คนทุกคนมีคุณค่าต่อองค์กร จึงควรซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ภักดีต่อแผ่นดิน

                     

ลูกน้องไม่อยากได้
เจ้านายไม่อยากเห็น

     ผู้เขียนไม่นิยมที่จะเรียกเพื่อนร่วมงานว่านายกับลูกน้อง เพราะดูเหมือนเป็นการแยกฝ่ายแยกขั้ว อยากอยู่แบบพี่น้องที่ประคับประคองเกื้อกูล ร่วมมือกันทำงานร่วมกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ การทำงานประสานกันอย่างเข้าใจในบทบาทหน้าที่ คงจะทำให้การทำงานลื่นไหลไปตามเป้าหมาย ที่จั่วหัวเรื่องมีคำว่าลูกน้องกับนายก็เพราะอยากให้เรื่องเกิดความคล้องจอง การหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาเขียนคงเป็นเพราะผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อมาจากตลาดคลองถม เขานำมาขายเลหลังราคาถูกมากๆ เขียนโดยท่านประสาน  มฤคพิทักษ์ ชื่อหนังสือชีวิตลิขิตได้  พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ ท่านได้กล่าวถึงพฤติกรรมที่ควรพัฒนาของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งฝ่ายต่างก็ไม่ชอบพฤติกรรมดังกล่าว มาลองร่วมกันวิเคราะห์ดูนะครับ เพื่อจะได้นำไปปรับเปลี่ยนตนเองให้ถูกใจกันและกันครับ

พฤติกรรมของผู้บริหารที่สร้างปัญหาให้ผู้ร่วมงานไม่อยากร่วมงานด้วย

        ประสาน  มฤคพิทักษ์ (๒๕๓๒ : ๙๓ – ๙๔) ได้กล่าวถึง แปดพฤติกรรม ที่จะนำพาให้องค์กรรอดยาก คือ กำแพงขวางกั้น  ผลักดันจนมุม  มะงุมมะงาหรา  ตามแต่ชะตากรรม  มุ่งต่ำเกินไป ตั้งใจไว้เกิน  เมินมองบทบาท  ขาดแคลนเครื่องมือ
        ๑. กำแพงขวางกั้น คือ พฤติกรรมของนายที่เก็บตัว ทำตัวให้ยากที่ลูกน้องจะพบได้ ทั้งที่อยู่ใกล้แค่ฝาห้องกั้น แต่ดูเหมือนไกลกันสุดกู่
        ๒. ผลักดันจนมุม ลูกน้องพลาดไม่ได้ ผิดบกพร่องนิดหน่อยก็ก็ตำหนิรุนแรง สร้างแรงกดดันจนลูกน้องอึดอัด
       ๓. มะงุมมะงาหรา จะให้ลูกน้องทำอะไร ก็ไม่บอกให้ชัด ไม่ตั้งมาตรฐาน ให้ลูกลูกน้องนั่งเทียนคิดเอง
       ๔. ตามแต่ชะตากรรม คือมอบงานแล้วไม่ติดตาม จะได้ผลก็ช่าง ไม่ได้ผลก็ไม่ไยดี ติดขัดก็ไม่สนใจช่วยเหลือ
       ๕. มุ่งต่ำเกินไป ลูกน้องมีความสามารถสูง แต่ให้ทำงานพื้นๆ ธรรมดา ๆ ที่อาศัยคนระดับล่างกว่านี้ไปทำได้
       ๖. ตั้งใจไว้เกิน คือ ตั้งมาตรฐานสูงเกินไปนั่นเอง ให้แบกหนักเกินกำลัง ที่มนุษย์ธรรมดาจะไปทำได้
      ๗. เมินมองบทบาท คือ นายที่มองไม่เห็นค่าของลูกน้อง ไม่เคนถามไถ่ ยกย่องชมเชย ไม่เคยออกจากห้องมาดูแลความเหน็ดเหนื่อยของลูกน้อง
      ๘. ขาดแคลนเครื่องมือ คือนายขี้เหนียว ไม่จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานให้ลูกน้อง

 

ผู้ปฏิบัติงานที่ถ่วงความเจริญขององค์กร ที่เจ้านายไม่อยากเห็น
      

       ประสาน  มฤคพิทักษ์ (๒๕๓๒ : ๙๐ – ๙๑) ได้กล่าวถึงคน ๑๐ ประเภทที่ขัดขวางความเจริญขององค์กร คือ  เรือเกลือ  เบื่องาน  ผลาญเวลา  บ้าหอบฟาง  ทิ้งกลางคัน  ฉันไม่เกี่ยว  เขี้ยวลากดิน  ช่างนินทา  พาเพื่อนเสีย  เสียเจ้านาย
      ๑.  เรือเกลือ คือ  คนที่ทำงานประเภทไม่ผลักไม่เดิน  ไม่ลากไม่ไป
      ๒.  พวกเบื่องาน คือ  ตื่นเช้าวันจันทร์ขึ้นมาแล้วรำพึงกับตนเองว่า  เป็นเวรเป็นกรรมอะไรอีกแล้ว  หยุดได้วันเดียว  ต้องไปทำงานอีกแล้วหรือนี่
     ๓.  พวกผลาญเวลา คือ  ชอบโทรศัพท์ส่วนตัวนาน  ในลิ้นชักมีถุงมะยมดอง  และก่อนเลิกงานเป็นชั่วโมงก็ต้องแต่งหน้าทาปาก  คว้ากระเป๋าเตรียมกลับบ้านแล้ว
     ๔.  พวกบ้าหอบฟาง คือ  มักหอบแฟ้มเป็นตั้งหวังจะเอาไปทำงานต่อที่บ้าน  ไปถึงบ้านจริงก็ไม่ได้ทำ  หอบแฟ้มเดิมนั้นเองกลับมาที่ทำงานอีก
     ๕.  ทิ้งกลางคัน คือ  พวกนี้ไม่เคยทำงานอะไรให้เสร็จสิ้นจบกระบวนการทำไปได้ครึ่งเดียว  โยนงานกลับคืนมาให้เจ้านายทำต่อ
     ๖.  พวกฉันไม่เกี่ยว คือ  เป็นคนไม่สนใจใคร  ทำงานของตัวเองคนเดียว  ใครให้ช่วยอะไรไม่ยอมทั้งนั้น 
     ๗.  พวกเขี้ยวลากดิน คือ  พวกนี้มักอยู่นาน  ความเก่าทำให้กร่าง  และมีชั้นเชิงในการเอาเปรียบผู้อื่น
     ๘.  พวกช่างนินทา คือ  พวกนี้เกิดมาเพื่อระรานผู้อื่นด้วยวาจา  หารู้ไม่ว่า 
ที่จริงนั้นคือการระรานตนเอง
     ๙.  พวกพาเพื่อนเสีย คือ  คนพวกนี้นอกจากตัวเองแย่แล้ว  ยังเป็นมลภาวะให้คนอื่นแย่ตามตนเองด้วย
     ๑๐. พวกเลียเจ้านาย  ก็สอพลอนั่นเองครับ  ด้วยคำพูด  ด้วยวัตถุ  เพื่อสร้างความพอใจเฉพาะตัว  ไม่ได้อาศัยการทำงานไปทำให้เจ้านายรัก


     ผู้เขียนเชื่อว่าการทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างมาตามพรมลิขิต ต่างเลือกนายเลือกลูกน้องไม่ได้ พฤติกรรมที่เป็นลบดังกล่าวใช่ว่าจะกล่าวหากันและกัน แต่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหลีกเลี่ยงกระทำดังกล่าว เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงมีทางออกในใจแล้ว



เอกสารอ้างอิง
     ประสาน  มฤคพิทักษ์. ร้อยใจให้งาน.กรุงเทพฯ : เจเพลท,๒๕๓๒