การมีชีวิตอยู่ด้วยความฝัน และมีพลังใจพอที่จะลงมือเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันของตัวเองนั้น ถือเป็นเรื่องวิเศษสุดของชีวิต

ปิดเทอมปีนี้  ผมยังยึดมั่นในแนวทางการเลี้ยงลูกตามแบบฉบับของตัวเอง  นั่นคือ  ส่งลูกกลับไปเรียนพิเศษที่บ้านนอก  ด้วยหวังว่า ปู่ย่า พี่ป้าน้าอา เพื่อนพ้องน้องนุ่ง หรือแม้แต่ท้องทุ่งที่บ้านเกิด  จะช่วยสอนให้เขาเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ รวมถึงการรักและเข้าใจในรากเหง้าของตัวเอง

 

ปีนี้น้องดินไม่ได้บวชเณร  ทั้งที่แรกเริ่มตั้งใจแรงกล้าว่าจะบวช  แต่พออยู่มาสักระยะในหมู่บ้าน
ก็มีการตายเกิดขึ้น  น้องดินก็ยังขันอาสาที่จะบวชหน้าศพ  แต่จนแล้วจนรอด  ปู่ก็ไม่ยอมให้บวช  เพราะมีความไม่สะดวกอยู่หลายประการ  ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่งอแง

 



 

ช่วงนี้,  ปู่กับย่าพาน้องดินและน้องแดนไปกินนอนในกระท่อมหลังเล็กๆ  ที่ชายทุ่งท้าย
หมู่บ้าน

ไม่สิ, จะเรียกว่ากระท่อมก็คงไม่ถูกนัก   เพราะมันเป็นรูปลักษณ์ของเถียงนาเสียมากกว่า  หลังทั้งหลังมีเพียงหลังคาที่มุงด้วยหญ้าคา  ไม่มีฝากั้นให้มิดชิด ทุกทิศเปิดโล่งรับลมและเพลิงแดดอย่างเป็นกันเอง 

 

 

พื้นที่ดังกล่าวน้องดินและน้องแดนรับรู้ชัดเจนว่า นั่นคือสถานที่ หรือรวงรังที่ผมจะกลับไปใช้ชีวิต
อยู่ที่นั่น  ลูกๆ รับรู้ว่าการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดเป็นหนึ่งในความฝันอันแรงกล้าของผม  ผมอยากมีห้องสมุดเล็กๆ ให้เด็กๆ ในหมู่บ้านเข้ามาอ่าน  หนังสือ  มีลานดินเล็กๆ ให้เด็กๆ
วิ่งเล่น  มีกิจกรรมสอนหนังสือให้เด็กๆ ในวันหยุด มีต้นไม้ใหญ่ให้เด็กๆ ผูกเปลนอนอ่านหนังสือ 
มีภาพถ่ายของหมู่บ้านในยุคสมัยต่างๆ ให้เด็กๆ ได้พลิกดู มีกระดาษและดินสอสีให้เด็กๆ ได้เขียนรูปตามจินตนาการอย่างไม่รู้เบื่อ ฯลฯ

 

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่า  ความฝันที่ว่านี้จะเป็นจริงได้สักกี่มากน้อย  ผมรู้แต่เพียงว่าวันนี้ผมมีความฝัน
ที่ชัดเจนในตัวตนของผมเอง  บางอย่างได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นบ้างแล้ว  บางอย่างยังคงพับวางอยู่
อย่างหน่วงหนัก  ถึงขั้นไร้ชีวิตเลยก็มี

และอีกอย่างก็คือ ผมรู้และตระหนักเสมอมาว่า บ้าน คือสถานที่ที่จะทำให้ผมค้นพบตัวตน
ของผม และบ้านก็เป็นสถานที่ที่จะทำให้ผมได้นอนดูดาว และฟังเสียงนกเสียงลมได้อย่างสนิทใจ

ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ บ้านคืออาณาจักรของการเพาะเมล็ดพันธุ์ความฝันของผมเอง


ก็ไม่รู้นะ  ผมว่า...การมีชีวิตอยู่ด้วยความฝัน และมีพลังใจพอที่จะลงมือเพาะเมล็ดพันธุ์
แห่งความฝันของตัวเองนั้น  ถือเป็นเรื่องวิเศษสุดของชีวิต
เลยแหละ ยิ่งเรามีโอกาสได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันของเราร่วมกับคนของความรัก  ผมยิ่งรู้สึกว่า “มันวิเศษสุดๆ” 
มิหนำซ้ำ  หากเมล็ดพันธุ์ความฝันของเราแตกหน่อก่อร่างให้ดอกผลต่อคนอื่นได้บ้าง 
ผมยิ่งถือว่า นั่นคือ ความหมายอันจริงแท้ของการมีชีวิตอยู่...
 

 






ถึงตรงนี้  ผมเพียรพยายามบอกกับตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปว่าจะดุ่มเดินไปอย่างไรได้บ้าง 
ต้องลงแรงกายและแรงคิดแบบใด  ต้องพึ่งพิงอะไร  จนบางทีอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า  วันเวลาที่พบและผ่านพ้นมานั้น  ทำไมนะทำไม, ผมถึงไม่ได้เก็บออมบางสิ่งบางอย่างเพื่อวันนี้อย่างเท่าที่ควร 

 

 

 

วันนี้  พ่อกับแม่ รวมถึงน้องดินและน้องแดนยังคงใช้ชีวิตกินนอนอยู่เถียงนาที่ชายทุ่ง  เราไม่มีไฟฟ้า  เราใช้ตะเกียง  เรากำลังเพาะต้นไม้  เรากำลังเก็บเงินเพื่อขุดสระ  ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว รวมถึงการคาดคิดที่จะเลี้ยงไก่ไว้ใต้ถุนเล้า  และอื่นๆ อีกจิปาถะ...

 

 

สารภาพตรงนี้เลยว่า  ผมไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับวิถีเช่นนั้น  ตอนนี้อาศัยพ่อกับแม่ในวัยที่กำลังเคลื่อนตัวไปสู่วัยแปดสิบเป็นผู้ถากทางและนำทาง  โดยมีน้องดินและน้องแดนเป็นลูกมือ  หรือแม้แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับท่านทั้งสองได้เติมเต็มพลังชีวิตในแต่ละวัน

 

 

 

ครับ, เรื่องราว ณ ที่ตรงนั้น มันเป็นความฝันของผมโดยแท้  ผมยังไม่มีโอกาสนำพาตัวเองไปฝังตัวทำมันกับมืออย่างที่ควรจะเป็น  หากแต่ตอนนี้ความฝันของผม  กลับกำลังถูกสานแต่งขึ้นมาจากหัวใจที่ไม่รู้แก่ของพ่อกับแม่และลูกๆ ของผมเอง..

การมีความฝันมันช่วยให้ชีวิตมีจุดหมาย  ความฝันทำให้ลมหายใจมีชีวิต  ความฝันจะช่วยกระตุกเตือนให้เราได้ลงมือทำ  ส่วนทำแล้ว จะเป็นดังคิดฝันหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองว่า โลกและชีวิตนั้น  มีทั้งที่เราทำได้และทำไม่ได้  แต่คุณค่าของมันก็น่าจะอยู่ตรงที่ว่า"เราได้ลงมือทำ" กระมังครับ

...

ขอบคุณพ่อและแม่...
น้องดิน น้องแดน ที่พยายามช่วยเพาะเมล็ดแห่งความฝันของผม

๒ พ.ค.๕๓
บ้านเหล่าหลวง,กาฬสินธุ์