ผมกลับมาอยู่บ้านที่ดอยมูเซอนานต่อเนื่องเกือบจะสองสัปดาห์แล้ว

      เหตุผลหลักก็คือดูแลการก่อสร้าง de’ Musoi Cottage & Local Life ซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการก่อสร้าง เป็นเพราะต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่อง และไม่อยากให้ de’ Musoi ผิดเพี้ยนไปจากความตั้งใจ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในยามที่ผมไม่อยู่ ผมจึงไม่ยอมละไปไหน แม้จะต้องจากลูกและเมียมานานมาก   

      เหตุผลหลักทำให้ผมได้มีโอกาสดูแลพ่อและแม่ในคราวเดียวกันด้วย และดูเหมือนว่าจะให้ความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ในยามที่ได้ดูแล เมื่อทั้งพ่อและแม่ย่างเข้าสู่ผู้สูงวัย 

      นอกจากดูแลบ้านและซักเสื้อผ้าให้แล้ว การทำกับข้าวมื้อเย็นของทุกวันเป็นสิ่งที่ผมกระทำไม่เคยขาดตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่บ้าน

      ดูเหมือนจะมีเพียงวันเดียวที่เว้นไป คือวันที่ผมนั่งกินมื้อเย็นอยู่ที่แซ่บนัว จ.ขอนแก่น เมื่อคราวไปร่วมงานจิตอาสา ที่ จ.หนองคาย วันก่อนหน้านั้นทำกับข้าวเสร็จก็โดดขึ้นรถคนงานเพื่อไปต่อรถในตัวเมือง...

 

      ผมเริ่มทำกับข้าวตั้งแต่อยู่ประถมศึกษา ช่วงนั้นครอบครัวเราค่อนข้างยากลำบาก พ่อแม่เป็นลูกจ้างประจำ รายได้จากเงินเดือนไม่พอที่จะส่งควาย เอ้ย! ลูกทั้ง ๓ เรียนในโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดของจังหวัด แม้ว่าจะเบิกค่าเล่าเรียนได้

      บ่อยครั้งที่พ่อกับแม่ต้องออกบ้านแต่เช้ามืด ไปทำงานก่อนที่จะกลับมาทำงานที่ทำงานประจำ และเย็นหลังเลิกงานประจำก็ออกไปทำงานกว่าจะกลับเข้าบ้านก็มืดค่ำ

      ในฐานะพี่ชายคนโต ภารกิจการหุงหาทำอาหารของบ้านจึงตกเป็นของผมโดยปริยาย

      คุณสมบัติเหล่านี้ ในวงเหล้าผมมักถูกมอบหมายให้เป็นผู้ทำกับแกล้ม เมื่อคราวที่ผมไปพเนจรอยู่ในชุมชนชาวนา ที่บ้านกร่าง จ.พิษณุโลก

      เมียผมเคยบอกกับอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเพื่อตอบคำถามว่าผมมีดีอะไร ?

      “ทำกับข้าวเก่ง !” เมียผมตอบไปอย่างนั้น !!!

 

      อยู่บ้านที่กรุงเทพฯ แม่ยายผมจะเป็นคนหลักในการจัดแจงอาหารการกิน ทำบ้าง ซื้อบ้างตามโอกาส และสำหรับผมหากมีเวลาและนึกครึ้มอกครึ้มใจก็จะเข้าครัวทำอาหารบ้าง

      การทำอาหารเป็นครั้งคราวตามใจนึกอยาก มิใช่เรื่องยุ่งยากอะไร อย่างน้อยก็ไม่ยุ่งยากดังเช่นที่ผมต้องทำทุกมื้อเย็นเมื่อยามกลับมาบ้านที่ดอยมูเซอ

      ที่ว่ายุ่งยาก ก็คือ วันนี้กรูจะทำอะไรดีหว่า...

      การทำกับข้าวที่บ้าน ผมมีเงื่อนไขจำเป็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ทั้งพ่อและแม่เริ่มเข้าสู่ผู้สูงวัย ควรจะได้กินอาหารที่ไม่เป็นพิษภัยต่อร่างกาย

      เพราะเงื่อนไขที่ว่ามา บรรดากับข้าวที่ผมทำจึงไม่ใช้สารปรุงรสใด ๆ น้ำปลาก็ยังอุตสาห์เลือกที่ไม่ใส่ผงชูรส นอกจากนั้นก็ยังพยายามเน้นพืชผักสด ๆ จากในพื้นที่ ซึ่งมีบานตะไท

      ราวสามสี่วันผมจะลงมาในเมืองสักคราวหนึ่ง หลังเสร็จธุระปะปังก็จะซื้ออาหารสดประเภทหมู ปลาและไก่ ไปตุนไว้จำนวนหนึ่ง ส่วนพืชผักผมอุดหนุนชาวบ้านที่ตลาดมูเซอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน

      การทำกับข้าวโดยมากผมจะทำมื้อเย็น แม่ผมจะทำมื้อเช้า กับข้าวมื้อเช้านี่จะอยู่ไปถึงมื้อกลางวันด้วย

      ผมเริ่มต้นหุงข้าว ทำกับข้าวราวสี่โมงครึ่ง (๑๖.๓๐ น.) ไปแล้วเสร็จราวเกือบหกโมงเย็น

      กับข้าวในแต่ละมื้อจะประกอบไปด้วย น้ำพริกผักต้ม ซึ่งถือเป็นอาหารยืนพื้นทุกมื้อ บางวันเป็นน้ำพริกกระปิ บางวันเป็นน้ำพริกปลาย่าง มีอาหารจำพวกต้มหรือแกงหนึ่งอย่าง มีอาหารจำพวกผัดหรือทอดอีกหนึ่งอย่าง

      ผมพยายามมิให้อาหารหมุนเวียนกลับมาซ้ำในระยะเวลาอันใกล้ เพราะเหตุนี้มันจึงทำให้ผมหมดมุข และนี่คือรายการอาหารที่หมุนเวียนในระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

      ผักต้มกินกับน้ำพริก ได้แก่ ลูกและยอดฟักแม้ว ยอดชะอม กล่ำปลี แขนงกล่ำปลี ผักกูด ผักหนาม ลูกเนียง ฯลฯ

      ประเภทต้ม-แกง ได้แก่ แกงผักกาด ต้มจืดยอด-ลูกฟักแม้ว แกงเห็ดกระด้าง แกงลูกฟักแม้ว แกงมะเขือพวง แกงคั่วลูกเนียง ต้มยำปลากระป๋อง ฯลฯ

      ประเภทตุ๋น-ผัด-ทอด ได้แก่ ไข่ตุ๋นเต้าหู้ กล่ำปลีผัดน้ำปลา แขนงไฟแดง ยอดมะระไฟแดง ผักกูดผัดกะปิ ผัดเผ็ดลูกฟักแม้ว ป๋วยเล้งผัดน้ำมันหอย ปลาจีนแดดเดียวทอด ปลาทูทอด (วันที่มีน้ำพริกกะปิ) ไข่เจียวหมูสับหรือแหนม ชะอมชุบไข่ทอด ฯลฯ

      นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาทำกับข้าวแล้ว ยังนึกไม่ออกเลยครับว่าจะทำอะไร

      โปรดแนะนำผมที

 

      ...

 

      ทิ้งท้ายครับ...

      การทำอาหารต่อเนื่องกันเกือบสองสัปดาห์ผมก็ได้เรียนรู้มากขึ้น และก็พอจะเข้าใจว่าทำไม “ทุนนิยม” จึงไม่ค่อยชอบให้คนทำอาหารกินเองที่บ้าน

      ผมไม่แน่ใจว่าว่าหากแถวบ้านผมมีอาหารสำเร็จรูปขาย และพอจะมั่นใจว่าปลอดภัย ผมจะยังทำกับข้าวเองอยู่หรือไม่