หลายครั้งที่หนูเคยนั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วรู้สึกว่าพวกเราหลายๆคนช่างใช้ชีวิตสิ้นเปลืองเหลือเกิน ใช้เวลาในแต่ละวันราวกับว่า เวลาเป็นของเหลือเฟือและยังมีเหลืออีกนานแสนนานและหลายครั้งที่ที่หนูเห้นเพื่อนๆ วุ่นวายอยู่กับหน้าที่่การงาน

      ด้วยการโถมใจลงไปทำมันทั้งตัวและหัวใจเลยหนูมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชอบว่าหนูว่าทำไมต้องทำหน้าตายุ่งอยู่ตลอดเวลาแล้วบอกกับคนอื่นๆว่ายุ่งๆๆๆๆเหลือ เกินวันนี้ ไม่มีเวลาทำแล้ว จะต้องไปทำดน่นทำนี่กลับถึงบ้านหนูก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมหนูต้องคิดถึงแต่เรื่องที่จะต้องทำพรุ่งนี้แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทำๆๆๆ แล้ว 

     วงจรชีวิตหก็เป็นอย่างนี้ทั้งปีเพื่อนหลายคนที่เคยเรียนด้วยกันมาตอนสมัยมัธยมชอบโทรมาแชวหนูว่า"ตอนนี้ก็เหลือเสาอีกต้นเดียวเท่านั้นที่จะคั้มหนูขึ้นไปอยู่บนคานทอง"จะว่าไปแล้วอาจารย์ว่าหนูเป็นพวกบ้างานมั๊ยคะ อิๆ หนูคิดว่าหลังจากที่หนูเรียน จบหนูจะต้องหาเลี้ยงครอบครัวเพราะว่าหนูเป็นลูกคนเดียวเพราะกว่าจะเป็นหนูได้ทุก  วันนี้พ่อกับแม่ต้องเหนื่อยต้องทนลำบากที่จะต้องส่งหนูเรียนหนังสือแต่พอหนูจบมาหนูก็ทำงานแต่รู้สึกว่าชีวิตหนูมีแต่งานมากไปหน่อยจนลืมนึกถึงตัวเองและครอบครัวบางครั้งเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า
 " เหนื่อยไหม เหนื่อยกับการวิ่งหาไข่วคว้าอะไรก็ไม่รู้ เพียงแค่หวังว่าได้มาแล้วคงมีความสุข"
  แต่เราลืมมองไปข้างหลังว่ามีใครหลายๆคนที่คอยเป็นห่วงและใครคนนั้นที่ต้องการความรักและต้องการความเอาใจใส่หนูเลยคิดว่าชีวิตของคนเรามันก็เหมือนกับแก้วเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยแต่พอเราเติมน้ำลงไปในแก้วทีละนิดเติมมันลงไปทุกวันน้ำมันก็เพิมมากขึ้นมากขึ้นจนวันหนึ่งน้ำล้นเหมือนชีวิตคนเราที่ต้องวิ่งหาไขว่คว้าสิ่งต่างๆที่เราคิดว่าถ้าเราได้มันมามันคือสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขทั้งๆที่มันไม่ใช่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ชีวิตมนุษย์เกิดมาไม่ได้มีอะไรติดตัวมาเลยพอตายไปก็ไม่มีสิ่งไหนที่จะนำกลับไปด้วยร่างการที่่ไร้ วิญญาณทรัพย์สินเงินทองที่คนเราพยามยามหาในทุกวันนี้เป็นเพียงแค่ภาพๆหนึ่งที่คนหลายๆคนคิดว่าต้องมีต้องได้มาเท่านั้นเอง

      หนูคิดว่าชีวิตของคนเราเมื่อ  เกิดมาควรอยู่ด้วยความพอเพียงหาเวลาให้กับครอบครัวบ้างไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไปเพราะยิ่งคนเราดิ้นเท่าไหร่ก็จะเจ็บเท่านั้นและตอนนี้การนั่งคิดทบทวนชีวิต
ตัวเองทำให้หนูรู้ว่าครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด