องค์กรเพื่อเด็ก เครือข่าย
เครือข่ายงานเพื่อเด็ก
กล่าวจำเพาะในเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนแล้ว ทุกๆประเทศในโลกใบนี้ ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญและกำหนดให้มีส่วนราชการในการทำหน้าที่ให้การดูแลเด็กและเยาวชนของชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพราะทุกประเทศล้วนเข้าใจถึงความสำคัญของช่วงวัยนี้ ที่จะต้องดูแลพวกเขาและเธอให้ดีเพื่อจะได้เติบใหญ่ขึ้นอย่างมีคุณภาพ มีความดีงาม เข้มแข็ง ฉลาด จะได้เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมสืบทอดมรดกวัฒนธรรมที่ดีงามและพัฒนาให้ประเทศก้าวหน้าสืบต่อไปได้
กระนั้นก็ตาม ความเป็นจริงที่ทุกประเทศต้องประสบก็คือ ภายใต้กลไกการทำงานของภาครัฐหรือราชการนั้นมีข้อจำกัดอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะระบบถูกวางแบบไว้เพื่อการทำงาน “เชิงรับ” และ “ให้บริการ” แก่ผู้เข้าถึงกลไกของรัฐ เช่นนี้เองที่ทำให้ “เด็กและเยาวชน” จำนวนมากต้องตกหล่นจากบริการต่างๆ ไป กลายเป็น “เด็กด้อยโอกาส” อยู่ตามชนบทห่างไกล บนภูเขา เกาะแก่ง ชุมชนแออัด บนถนน ในโรงงานนรก ในสถานค้าประเวณี ในสถานกักกัน ที่ราชการไปไม่ถึง ละเลยรุกไปช่วยเหลือ ฯลฯ
สภาพเช่นนี้เอง ที่ทำให้ “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือเอ็นจีโอ เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลกโดยองค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพื่อรุกเข้าดูแลและพิทักษ์เด็กๆ ที่ด้อยโอกาส ถูกทอดทิ้ง ถูกปล่อยปละละเลย ถูกทำร้าย เป็นสำคัญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นองค์กรที่เข้าเสริมงานให้แก่ภาครัฐก็ได้ ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนระดับโลกที่ชื่อคุ้นหูก็เห็นจะได้แก่ องค์กรยูนิเซฟ องค์กรชายโฮป องค์อนุเคราะห์เด็ก เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยเรานี้ ที่ทำงานมานาน ประชาชนคุ้นเคยให้การยอมรับก็มีอยู่หลายองค์กร เช่นมูลนิธิเด็ก มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มูลนิธิดวงประทีป มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มูลนิธิคุ้มครองเด็ก มูลนิธิเด็กสร้างสรรค์เด็ก สหทัยมูลนิธิฯ มูลนิธิเด็กศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ศูนย์พัฒนาเยาวชนวายพีดีซี ฯลฯ องค์กรเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่ทำงานเสริมรัฐเท่านั้น หากหลายกรณีได้ทำในรูปแบบนำร่องจนขยายผลเป็นงานนโยบาย หรือได้เรียกร้องต่อรัฐให้จนเข้าดูแลเด็กมากขึ้น ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีทั้งองค์กรภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากขึ้นมาทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่ายังขาดพลัง ยังมีความขัดแย้งในแนวทางทำงาน ยังทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่ ยังต่างคนต่างทำ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คนทำงานในองค์กรเพื่อเด็กทั้งหลายได้มาพบปะกัน ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน กระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “จะต้องทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย” นับแต่นั้นมาสังคมประเทศไทยก็ได้เกิดเครือข่ายงานเพื่อเด็กขึ้นอย่างมากมาย เช่นเครือข่ายคณะทำงานด้านเด็ก เป็นการรวมตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็ก เครือข่ายคนทำงานเพื่อเด็ก เป็นการรวมตัวของคนทำงานเพื่อเด็กทุกระดับมาทำเวทีแลกเปลี่ยนความคิดกัน ฯลฯ
เครือข่ายงานเพื่อเด็กที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทำงานร่วมกันมานานหลายปีแล้ว ส่งผลให้การทำงานเพื่อเด็กได้กว้างขวางครอบคลุมขึ้น ส่งต่อเด็กที่ประสบปัญหาไปยังหน่วยงานที่ตรงกับความต้องการของเด็กได้มากขึ้น สนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือได้ร่วมกันเป็นปากเสียงแทนเด็กได้อย่างมีพลังเรื่อยมา
เช่นนี้ จึงได้นำมาบอกกล่าวให้รับรู้โดยทั่วกัน
.................................................

ชืนชมครูหยุ่ยมากค่ะเคยได้ร่วมงานกับท่านแม้เราจะเป้นปลายแถวก็ดีใจค่ะที่ได้ทำงานร่วมกัน
หนูเป็นอดีตลูกน้องของผอ.กุลธร ค่ะ สมัยที่ท่านทำงานเกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสที่จังหวัดสมุทรปราการค่ะ
ปัจจุบันมาทำงานเป็นครูสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลค่ะ
กราบเรียนเชิญมาเยี่ยมชมนะค่ะ(ถ้าโรงพยาบาลเปิดแล้ว)
ขออภัยทั้งสองท่านที่ผมพูดคุยด้วยช้าไป
คุณ nui ครับ เด็กหญิงที่เห็นเช็ดหน้า หวีผม ถักเปียให้นั้น ขณะนี้ทำงานเป็น "สัตว์แพทย์"อยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์มหิดล ที่ศาลายาแล้วครับ พริบตาเดียวโตจนทำงานเป็นผู้ใหญ่แล้ว ขอบคุณที่ติดตามข่าวคราวอยู่เสมอนะครับ หวังว่าจะได้พบกันบ้างในโอกาสต่อๆ ไป
คุณเมฐินี ดีใจที่ได้ทราบข่าวคราว ทุกวันนี้ยังได้ประชุมร่วมกับ ผอ.กุลธร อยู่บ่อยๆ ได้พบเมื่อไหร่จะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังนะครับ ช่วงประท้วง โรงพยาบาลจุฬาฯได้รับผลกระทบมาก ช่วงนั้นคุณเมฐินีคงวุ่นวายน่าดู