มุมที่ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ คือมุมของการแสดงความต้องการให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไปเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

บันทึกการเมืองไทย : เปิดใจของผมต่อการชุมนุมของ นปช.

ผมไม่เดียงสาทางการเมืองแบบที่เล่นกันในประเทศไทย   ดังนั้นความเห็นของผมคงจะไม่ค่อยเข้าท่า   แต่ก็อยากบันทึกมาแลกเปลี่ยนกัน   เพื่อเสนอมุมมองหลายมุมโดยคนคนเดียว

มุมที่ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ คือมุมของการแสดงความต้องการให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่   ไปเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น   มีระบบที่ช่วยลดช่องว่างทางสังคมและเศรษฐกิจ    ซึ่งเราจะเห็นว่าสังคมที่พัฒนาแล้วเขาเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าไปแล้วกว่าร้อยปี หรือหลายร้อยปี   โดยที่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงของเขาก็มีการต่อสู้ล้มตายไปไม่น้อยแล้วแต่สังคม   อย่างในฝรั่งเศสก็เกิดการปฏิวัติใหญ่ (ค.ศ. ๑๗๘๙) ผ่านสมัยนโปเลียนและกลับไปกลับมาระหว่างระบบกษัตริย์กับ republic จนถึง The Third Republic (เริ่ม ค.ศ. 1870)   ใช้เวลายาวเกือบ ๑๐๐ ปี   ในอังกฤษก็มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจการปกครองประเทศมีการฆ่ากันเหมือนกัน   คือเป็นการแย่งอำนาจระหว่างหลายฝ่าย   แต่การเปลี่ยนแปลงของอังกฤษเริ่มมาตั้งแต่กว่า ๓๕๐ ปีก่อน   ที่กษัตริย์หมดอำนาจแบบ absolute monarchy   ระบบรัฐสภาและการเมืองแบบตัวแทนค่อยๆ มีรูปแบบชัดเจน   เป็นมี ๒ พรรคการเมืองใหญ่ คือพรรคคนรวย (Conservative) กับพรรคคนจน (Labour) ผลัดกันมีอำนาจ   ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลไหนเริ่มกฎหมายมรดกที่โหดมากในสายตาเรา    คือมรดกตกทอดของเศรษฐีเจ้าที่ดินจะถูกเก็บภาษีสูงมากจนทายาทเก็บไว้ไม่ไหว ต้องยกให้รัฐ   กฎหมายนี้ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมอังกฤษอย่างมาก

แม้ผมจะไม่มีความรู้ทางการเมือง แต่ผมก็เคยอ่านพบว่า สังคมไหนความมั่งคั่งกระจุกอยู่ในคนส่วนน้อยอย่างรุนแรง   ความยุ่งยากรุนแรงในสังคมจะตามมา   จนอาจนำไปสู่ความล่มสลายของสังคม

ผมประทับใจมากเมื่อไปเยี่ยมดูงานที่กระทรวงศึกษาฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว   เจ้าหน้าที่เขาย้ำเสมอว่าในการดำเนินการโครงการต่างๆ ของรัฐบาล   เขาต้องคอยระมัดระวังตลอดเวลาว่าจะไม่เป็นกิจกรรมที่ทำให้ช่องว่างทางสังคมกว้างขึ้น

ผมไม่เห็นข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมของ นปช. เพื่อเป้าหมายนี้   ไม่เห็นสาระที่เรียกร้องให้เขียนในรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข   ที่สะท้อนเป้าหมายนี้   และที่จริงก็ไม่เห็นพรรคการเมืองไหนพูดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม   แต่ผมก็อยากชี้ให้เห็นความจริงว่า กฎหมายกระจายอำนาจการปกครอง ที่ทำให้เกิด อบต. มากมาย   และมีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปยังส่วนพื้นที่/ท้องถิ่น ริเริ่มโดยพรรคประชาธิปัตย์นะครับ   ผมชื่นชมว่ากฎหมายนี้เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม

สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ คือการซ่อนเป้าหมายเอาคุณทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก   รวมทั้งหลักฐานแวดล้อมว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ในการชุมนุมนั้นมาจากกลุ่มนี้  สื่อมวลชนก็ลงข่าวกันอย่างเปิดเผย   ผมได้แสดงความเห็นไว้อย่างเปิดเผยมานานแล้วว่าผมไม่ยอมรับคุณทักษิณ เพราะเห็นชัดเจนว่าเขามีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมต่ำ    ถึงแม้ผมจะยอมรับความเก่งอย่างไม่มีคนเทียบของเขา    แต่ก็ยอมรับคนชั่วเป็นผู้นำประเทศไม่ได้

สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะริเริ่มด้วยคนกลุ่มไหน   คือการปลุกระดมสร้างความแตกแยกเกลียดชังกันในบ้านเมือง   สังคมแห่งความเกลียดชังเป็นสังคมที่ทุกคนเป็นผู้สูญเสีย   และจะนำความเสื่อมอย่างอื่นๆ ตามมา

สิ่งที่ผมรังเกียจ และไม่ยอมรับอีกอย่างหนึ่งคือ การพูดความเท็จ เพื่อหวังผลสร้างอารมณ์มวลชน    ผมจับได้หลายครั้งว่าแกนนำ นปช. บางคนกล่าวเท็จหน้าตาเฉย   คนแบบนี้ผมไม่ยอมรับ ไม่นับถือ ไม่เชื่อถือ

ข่าววงในที่ระบุว่าแกนนำ นปช. ได้รับเงินคนละมหาศาล ที่พูดกันทั่วไป และสื่อมวลชนก็ลงกันมานาน   ทำให้ผมไม่สนิทใจกับความจริงใจ ความซื่อสัตย์ของคนกลุ่มนี้   คนที่ทำเพราะรับจ้างหรือเพื่อสินจ้าง กับที่ทำเพราะศรัทธา ทำเพื่อบ้านเมือง แตกต่างกันมาก    เรื่องการใช้เงินซื้อสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและตามจริยธรรมนี้   รู้กันแล้วว่าใครมีความเชี่ยวชาญมาก   และตั้งตัวขึ้นมาได้โดยใช้กโลบายนี้

การใช้คนปลอมตัวมาใช้อาวุธสงครามยิงในช่วงชุลมุน ซึ่งมีหลักฐานภาพถ่ายชัดเจน   ไม่ว่าจะเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรงบานปลาย   หรือเพื่อทำลายคู่อริ  หรือเพื่อผลอื่นใด เป็นความชั่วร้าย   คนที่บงการอยู่เบื้องหลังต้องถูกประนามและต้องสอบสวนหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้       

ผมขอเรียกร้องให้มีการเจรจากัน   หาทางตกลงกันโดยสันติ    ผมไม่เห็นด้วยกับแกนนำ นปช. ที่ออกข่าวกระตุ้นความรุนแรงอยู่ทุกวัน    ผมไม่เห็นด้วยกับทุกฝ่ายที่ใช้สื่อมวลชนให้ข่าวเพื่อใส่ร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยสาระที่เป็นความจริงครึ่งเดีว หรือเป็นความจริงเพียงบางส่วน   ปกปิดความจริงอีกบางส่วนไว้   วิญญูชนจึงพึงรับสารจากสื่อมวลชนด้วยวิจารณญาณ

...รวมทั้งการอ่านบันทึกนี้ด้วย

วิจารณ์ พานิช

๑๖ เม.ย. ๕๓