จากตอน “ได้กลับไปคาระวะครูคนแรกในอินเดีย”
จากหนังสือ "เราจะเดินไปไหนกัน" ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
หนูนึกย้อนในตนเอง ครูคนแรกที่สอนตอนเรียนอนุบาลชื่อ ครูจุก แต่ตอนนี้หนูจำอะไรไม่ได้แล้ว สะท้อนให้เห็นในตนเองว่า สำนึกในพระคุณครูยังน้อยนิดและต้องหมั่นบ่มเพาะ
ครูประจำชั้นที่สอนตอนป. ๑ ชื่อ คุณครูสุนันทา วงศ์โต ตอนนี้ท่านเกษียณแล้ว พึ่งเจอกันตอนงานบุญที่บ้านช่วงหลังสงกรานต์ ได้มีโอกาสคุยกับท่าน นานพอสมควรสายตาของท่านที่มองมาที่หนูเป็นความสุข สัมผัสถึงความภาคภูมิใจ หนูรู้สึกขอบพระคุณท่าน ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ครูฟังครูเมตตา หนูให้มีโอกาสให้คำแนะนำท่านเรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ คำพูดไม่กี่คำแต่เป็นความรู้สึกขอบพระคุณครูที่ให้โอกาส
และอาจารย์ที่หนูระลึกและคิดถึงท่านอยู่เสมอคือ
รศ.ดร.ตรีเพชร กาญจนภูมิ ท่านไม่ใช่เพียงเป็นอาจารย์ที่ให้วิชาความรู้เท่านั้น แต่อาจารย์เป็นเหมือน “พ่อ” ที่ให้ชีวิตใหม่กับลูกคนหนึ่ง
เมื่อใดที่ท่านเห็นว่าลูกทำในสิ่งไม่สมควร ท่านก็จะว่ากล่าวตักเตือน เมื่อใดที่ท่านเห็นว่าทำดีท่านก็ชื่นคำ คำชมที่ประทับตราตรึงในใจ จนถึงปัจจุบัน............
หนูตั้งใจทำวารสาร “สาส์นยาและสมุนไพร” ให้ความรู้ชาวบ้านโดยทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยด้านสมุนไพรที่ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศหรือวารสารวิชาการต่าง ๆ แล้วเอามาเขียนเป็นภาษาง่าย ๆ เหมือนกับเอาเรื่องยาก ๆ เอางานวิจัยที่ถูกขึ้นหิ้ง มาเขียนเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ของสมุนไพรพื้นบ้าน ข้อควรระวังและการเกิดพิษต่าง ๆ วัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านได้อ่าน ตอนนั้นตั้งใจเพียงเท่านี้ ลุกขึ้นมาทำ ทำคนเดียวเป็นบรรณาธิการเอง เขียนเอง ถ่ายเอกสารเอง ส่งแจกเอง เบิกบานที่ได้ทำ ไม่มีเงินสนับสนุน มีเพียงแรงกายและแรงใจ รู้เพียงว่า ทำโดยใช้ฐานความรู้เดิมในตนเองถ่ายทอดออกมา พอเขียนเสร็จ เอาไปให้อาจารย์ได้อ่าน และขอให้ท่านช่วยเป็นที่ปรึกษาของวารสาร ท่านอ่านเสร็จแล้ว เอ่ยมาคำหนึ่งว่า
“ไม่คิดว่าติ๋วจะเขียนได้ขนาดนี้”
พอหนูอ่านถึงตอน จากเด็กชายคนหนึ่งที่ประทับใจในความหมายของครู แล้วท่านเล่าถึง ครูพิกุล มณีโชติ หนูนึกย้อนถึงอาจารย์ผู้เป็นดั่งพ่อ คำชมเพียงคำเดียวของท่านเป็นแรงใจหล่อเลี้ยง ไม่ใช่หนูไม่เคยโดน ดุ ด่า นะคะ โดนหนักกว่าทุกคนเสียอีก ในตอนนั้นรู้สึกเสียใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง ทุกข์ ขณะที่เพื่อน ๆ ในห้อง หัวเราะสนุกสนาน เที่ยวเล่น แต่หนูนั่งซ่อมเครื่องมือ และทำงาน
แต่พอมายืน ณ จุดนี้แล้วมองกลับไป ทุกอย่างที่โดนดุ ด่า เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ท่านไม่ได้ดุ ด้วยอารมณ์ แต่อาจารย์สอนด้วยใจที่ปรารถนาให้ศิษย์ประสบความสำเร็จ
ความงามตรงนี้เอง ที่ไม่ว่าอาจารย์จะดุ จะเสียงดังขนาดไหน หนูก็ไม่เคยเลิกเรียนรู้จากท่าน ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไม ไม่ถอย หนูสัมผัสได้ถึงใจที่ปรารถนาให้ศิษย์ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ไม่ว่าท่านจะถูกใคร ๆ มองอย่างใดก็ตาม อาจารย์หาได้แคร์ เพียงลูกศิษย์ของท่านเข้าใจเท่านั้นก็พอ ท่าเดินของท่านพร้อม ๆ กับมือที่จับวารสารที่หนูเขียนและคำพูดสั้น ๆ เป็นความทรงจำเพียงไม่กี่นาที แต่เป็นนาทีที่ยิ่งใหญ่
หนังสือเล่มนี้ทำให้หนูย้อนคิดอะไรมากมาย ค่ะครู อย่างที่ครูบอก หนูไม่กล้าเขียน เพราะหนูมองเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบของตนเองสะท้อนออกมาจากการสั่นสะเทือนของอักษรในหนังสือ กราบขอบพระคุณครูค่ะ หนูจะพยายามฝึกฝนตนเองต่อไป เรียนรู้ด้วยจิตใจที่ผ่องใสเบิกบาน