การงานในวัยเด็กๆ มันเป็นกระบวนการเพาะบ่มให้ชีวิตผมเติบโตอย่างเหลือเชื่อ

 

 

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา  แม้มีเวลาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดไม่มากมายนัก  แต่การกลับบ้านในแต่ละครั้ง  ผมก็พยายามใช้ชีวิตอย่างฝังลึกให้มากที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้ 

 

การกลับบ้านในแต่ละครั้ง  ผมชอบที่จะเฝ้ามองภาพชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านว่าผันผ่านไปในทิศทางใดบ้าง  โดยเฉพาะการหลงรักที่จะเฝ้ามองและสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ ในหมู่บ้านให้มากเป็นพิเศษ  เพราะมันช่วยสะท้อนเรื่องราวของผมเองไปในตัว

 

 

เด็กๆ ในหมู่บ้านในยุคสมัยนี้  ดูกล้าและเป็นอิสระมากกว่าอดีตนัก  พวกเขามีพาหนะที่เป็นรถจักรยานยนต์กันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ  บางคนใช้ขับไปโรงเรียน ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่า  ไปจริง ไม่จริง  ไปถึงช้า - หรือไปถึงเร็วพอที่จะเข้าแถวเคารพธงชาติทันหรือไม่?

 

บางคนใช้เป็นพาหนะท่องสัญจร กรีดกรายไปยังหมู่บ้านต่างๆ  ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นงานเทศกาลหรือไม่ก็เถอะ  พวกเขาก็สัญจรไปมาอย่างว่าเล่น  หรือแม้แต่การขับไปเตะบอลในโรงเรียนประจำหมู่บ้านก็ไม่เว้น  ทั้งๆ ที่สามารถเดิน หรือวิ่งไปได้ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะขับรถจักรยานยนต์ไป

 

ไม่เท่านั้นหรอก  บางคนต้อนวัวและควายไปเลี้ยงที่ทุ่ง  ยังได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะด้วยเหมือนกัน  น้อยนักที่จะเดินเท้าไปเหมือนอดีต...

 

 

 

ครับ, การชั่งวัดว่าความยากจนของผู้คนในหมู่บ้านดูได้จากอะไรนั้น  ยุคสมัยนี้ฟันธงกันได้ยากมาก  เพราะยากดีมีจน  ก็เห็นๆ กันถ้วนทั่วแล้วว่า  แต่ละครอบครัวมีรถจักรยานยนต์  มีทีวี ตู้เย็น เตาไฟฟ้ากันแล้วทั้งสิ้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้  ในอดีตนั้น ถือเป็นตัวชี้วัดเรื่องความมีความจนของคนได้พอสมควรเลยทีเดียว

 

 

 

ในอดีตเมื่อครั้งผมยังเด็ก  ผมยังต้องเดินเท้าไปโรงเรียน  ระยะทางไปกลับไม่ถึงสามกิโลเมตร  แต่มันก็ช่วยให้เราเห็นชีวิตของหมู่บ้านได้เป็นอย่างดียิ่ง  การเดินในแต่ละเช้าและในแต่ละเย็น  อย่างน้อยเสน่ห์อันน่ารักก็คือการได้พบได้เห็นพี่ป้าน้าอาร้องทักทายกับเด็กๆ นักเรียนอย่างอบอุ่น  -มันเป็นภาพชีวิตที่มีชีวิตอย่างที่สุด 

 

ในยามเลิกเรียน  ผมแทบไม่เคยได้มีโอกาสไปวิ่งเล่นและเตะบอลกับใครๆ เท่าใดนัก  เพราะผมมีหน้าที่ปัดกวาดบ้าน,  นึ่งข้าว, รถน้ำต้นไม้... เสาร์อาทิตย์ ก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน เพราะมีภารกิจที่ต้องทำหน้าที่เป็นเด็กเลี้ยงวัวอยู่ตามชายทุ่ง  กลับเข้าบ้านอีกทีก็จวนเจียนตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว

 

ในยามเทศกาลต่างๆ ผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสท่องทะยานไปเที่ยวเล่นตามหมู่บ้านต่างๆ
     ในยามแรกหนุ่ม ผมก็แทบไม่มีโอกาสเดินเท้า หรือถีบจักรยาน หรือแม้แต่ควบรถจักรยานยนต์ไปจีบสาวๆ ต่างบ้านเหมือนเพื่อนร่วมรุ่น...
     เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่น  ผมจึงดูมีประวัติศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้น้อย หรืออ่อนด้อยไปจากเพื่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

สิ่งเหล่านี้  ผมได้เคยคิดว่ามันเป็นปมด้อยสำหรับผมเลย  การงานในวัยเด็กๆ มันเป็นกระบวนการเพาะบ่มให้ชีวิตผมเติบโตอย่างเหลือเชื่อ  หลายต่อหลายเรื่องผมเรียนรู้จากภาพ หรือฉากชีวิตของคนอื่น  ไม่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตกับเรื่องนั้นๆ เสียทั้งหมด  แต่ก็พยายามอย่างมากมายต่อการสังเกตการณ์  จัดเก็บข้อมูลและสังเคราะห์อย่างช้าๆ  พร้อมๆ กับการ ”ตีความและลากความ”  ไปตามต้นทุนที่มีอยู่กับตัวเอง  ซึ่งก็ยืนยันได้ว่า  สิ่งเหล่านั้น  มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนให้ผมเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

สงกรานต์ปีนี้  เด็กๆ ในหมู่บ้านยังคงล่องเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุก  หลายคนปักหลักตั้งฐานทัพสาดน้ำที่หน้าบ้านตัวเอง  บางคนขึ้นนั่งรถยนต์ หรือแม้แต่ควบรถจักรยานยนต์ท่องไปยังที่ต่างๆ อย่างสนุก  และหวนกลับบ้านอีกทีก็บ่าย หรือเย็นย่ำ

 

แต่ในมุมเช่นนั้น  ผมกลับพานพบว่า  เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อายุยังไม่ถึง 12 ปี กลับยังไม่มีโอกาสได้ท่องเล่นสงกรานต์เหมือนเพื่อนในวัยเดียวกันเลย  เพราะเขาต้องรับหน้าที่ตะเวนขาย “เครปญี่ปุ่น”  แทนผู้เป็นแม่ในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง  (ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดที่จะคิดห่วงในเรื่องความปลอดภัยของเธอจากการขับขี่ไม่ได้เหมือนกัน)

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า  หลังเลิกเรียน หรือแม้แต่ปิดเทอม  เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะควบรถจักรยานยนต์ออกตระเวนขายขนมไปเรื่อยๆ  จนเป็นที่รักและที่เอ็นดูของใครๆ เรียกได้ว่า “ตัวจริง เสียงจริง”  ฝีมือ ลีลาอาจไม่ถึงขั้นเทพ  แต่ความตั้งใจของเธอ ต้องเรียกว่า "เกินขั้นเทพ"  ไปแล้ว 

ผมไม่มีเวลา หรือโอกาสได้คุยกับเธอมากนัก  หากแต่เฝ้ามองความงดงามในตัวเธออย่างแสนทึ่ง...

 

เด็กคนนี้ทำงานตั้งแต่เด็ก  ชีวิตวัยเด็กอาจหล่นร่วงไปบ้าง  แต่ผมก็เชื่อว่า  วิถีการงานที่เธอกำลังแบกรับ หรือขับเคลื่อนอยู่นี้  จะหลอมให้เธอเรียนรู้โลกและชีวิตอย่างเข้าใจได้เป็นอย่างดี 

 

และที่สำคัญก็คือ การงานเช่นนี้แหละที่จะสอนให้เธอได้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่  โดยเฉพาะคุณค่าในตัวตนของเธอเอง

 

 

ทุกวันนี้  สังคมที่บ้านเกิด  แทบไม่มีวัวควายให้เด็กๆ ได้ต้อนออกไปเลี้ยง  เพราะการงานในทุ่งโล่งแล้งเช่นนี้  ทั้งวัวและควาย ก็ล้วนแต่ถูกปลดระวางจากหน้าที่เหล่านั้นไปจนสิ้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เด็กๆ จึงขาดพื้นที่ในการเรียนรู้และใช้ชีวิต(เหมือนผมในอดีต)  และสภาพหมู่บ้านในปัจจุบัน ก็กลายมาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ที่พวกเขาจำต้องถอดรหัสให้ได้ว่า  เขาจะต้องเรียนรู้และใช้ชีวิตเยี่ยงใดกับสภาพปัจจุบัน และมีพลังชีวิตพอที่จะเตรียมตัวเองสู่อนาคตได้ดีแค่ไหน

 

ภาพ หรือฉากชีวิตในความเป็นเธอ  ฉายสะท้อนให้ผมเห็นภาพตัวเองในวัยเดียวกับเธออย่างแจ่มชัด  ซึ่งผมเองก็เรียนรู้ได้ว่า  ในมุมหนึ่งของคนเรา  การเติบโตของชีวิตไม่จำเป็นต้องชี้วัดกันได้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอไป  เพราะความเป็นจริงนั้น  ชีวิตที่แบกรับมันอาจหนักหน่วงเกินกว่าต้องยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอ  สำคัญที่ว่าแต่ละคนจะมีขีดความสามารถจัดการกับภาวะนั้นได้ดีแค่ไหนเท่านั้นเอง

 

บางทีเรายิ้ม หรือหัวเราะน้อยกว่าคนทั่วไป ก็ไม่ได้หมายความว่า  เราไม่มีความสุขกับโลกและชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ...การยิ้มและหัวเราะน้อยไปกว่าคนอื่นๆ  ก็ไม่ใช่ว่าเราล้มเหลว ผิดหวังมามากกว่าคนอื่นๆ  เพราะเราทุกคนย่อมเติบโตจากวิถีที่ต่างกัน  บนบ่าของแต่ละคนแบกรับอะไรที่ต่างกัน  และสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นดั่งสถาปนิกที่ทรงอิทธิพลคอยทำหน้าที่จัดแต่งให้เราแสดงออก หรือมีตัวตนที่แตกต่างไปจากกันและกัน 

แต่ทั้งปวงนั้น  สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบจาก "รากชีวิต" ในวัยเด็กของผมเองเลยก็คือ  ชีวิตเติบโตจากการงานอย่างแน่นอน  ขึ้นอยู่กับว่า  ในแต่ละห้วงวัยของคนเรานั้น  มีการงานใดบ้างที่สอนให้เราเข้าใจโลกและชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ...

สงกรานต์บ้านเกิด
14 เมษายน 53
บ้านเหล่าหลวง-กาฬสินธุ์