สัมมาปฏิปทา คือ การทำความเห็นให้ตรง ให้ถูกต้อง
.
.
.
.
....จะรู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งปวงก็ต้องเดินทางสายกลาง....

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า สังขารร่างกายของเรานี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ มันเป็นเพียงสังขาร ทรงบอกอย่างชัดๆเช่นนี้ เราก็ยังไม่ยอมมัน ยังขืนไป แย่งยื้ออยู่นั่นแหละ ถ้าหากว่ามันพูดได้ มันก็คงจะบอกว่า “เจ้าอย่ามาเป็นเจ้าของฉันนะ” ความจริงมันก็บอกอยู่แล้วทุกขณะ แต่เราเองไม่รู้เพราะมันเป็นภาษาธรรม
อย่างสกลร่างกายนี้ ตาก็ดี จมูกก็ดี หูก็ดี ลิ้นก็ดี กายก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้แหละ ก็แล้วแต่มันจะเปลี่ยนไป แปรไปเห็นขออนุญาติเราสักที เช่น เมื่อปวดหัว ปวดท้อง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น มันไม่เคยขออนุญาติจากเราเลย เวลามันจะเป็น มันก็เป็นของมันเลย เป็นไปตามสภาวะของมัน อันนี้ก็แสดงว่า มันไม่ยอมให้เราเป็นเจ้าของมัน
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงสอนว่า ”สุญโญ สัพโพ...มันเป็นของว่าง มันไม่ได้เป็นของผู้ใด” เราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้ ไม่เข้าใจในสังขารอันนี้ จึงคิดว่า “ของเรา ของเขา” เกิดอุปาทานขึ้นมา เมื่อเกิดอุปาทานก็เข้าไปยึดภพ เกิดภพ เกิดชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ต่อไป มันป็นทุกข์เช่นนี้ ที่ท่านเรียก “อิทัปปัจจยตา” นั่นแหละ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป...เป็นเช่นนี้นั่นแหละ

อันนี้มันล้วนแต่เป็นในขณะของจิต ถ้าเกิดอารมณ์ไม่ถูกใจขึ้นมา ก็ไม่รู้จัก หรือ ไม่รู้เท่าทันเพราะอยู่ในอวิชชา มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาเลย ความเป็นจริงขณะของจิตอันนี้มันติดกันอยู่ที่เดียว มันเร็วมากแต่เราเองรู้ไม่เท่าทัน เปรียบเหมือนเรากำลังอยู่บนยอดไม้แล้วตก “ปุ๊บ” ลงมาที่พื้นดิน จึงรู้สึกตัวว่า ตกต้นไม้ แต่ความจริงนั้น ก่อนที่จะตกถึงพื้นดิน เราก็ตกผ่านทุกก้าน ทุกกิ่งของต้นไม้นั่นแหละ แต่ไม่สามารถนับได้ ว่านาทีใดถึงกิ่งไหน วินาทีใดถึงกิ่งไหน เพราะมันเร็วมาก แค่พอตูมเดียวก็ถึงพื้นดินเลย แล้วก็เป็นทุกข์เลย อิทัปปัจจยตา มันเป็นเช่นนั้น
ถ้าเราแยกเป็นปริยัติ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป ว่ากันไปเป็นตอนๆตามความจริงนั้น พออารมณ์เกิดความไม่พอใจ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมาเลย อาการที่มันเกิดทุกข์ขึ้นนั้น มันผ่านไปจากอวิชชา สังขาร...ผ่านไปพรึบเดียว ถึงโน้น...โศกะ ปริเทวะ คือ ทุกข์เลย
ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาจึงให้ตามดูจิตของเราทั้งหลายให้รู้ตามความเป็นจริงของมัน และ ในความเป็นจริงเหล่านี้ ท่านให้เข้าใจว่ามันเป็นแต่เพียงสังขารเท่านั้น และ สังขารนี้แหละมันเกิดมาจากเหตุจากปัจจัยทั้งหลายที่มันเป็นมา ที่เรามาเรียก หรือ สมมุติเอาอีกทีหนึ่ง ที่เรียกว่า มนุษย์สัตว์ เช่นเดียวกับชื่อของเรา มันก็สมมุติเหมือนกัน เราไม่ได้มีชื่อมาแต่กำเนิด ต่อเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จึงเอาชื่อไปใส่ คือ ตั้งชื่อว่าอย่างนั้น อย่างนี้ อันนี้ เรียกว่า สมมติ ตั้งชื่อกันเพื่ออะไร ก็เพื่อให้มันเรียกกันง่าย สะดวกแก่การใช้ภาษาเรียกขาน พูดจากัน การปริยัติก็เหมือนกัน ที่แยกออกก็เพื่อสะดวกแก่การศึกษา เล่าเรียน
สิ่งทั้งหลายนี้แหละ เรียกว่า สังขาร มันเป็นสังขารเกี่ยวกับสภาวะอันนี้ ที่เกิดมาจากเหตุ จากปัจจัย สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นของไม่แน่นอน มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเราทั้งหลายเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ชัดเจน จึงทำความเห็นในเรื่องนี้ไม่ตรง ไม่แน่ อันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดอันนี้ก็คือ การยึดเอาสังขารเป็นเรา ยึดเอาเราเป็นสังขาร เอาเราเป็นสุข เอาสุขเป็นเรา เอาเราเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นเรา ที่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่รู้เท่าความเป็นจริงนั่นเอง

ถ้าเรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราก็จะรู้ว่าเราไม่สามารถควบคุม สังขารเหล่านี้ให้เป็นไปตามอำนาจของเรา เพราะธรรมชาติเหล่านี้ มันจะต้องเป็นไปตามเรื่องของมัน เราจะบังคับให้ตรงนี้เป็นอย่างนั้น ตรงนั้นเป็นอย่างนี้ตามอำนาจของเราย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เปรียบง่ายๆก็อย่างว่า เราไปนั่งอยู่กลางถนน ซึ่งมีรถวิ่งไปมาอยู่ขวักไขว่ แล้วเราจะไปโกรธรถที่วิ่งอยู่ หรือ จะไปห้ามรถที่กำลังวิ่งอยู่ว่า “อย่าขับรถมาทางนี้” เราก็ห้ามไม่ได้ เพราะถนนนี้เป็นถนนหลวง ดังนั้น เราควรทำอย่างไร ทางที่ดี คือ เราต้องออกไปให้พ้นถนน ไปให้พ้นทางที่รถวิ่ง แต่ที่จะห้ามรถ ไม่ให้วิ่งนั้น ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหนทางของเขา
เรื่องของสังขาร ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มันไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวก็เกิดอารมณ์ที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง มากระทบกระทั่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราเรียกว่า มันมากวน เวลานั่งภาวนาอยู่ก็ว่า เสียงมากวนเรา อันที่จริงนั้น เราไม่เข้าใจว่า เสียงมากวนเรา หรือ เราไปกวนเสียงกันแน่ ถ้าเรายึดว่า เสียงมากวนเรา มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา
ถ้าเราพิจารณาดูให้ดี ก็จะรู้ได้ว่า เราไปกวนเสียงต่างหาก เสียงมันก็ดัง อยู่แต่ของมัน มันไม่ได้มีความรู้สึกรำคาญอะไรเลย เราต่างหากที่รำคาญ พวกเราไปกวนมัน ความจริงนั้น เสียงก็เป็นเสียง เราก็เป็นเรา ถ้าเข้าใจเสียได้เช่นนี้ มันก็ไม่มีอะไร เราก็สบาย มีเสียงขึ้นมาก็รู้ว่า เสียงมันดังแต่ของมัน เราไม่ไปยึดหมายมันเข้า เราก็ไม่เกิดทุกข์ นี่เรียกว่า เรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราเห็นทั้งสองอย่าง เมื่อเห็นทั้งสองอย่าง คือ ทั้งสุข และ ทุกข์ ตามความเป็นจริง ใจก็สงบสบาย
การที่จะเห็นได้ทั้งสองอย่างนี้ เราจะต้องยืนอยู่ตรงกลาง หรือ อยู่ระหว่างกลาง นี่เป็น สัมมาปฏิปทาของจิต นี้คือ การทำความเห็นให้ตรง ให้ถูกต้อง
ที่มา : คัดลอกจาก หนังสือ ชีวิต การงาน และ หลักธรรม ของหลวงพ่อชา สุภัทโท หน้า ๒๓๘-๒๔๑ ครั้งเมื่อหยิบมาอ่านจากตู้หนังสือธรรมะ วัดชัยรัตน์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ภาพ : ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีพี่ครูคิมครับ
อนุโมทนาสาธุครับ
ขอให้เจริญก้าวหน้าในทางธรรม และ ทางโลกนะครับ...
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ
ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ผมชอบตรงผู้เขียนบอกว่าจะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ต้อง "สังเกตุ" ให้มากๆครับ ต้องหมั่น สังงเกตุๆๆๆๆๆๆ ให้มากๆ
ผมหาความหมายของคำว่าสังเกตุ ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งในกระบวนการวิทยาศาสตร์ บอกว่า
ทักษะการสังเกต ( Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต
ประเด็นหลัก ที่จะโยงเข้ามาสู๋หลักธรรมตามพุทธศาสนาได้ ก็คือ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกตุ
หลายครั้งที่เราพบปรากฏการณ์ใดๆ เรามักจะลงความเห็นไปส่วนตัวไปด้วย หรือ แม้แต่การสังเกตุตัวเอง ก็ยังไม่พ้นที่จะลงความคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วย
ผมว่าถ้าฝึกสังเกตุ โดยไม่ลงความคิดเห็นของตัวเองลงไป ก็น่าจะเป็นการเห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงได้ ในระดับหนึ่งนะครับ ( คงไม่ไปถึงรู้แจ้งเห็นจริง)
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านน้อมนำธรรมะเพื่อสร้างปัญญา
ยังรู้น้อย ด้อยปัญญา...อย่างยิ่ง
ขอบคุณมากค่ะ
ขอให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรมนะคะ
(^___^)
สวัสดีท่านรองครับ
การสังเกตน่าจะตรงกับการรู้เห็นสภาวะในจิตใจที่กระเพื่อมขึ้น ลง โดยไม่ตัดสิน ตามรู้อย่างเดียว ทั้ง โลภ โกรธ หลง ทุกข์ ดีใจ เสียใจ วิจารณ์
แค่นี้ก็เป็นการพิจารณาสภาวะธรรมที่ตรงตามธรรมชาติอย่างยิ่งแล้วครับ
อนุโมทนาสาธุครับ....
สวัสดีคุณคนไม่มีรากครับ
ขอให้เจริญทั้งสติ และ ปัญญานะครับ
สวัสดีค่ะ
มารับธรรมะนำทางชีวิตค่ะ
ในโอกาสวันปีใหม่ไทยและวันครอบครัว
ขอให้มีความสุข...ฮักกัน...แพงกัน นะคะ
ครูกระแต
สวัสดีคุณมาตายีครับ
ขอบพระคุณที่มาเยี่ยมครับ
ธรรมรักษาครับ...
สวัสดีพี่ sila ครับ
แต่ก่อนผมก็เป็นนักอ่านธรรมะ
อ่านแล้วก็คิดว่าตัวเองรู้มาก อ่านอย่างเดียว ต้องการปฏิบัติบ้างแต่ไม่รู้ทำอย่างไร
เดี๋ยวนี้อ่านน้อยลงมาก อ่านแล้วปฏิบัติ กลับมาอ่าน แล้วปฏิบัติ
หลักปฏิบัติก็ได้แนวทางหลักๆจากหลวงพ่อปราโมทย์
กลับมาอ่านอีกทำให้เข้าใจธรรมะด้วยใจ
ธรรมะถ้ายังไม่ปฏิบัติจนเริ่มเห็นผลด้วยตนเอง ก็ยากที่ใครจะช่วยให้เราเข้าใจ
ทุกคนให้แต่แนวทางเพื่อให้ลงมือทำ
หน้าที่ คือ ลงไปปฏิบัติด้วยตนเองตามหลักที่พระบรมศาสดาได้วางไว้
ขอบพระคุณมากครับ...
เจริญพร โยม Phornphon
การที่จะรู้เท่าทันต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะนั้น การมีสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
เจริญพร
นมัสการท่านพระปลัดครับ
ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะสำหรับธรรมมะดีๆ สามารถอ่านได้วันละหลายรอบ
สังขารไม่เที่ยง
วันนี้ก็ปวดกล้ามเนื้อค่ะ เฝ้าดูสังขารตัวเอง ปวดหนอ
...หลวงพ่อชา อริยสงฆ์แห่งหนองป่าพง ซึ่งมีสาขามากมายให้แสวงหาเพื่อฝึกภาวนา
...ศิษย์ของท่านหลวงปู่มีมากบารมีกึกก้องในธรรมะ อันแท้จริง
...ภาวนาธรรมเถิดจะเกิดผล
.............................................
...ขอบคุณครับ ที่ อ่าน "เลือดกับเหล้า"
สวัสดีครับพี่..ขอบคุณครับ และยินดีที่ได้รู้จักครับ ชอบถ่ายรูปเหมือนผมเลย เลือกเข้ามาบล็อคนี้ครับ
เพราะผม ศรัทธาในธรรมะของหลวงพ่อครับ มีไรแลกเปลี่ยนความรู้ กันยินดีนะครับ ไปที่บล็อคผมก็ได้ครับ
http://hakkod.multiply.com/
สวัสดีคุณถาวรที่มาเยี่ยมนะครับ...
สวัสดีคุณ พ.แจ่มจำรัสที่มาเยี่ยมครับ
ภาวนาเถิดจะเกิดผล
ขอบพระคุณครับ...
สวัสดีคุณ ศิลป์-สติครับ
ยินดีที่ได้รู้จัก และ แลกเปลี่ยนเช่นกันครับ...