู้แก่เด็กในทุกด้าน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2548). หลักเข้าใจ
เข้าถึงพัฒนาของพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัว. [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://www.socialwarning.m – society.go.th.(9 กันยายน
2551)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2548).
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: บริษัท พี.เอ็น.เคแอนด์ สกายพริ๊นติ้ง
จำกัด.
ครูสอนปฐมวัยค่ะ ยินดีที่ได้เจอเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กวัยนี้ มีอะไรดีก็โพตอีกนะคะ จะคอยติดตามค่ะ
ลักษณะครูปฐมวัยที่ดีที่ควรมีมีอะไรบ้างค่ะ ช่วยหนูหาคำตอบหน่อยนะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
สวัสดีค่ะทำอย่างไรถึงจะได้ผ่าน สมศ.คะ อยากทำให้ดีที่สุดค่ะ กรุณาช่วยตอบหน่อยนะคะ
ทำอย่างไรจะผ่าน สมศ. ขอตอบว่า หากเป็นระดับปฐมวัย ให้ไปศึกษาเอกสารชื่อ การนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยลงสู่การปฏิบัติก็พอเป็นแนวทางได้ว่าแต่ละมาตรฐานควรมีเอกสารหลักฐานอะไรบ้าง แต่หากเป็นรอบสามต้องรอให้มาตรฐานแน่นอนก่อน แต่ก็คงไม่ไกลไปจากรอบสอง คงเปลี่ยนจุดเน้นเท่านั้น เช่น เน้นเด็กมากขึ้น เป็นต้น ยังไงวันหลังจะนำแนวทางมาแบ่งปันครับ คอยติดตามแล้วกัน
หนูต้องรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะเรื่องการเตรียมตัวรับการประเมินจากสมศ. บ้าง
ฝากกราบสวัสดีแม่จินด้วยค่ะ