Appreciative Coaching

Appreciative COACHING มาควบคู่กับ Appreciative Inquiry ครับ 

 

เหมือนกาแฟ กับน้ำร้อน ครับ มีคนถามผมว่าขอบเขตมันอยู่ที่ไหน 

 

ผมยังบอกไม่ได้ครับ 

 

เพราะแต่ละคนมีความท้าทาย มีีฝัน มีปัญหา ไม่เหมือนกัน

 

ความท้าทายที่คุณอาจถึงกับมองไม่เห็น (ราวกับตาบอด) ที่สุด คือ "ตัวคุณเอง" ครับ

.....................................................................................................

ผมกำลังกล่า ว ถึง "ความโลภ" ครับ

 

ภาษาทาง Organization Development เ ราเ รียกว่า "Self-serving" ครับ

 

ลักษณะนี่คืออาการของการที่เราเชื่อมั่นในความคิด ว่าสิ่งที่เราทำนั้นมัน "ดี" และ อยากให้คนอื่น "เป็นอย่างเรา" บ้าง

 

อาการนี้หมายรวมถึง การพยายามทำอะไร ก็ตามเพื่อยังประโยน์ต่อตัวเองทั้งภายภาคหน้า และปัจจุบัน

 

ผมอธิบายด้วยปรากฏการณ์นี้ง่ายกว่า "เคยเจอคนที่รู้จักคุณ พยายามคุย ให้เกียรติคุณแต่สุดท้าย ชวนไปฟังขายตรงไหมครับ พอคุณไม่ไปก็พยายามคะยั้นคะยอ แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดอะไรขึ้น คุณกลับไม่ชอบ เขาก็ไม่มาอีก คุณก็รูุ้สึกไม่ดีกับเขาไปเลย"

...................................................................................................

อัันนี้หยาบๆนะครับ ส่วนละเอียดๆ เช่นคิดว่า AI, KM LO ดีสุดแล้ว ก็พยายามยัดเยียดให้คนอื่นทำตาม

 

อันนี้ในที่สุด ไม่เกิดการเรียนรู้อะไร ครับ

...........................................................................................................

สมัยก่อนทำ AI ใหม่ๆ ผมก็มีความรู้สึกเช่นนั้นครับ ผมทำตัวเหมือนพนักงานขายคิดสั้นครับ

 

กลายเป็นว่าบางคนที่เราเอาเข้ามาในทีุ่สุด เขาก็ไม่สามารถสร้างผลงานอะไรดีๆได้ สร้างความผิดหวังให้ทั้งสองฝ่าย 

..................................................................................................

Self-serving  โดยเฉพาะด้านวิชาการ เป็นความโลภประเภทหนึ่งครับ เป็นภาวะที่พอจะอธิบายไ้ว่า "กู ดีสุด โปรดเดินตาม (ไม่ตาม ถือว่าคุณหลงทาง)" 

 

หรือ "ของกู ดีสุด ไปทำอย่างอื่น นะคิดผิด" 

 

แต่ก่อนผมพยายามขาย idea สุดๆ ครับ มาทำกับผมเถอะ ขายมันทุกวัน หลายครั้ง Defense ความคิดตนเอง ว่า AI ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้  

 

นำมาสู่ความทุขมากกว่า ผมมองว่าสิ่งที่ผมทำมาสมัยก่อนคือ Self-serving 

 

ครับ

 

ทำมันด้วยอัตตา ว่า "กูแน่" "ของกู ดีสุด"

.......................................................................................................

สิ่งที่เสนอวันนี้ครับ จะช่วยคุณได้มากคือ พยายามทำสิ่งต่อไปนี้ อย่างเข้มข้นครับ 

 1. ยอมรับก่อนครับ สิ่งที่เราทำอยู่ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีศาสตร์ใดอยู่คั้าไฟ้า และ Perfect ครับ เล่าให้เขาฟัง ใช้ case study ครับ ว่าใครทำอะไรไปบ้าง ได้ผลแบบไหน ไม่ได้ผลแบบไหน ทั้งดีไม่ดี ให้เขาตัดสินใจเอง    

2. ถ้าเป็น IS หรือวิทยานิพนธ์ ผมจะบอกเลยครับ ว่าใช้ AI ยากหรือแทบจะปิดโอกาสการได้คะแนนดีๆ เพราะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ชิน บางคนถึงขั้นต่อต้าน ถึงขั้นเสีย self ได้  

3. แนะนำครับ เปิดให้เขาท้าทาย ถามคุณให้มากที่สุด ให้สิ้นสงสัย ไม่รู้ตอบว่าไม่รู้ ทำได้แค่ไหน ก็บอกไป  

4. ให้เขามีโอกาสไปเจอกับคนที่ทำ AI แล้ว work หรือไม่ work ก็ได้ ให้เขาไปสัมผัสเลยครับ เข้ามาในวงเลยครับ อย่าพยายามปิดปังอะไร  

5. ฟังเยอะๆครับ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

สิ่งที่แปลกคือ หลังจากผมทำอย่างนี้ (สักสองปี มาแล้วครับ)

 

กลับมีนักศึกษาเก่งๆ ทั้งด้านนิสัย และความมุ่งมั่น  มาขอทำ IS และวิทยานิพนธ์ด้วย มากกว่าเดิมครับ อย่างเห็นได้ชัดครับ 

 

บรรยากาศในชุมชน ดีกว่าเดิม สนุกกว่าเดิม ลุยกว่าเดิม แบบไม่น่าเชื่อ

 

ไม่รู้คิดเองรึเปล่า ว่า พัฒนาการของคนในชุมชนระยะสองปีหลังนี้ ไปไวกว่าเดิมมากๆ

 

ผลงานประณีตกว่า แรงกว่า  

 

ครับ เป็นงัยบ้างครับ 

 

คุณคิดอย่างไร