/เห็นข้อความเตือนใจ เลยถ่ายภาพมาให้ดู อยู่ในศาลาแก้วกู่คะ ต้นทางเข้าศาลา ตามจริงสถานที่นี้ไม่ใช่ที่เราเริ่มต้นไปเที่ยวกัน ไปหลายแห่งมาแล้ว เอามาขึ้นที่หนึ่งเลย   น้องนางบอกว่า  "พี่สุ ถ้าพี่สุไม่ได้ไปที่นี่ จะเสียเที่ยว" จะเหมือนกับว่าพี่สุไม่ได้มาเที่ยวหนองคายเลย  ซึ่งวันที่  8  พฤษภาคม 53 เป็นวันที่ผู้เขียน มาถึงก่อนเพื่อนจิตอาสาคนอื่นๆ   ตั้งแต่เช้า ประมาณว่า 4 โมงเช้า  น้องนางขับรถมารับผู้เขียน ที่ศาลากลางเก่า เพราะผู้เขียน ขับรถมาจอดกึก ที่ศาลากลาง  แล้วไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อดี เพราะศาลามันทางตันแล้ว 

โทรหาน้องนาง  พอน้องนาง ได้รับโทรศัพท์ กลัวผู้เขียนรอนานรีบมาทันที   น้องเขาบอกว่า "พึ่งอาบน้ำเสร็จ ผมก็ไม่ได้หวี แป้งก็ไม่ได้ทา  จับได้ชุดง่ายๆมาเลย " น้องนางรีบมาโดยขับรถกระบะ มาหาผู้เขียนที่ ศาลากลาง  เผอิญว่าศาลากลาง มีด้านหน้าด้านหลัง  มาถึงแล้วก็หากันไม่เจออีก  เพราะคนหนึ่งอยู่ด้านหน้า คนหนึ่งอยู่ด้านหลัง ในที่สุดก็พบกัน  น้องนางเอารถจอดไว้ที่ศาลากลาง  ขึ้นนั่งรถกับผู้เขียน บอกว่าจะพาไปทานอาหาร และท่องเที่ยว ท่าเสด็จก่อน  ที่อยู่ใกล้บริเวณนี้หละ  ซักครู่หนึ่งมีโทรศัพท์ จากสามีน้องนางมา บอกว่า "ทำไมไม่เอาเก๋งไปรับจิตอาสา" เพราะแอร์เย็นดี  น้องนางเลยบอกสามีว่า "ไม่ต้องห่วง" ไปเที่ยวกับรถจิตอาสา มีแอร์อยู่  สามีถาม "รถกระบะจอดที่ไหน "จะเอาเก๋งมาเปลี่ยนให้"  ไม่ต้องคะ " ผู้เขียนฟังการสนทนาแล้ว  มีความรู้สึก ประทับใจในความห่วงใยของสามี  ด้วยสามีน้องนาง ก็มีความเป็นห่วงแขกน้องนางเหมือนกัน  เพราะเห็นน้องนางคงรีบร้อน  ได้หน้าลืมหลัง  น่ารักจังคะ

ภาพนี้ อาจไม่สวย เพราะถ่ายจากภาพถ่ายทีหนึ่ง ที่นำเสนอก็เพราะอยากให้รู้ว่า ที่นี่เขาทำมาหากินอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือพอนักท่องเที่ยว เดินผ่านเข้าประตู  เสียค่าผ่าน คนละ 20 บาท จะมีตากล้องเข้ามาถ่ายรูปเราเลย โดยไม่ต้องถามว่า จะถ่ายรูปหรือเปล่า เขาจะถ่ายรูปเราไปซ้อนกับรูปปางกู่ทั้งหลายดังภาพ  พอเราเดินท่องเที่ยวตอนจะขาออก  เขาจะเรียกเราไปดูภาพ  เขาคงไม่คิดว่า เราก็ถือกล้อง และพร้อมที่จะตกแต่งได้เหมือนเขา ผู้เขียนเห็นตอนแรกก็ไม่อยากซื้อหรอกคะ  แต่เอาเถอะ ตัดสินใจ มันคงเป็นอาชีพของเขา เขาถ่ายไว้แล้ว ถ้าไม่เอาก็คือเอาทิ้ง หรือไม่ก็วางโชว์ไว้ เราสงสารตัวเราที่จะมาวางโชว์ เหมือนเราไม่มีความหมาย เลยตัดสินใจซื้อคะ รู้ไหมคะ พร้อมกรอบ ขนาด ฟุต ต่อ ฟุต ราคา 120 บาท  เลยตัดใจซื้อคะ แพงกว่าปกติคะ รูปนี้ ถ้าของจริง สีเสื้อส้ม พร้อมร่มแดง ก็จ๊าบดีคะ สวยด้วยสีสดใส ที่นำมาไม่สวย เพราะถ่ายภาพสะท้อนกระจกคะ ว่าจะไม่เอาแล้วเชียว มองหน้าคนขาย เฮ่อ! ถือว่าทำบุญ สงสาร

/รถคู่ชีพ ที่เห็นคนขับไม่ใช่เจ้าของขับนะคะ น้องนางคะ เป็นคนขับ ทำไมให้น้องนางขับ  ประตูบ้าน เล็ก ถนนแคบ ผู้เขียนไม่ค่อยถนัด น้องนางกำลังจะเอารถเข้าไปในบ้านน้องนาง  เขามีทักษะ บ้านของเขานี่คะ และขับเก๋งเข้าบ้านทุกวัน ไม่มีชนรั้ว หรือตกขอบถนนคะ เห็นน้องนางขับรถกวนๆแบบนี้ ก็น่ารักดีนะ มิน่าเราขับรถคันนี้ไปไหน คนก็มอง รถน่ารัก ไม่ใช่คนน่ารัก มีคนมาถามซื้ออีก

เข้าไปนั่งชมบรรยากาศหน้าบ้านน้องนาง  ที่เห็นอ่างน้ำใสๆ  มีเต่าหินต้นไม้ประดับสระ ตามจริงภาพด้านซ้ายมือ เห็นแต่ต้นไม้ มีน้ำตกไหลรินใสๆคะ เสียงจ็อกๆๆๆ แต่ในภาพเห็นแต่ต้นไม้เขียวขจีคะ น้ำตกใสไปคะ

ทำไมนำสนอภาพนี้  ผู้เขียนอยากหัวเราะและก็นึกขำคะ  บ้านนี้เลี้ยงปลา ไว้ดูเล่น สังเกตให้ดี จะเห็นปลาช่อน เต็มบ่อ ไปหมด 100 กว่าตัว  นั่งสังเกต ปลาตัวเล็กๆปลาลูกครอกปลาช่อน ก็เต็มไปหมด ลอยเต็มเหมือนลูกอ๊อด แต่เป็นลูกปลา  เอ้าทำไมเอาปลาแบบนี้มาเลี้ยง เลี้ยงไว้บริโภคตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือ  น้องนางหัวเราะ ไม่ช่าย.... พี่สุก็ " แต่ก่อนเลี้ยงปลาไว้ดูเล่นราคาแพง ปลาคราบ ปลาคราบ"  ผู้เขียนเลยถาม เอ้า!แล้วปลาคราบไปไหนหมด

"น้องนางเล่าว่า" ครั้งหนึ่งปีก่อนๆๆ น้ำท่วมหนองคาย ไหลพัดปลาคราบที่เลี้ยงไว้ หายไปกับสายน้ำหมดเกลี้ยง  ไม่มีเหลือซักตัว หมดเงินไปหลาย เพราะปลาคราบมันแพง แต่พอน้ำแห้งลง ปลาช่อนไหลมาจากไหนไม่รู้หลายตัว  คงมาจากน้ำโขงพัดเข้ามา  มาอยู่แทน

นับตั้งแต่นั้นมา ก็เลยปล่อยให้ปลาช่อนอยู่แทน  โดยเอาหัวอาหารปลาคราบนั้นแหละ ให้กิน  ผู้เขียนถามน้องนางว่า เอาไปบริโภคสักครั้งยัง  น้องนางบอก "ไม่เคย"  เลี้ยงไว้ก็สงสาร เอากระป๋องเคาะข้างอ่างน้ำ  มันจะลอยมาเป็นฝูงเลย  แสดงว่าเจ้าของผู้เลี้ยง จะมาหว่านอาหารแล้ว  ลองดู  ที่ถ่ายรูปได้ นี่น้องนางก็เริ่มเคาะ  เพื่อที่จะเรียกให้มันมารวมกัน ให้ผู้เขียนดูว่า มันไม่น้อยเลย ทึ่งๆๆๆ

ขณะที่เคาะนั้น บางตัวก็กระโดดขึ้นมาริ่งโรจน์ใจ ได้เวลากินเหยื่อ ปลาเอ้ย!ปลาแต่จากการสังเกต ปลาช่อนเลี้ยง กึ่งธรรมชาติ กึ่งให้หัวอาหาร มันตัวไม่โต บอบบาง  ตัวเล็ก ไม่มีใหญ่ขนาดเท่าแขน  มีแต่ตัวเท่าที่เห็น มันขยายพันธ์กันได้

/ภาพที่กู่แก้ว พยายามเก็บภาพให้ได้มากที่สุด  แต่ก็เบรคไว้ เพราะกลัวแบตเตอรี่กล้องหมด ไม่ได้เอาที่ชาตร์ทแบตมา  เดี๋ยวงานใหญ่พรุ่งนี้จะไม่ได้เก็บบรรยากาศกันถ้าแบตหมด   ที่ถ่ายนี้ยังไม่หมดนะคะ  และทุกภาพปั้นปฏิมากรรม จะเขียนเรื่องราว ประกอบไว้ด้วย ว่ารูปปั้นนี้มีความหมายว่าอย่างไร

ก็คงจะเป็นตั้งแต่พระพุทธเจ้า ประสูตร  อภิเษก  ออกบวช  มีมารผจญต่างๆ แล้วก็เป็นรูปปั้นเล่าเรื่องนิทานปรำปรา  คติเตือนใจต่างๆๆๆ 

ผู้เขียนตลึง ในรูปปั้นแต่ละรูป  พยายามจะทำให้ใหญ่ ถ้าคนก็เท่าคน ทุกรูปปั้นมีเรื่องราว  แต่วันนั้น อากาศร้อนมากคะ เหงื่อตกไปตามๆกัน ระหว่างน้องนางกับผู้เขียน  เราทั้งสองมีร่มกาง  ร่มผู้เขียนนำมาถือ ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยบันเทา ของความร้อนแรงแห่งแสงแดดได้เลย  น้องนางถือพัดลมมือถือ พัดตลอด

/น้องนางเห็นดอกเข็มขึ้นหนา สวยด้วย แปลกนะคะ ดอกเข็มจะว่าออกสีแดงก็ไม่ใช่ เป็นแดงผสมขาวคะ  ผู้เขียนก้มลงดูใกล้ๆๆ แปลกนะคะ สองสีในดอกเดียวกัน แล้วก็มีเงา ชมพูแซม ว่าไป ว่าไป  ใครตาไม่ดี ไม่นั่งสังเกตไม่เห็น

รูปปั้นกัญหาชารี ชูชกขอไปเลี้ยงแล้ว ทุกเรื่องเป็นนิทาน คล้ายประวัติพระพุทธเจ้า ในแต่ละชาติคะ  เรื่องราวมากมายที่จะได้อ่านเรียนรู้  แต่สาหัสอากาศมันร้อนแดด ผู้เขียนไม่สนและไม่สามารถอ่านได้หมดคะ ขอเก็บภาพ อย่างเดียว ถ้ามีเวลา และอากาศเย็นๆๆๆ จะอ่านอย่างละเอียดเลยคะ แต่คิดว่า ถ้าใครสนใจจริงๆๆๆ ว่าแต่ละรูปปั้น มีเรื่องราวอย่างไร ในเว็บคงมีคะ

/ผู้เขียนตามเก็บรูปภาพ ท่านผู้อ่านคะ สะออน และออนซอนเด้  นั่นคือภาษาอีสาน ถ้าเป็นภาษากลาง อะไรจะสื่อได้สะใจ เท่าภาษาอีสาน  คักๆๆๆๆๆหลาย 

/คนผู้ได๋  เอาเวลาได๋ มาปั้นได้กะด้อกะเดี้ย  ภาษากลางก็คือ  ประหลาดใจจริงๆๆ  ที่คนปั้นสามารถปั้น ปฏิมากรรมได้มากมาย และมีแต่รูปใหญ่ๆทั้งนั้น บางรูป สูงใหญ่กว่าคน ดูแล้วทึ่ง  ถ้าฝรั่งมาเที่ยว  เขาก็คงจะทึ่งเหมือนกัน และดูจากรูปปั้น  แม้เขาพึ่งทำเสร็จ แต่เขาก็แต่งรูปปั้น ให้ดูเหมือน นมนานมาแล้วคะ  ดูทึ่งและประหลาดใจคะ รู้สึกรูปปั้นเหล่านี้ มีอายุมาเป็น ร้อยๆๆๆปีทีเดียวคะ

น้องนางเล่าว่า คนที่มาปั้น ไม่ใชนักบวช เป็นญาติโยมคนธรรมดาทั่วไป มีพื่นที่กว้างขวาง ไม่รู้จะทำหรือใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง  แล้วคนคนนี้ชอบการปั้นมากคะ  ตอนแรกทำคนเดียว  นานๆๆไป เริ่มมีคนเห็นความสำคัญ เลช่วยกันและสนับสนุน ใครมีฝีมือ มาช่วยปั้น  โดยไม่มีทางการมาช่วยเหลือ ในที่สุด ตอนนี้คนเริ่มต้นปั้น  จากไปนานแล้ว ทิ้งปฏิมากรรมไว้เป็นมรดกชาวหนองคาย ได้อ้าง คนต่างแดน และนักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสมาชมผลงาน และมีผู้มาต่อยอดปั้นต่อไป  ป่านี้ก็เลยเป็นกู่ เป็นป่า  ที่มีแต่รูปปั้น  เต็มพื้นที่ไปหมด รูปแต่ละรูปก็ไม่ซ้ำแบบกัน  บางรูปปั้น สูงมากเลยคะ  ใช้เวลานานไหมหนอ ที่ปั้นนี่คะ

/นี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง วัดโพธิ์ชัย ที่ประทับของหลวงพ่อไส พระคู่บ้านคู่เมือง

อีกภาพอยู่ริมโขง กับพระธาตุหล้าหนอง  พากันพักร้อน  ไหว้พระอธิษฐาน ถ่ายรูปกับรถคู่ชีพ กับเพื่อนที่รู้ใจ  ไปได้ทุกที่ ขอแต่ให้รู้เส้นทาง

/โอย...มีรูปซ้ำ ผู้เขียนสับสน ลืมเปลี่ยนภาพ ดารา 2 คน ขึ้นปกอีกแล้ว ตอนนี้มากราบไหว้ พระธาตุหล้าหนอง ใหญ่และสวยงามมาก และคงมีตำนาน  น้องนางว่า พี่สุ ถ้าอยากได้ภาพสวย เอาท้องฟ้าด้วยนะ เออ! สวยจริงๆๆด้วย มีกล้องแต่ถ่ายไม่มีศิลป์  ภาพได้มากมาย แต่หาภาพถ่ายเป็นไม่มี คงต้องเรียนรู้และฝึกถ่ายภาพให้ก่งคะ  แม้แต่กล้อง ยังใช้ไม่เป็นเลย รู้แต่ว่ากดตรงนี้แล้วจะได้ภาพ 

/ท่านผู้อ่านคะ กราบไหว้ ขอให้พระคุ้มครอง พระธาตุหล้าหนอง คงมีตำนานคะ

และที่ถ่ายให้เห็น พระธาตุกลางน้ำคะ  ถ้าน้ำไม่ลด ก็จะไม่ได้เห็นกันคะ เป็นพระธาตุที่เห็นแต่ฐาน หงายขึ้นมา  ในอดีตคงใหญ่มาก แต่กระแสน้ำได้ท่วมและพัดพา มาให้อยู่ในลักษณะนี้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกันคะ เก่าแก่ด้วยคะ

ท่านผู้อ่านคะ ท่านมองไปฝั่งตรงกันข้ามเป็นประเทศลาวนะคะ ดูน้ำโขงตื้นเขิน สามารถเดินลุยข้ามแดนไปได้คะ  ที่แลเห็นดำทะมึน อยู่กลางโขงที่ไม่มีน้ำ และตื้นเขิน นั้นคือ ประเทศลาว  กำลังดูดทรายไปไว้ก่อสร้างบ้านคะ ต่อไปบ้านจะมีแต่ตึกรามบ้านช่อง คะ เดี๋ยวนี้ลาวพัฒนาไปมากเลยคะ มองไปตรงข้าม เห็นต้นหางนกยูงสีแดง เขาปลูกริมถนน ถ้าเป็นขอนแก่น เขาก็ปลูกต้นดอกคูณริมถนน ประมาณนั้นคะ ถนนคงเป็นถนนคอนกรีต แล้ว ไม่มีฝุ่นแล้ว

/ท่าเสด็จคะ น้องนางเล่าเรื่องราวทุกที่ ที่พาไป แต่ผู้เขียนฟังจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็เออ ๆ อือ ๆร้อนคะ ด้วยผู้เขียนคิดว่า รายละเอียดคงหาอ่านในเว็บได้

/เขาสร้างบรรยากาศเหมือนอยู่ในยุค ดึกดำบรรพ์คะ  ของที่มาจัดฉากให้ดูเก๋ากึ๊กก็สรรหามา  รู้ไหมคะ มีคนเขามารับจ้างถ่ายรูป พร้อมขายโปสการ์ด จัดฉากสร้างสถานที่ ถ่ายรูปให้  เขาจัดฉากไว้ คือใครไม่มีกล้อง เขาจัดให้ เสียเงินคะ

/พอดีก็เลยได้ คนรับจ้างถ่ายรูป มาให้เขาถ่ายให้คะ ถึงได้ภาพ 2 สิงห์ยืนคู่กัน

/หนองคายจ๋า ประเทศไทยจ๊ะ  ที่ท่าเสด็จ  จะร้อนไปถึงไหน หยาดเหงื่อไหลหยดย้อย สำหรับเสื้อผู้เขียน ถ้าถอดออกมาแล้วปั้นเหงื่อ คงจะได้หลายลิตรทีเดียว ดูสภาพน้องนาง ผู้เขียนก็เป็นคะ สภาพเหงื่อไหลไคลย้อย พากันไปกระจายรายได้คะ  ได้ซื้อกางเกงวัยรุ่นสีดำคนละตัวคะ พอดีใส่ในงานจิตอาสาได้เลยคะ  มองดูน้ำโขงก็เหลือน้อยๆ ไม่เช่นนั้น จะพาลงไปแช่น้ำโขง  ซักชั่วโมง พอให้คลายร้อนคะ  น่าสงสารเหมือนลูกแมวตกน้ำ ร้อนๆคะพี่สุ โอยๆ

/แถวท่าเสด็จ ถ่ายเอาบรรยากาศ ข้างหลังไกลๆๆ มองไม่ค่อยเห็น เป็นสะพานมิตรภาพไทยลาว ถ่ายภาพเดิมหลายๆครั้ง ด้วยพึ่งเริ่มจะเปิดกล้อง ภาพนี้เป็นภาพแรกที่จะเริ่มผจญภัย ท่องเที่ยว น้องนางพาไปทานแหนมเนือง และยำหมูยอคะ  ก่อนถ่ายรูปน้องนางบอกว่า  พี่สุ น้องนางยังไม่ได้ทาแป้งเลยนะ ก็เลยซับๆๆๆๆ ถ่ายรูปจากกระจกคะ ได้รูปตนเองด้วย  ภาพนี้หละ จะพากันเริ่มตลุยแล้วคะ  ถ่ายบรรยากาศร้านแหนมเนืองคะ คนมาทานก็แยะ ลูกน้องบริการก็มาก

แหนมเนือง อาหารขึ้นชื่อ ของคนหนองคาย เป็นของฝากของต้อนคะ แล้วก็สั่งยำหมูยอมาลิ้มลอง  เพราะหมูยอ ก็ขึ้นชื่อเช่นกัน

ผู้เขียนได้ถามน้องนางว่า  กินแหนมเนืองให้อร่อย กินอย่างไร  นั่นแหละคะ น้องนางกำลังสาธิต ทำแบบนี้นะพี่สุ มันถึงจะอร่อย  อืม  อืม อร่อยจริงๆด้วย

นี่เป็นภาพแรก แห่งการเริ่มต้นท่องเที่ยวนะคะ แต่มาอยู่สุดท้ายเลย

นี่เป็นเหตุการณ์วันแรก คือวันที่ 8 พฤษภาคม 53 ผู้เขียนได้ถือโอกาสท่องเที่ยวเสียจนทะลุปรุโปร่ง  แต่หาคำบรรยายแบบ นักเขียนไม่ได้  ก็เล่าสู่กันฟังได้แค่นี้แหละคะ

และพรุ่งนี้วันที่ 9 พฤษภาคม 53 จะเป็นวันเริ่มจิตอาสาที่โรงพยาบาลแล้วคะ

ขอขอบคุณ  น้องนาง  มณีวรรณ  ตั้งขจรศักดิ์ มากๆๆๆๆนะคะ ที่พาเที่ยวคะ

สมกับความรักคือการให้จริงๆๆๆ คะ มิตรภาพที่เห็นตัวกันเป็นๆๆคะ ไม่ลืมคะ

พี่น้องที่รักทุกๆท่านคะ  รายละเอียดเกี่ยวกับ สถานที่สำคัญ ที่ผู้เขียนได้ไปเยือนนี้  สามารถอานรายละเอียดความเป็นมา ความเป็นไปประวัติของสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์  ของเมืองหนองคายได้เลยที่นี่คะ

เป็นประวัติของ สถานที่ ที่ครูแป๋ม เป็นคนหนองคายได้ให้รายละเอียดพร้อมภาพที่สวยงาม  ที่ผู้เขียนบางภาพ ยังไม่ได้ถ่ายไว้เลย มาดูได้จากบล็อคนี้คะ

 1.
P
ครูแป๋ม
เมื่อ พ. 12 พฤษภาคม 2553 @ 18:11
#1994411 [ ลบ ] [ Report Abuse ]
ที่นี่ค่ะ  http://gotoknow.org/blog/everypam/352179