บทที่ 3
เรื่องราวของกรณีศึกษา
สำหรับกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างออกไปโดยเราไม่ทราบได้เลยว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อไรหรือเช่นไร แต่อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ควรรับการพัฒนา คือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการกับความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งมีการส่งเสริมให้เกิดบุคคลที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการกับการขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งที่หยิบยกขึ้นมานี้เป็นเรื่องราวสมมุติที่รับรู้จากความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานของผู้ศึกษา ดังนั้น จึงไม่ใช่ข้อมูล หรือเรื่องราวความเป็นจริงทั้งหมดเพียงแต่อาศัยโครงสร้างของเรื่องราวที่ผู้ศึกษารับรู้แล้วจำลองมาเป็นเรื่องราว ดังต่อไปนี้
3.1 กรณีศึกษาที่ 1 เรื่อง ปัจจัยที่ 5
3.1.1 บทนำ
เมื่อเราพูดถึงปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยอาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ที่จะใช้ในการดำรงชีพ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป สภาพของสังคมได้มีการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ รวมทั้งมีการขยายตัวของเขตเมือง จึงมีผลทำให้ “รถยนต์” กลายมาเป็น ปัจจัยที่ 5 ที่มนุษย์มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางสัญจรไปมา เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในการผลิตรถยนต์ของผู้ประกอบธุรกิจในปัจจุบันก็มีการแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการตลาด จึงมีผลทำให้อาจเกิดความผิดพลาดในการผลิต แม้ว่า ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านั้นจะมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนที่นำมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภค แต่เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อรถยนต์เหล่านั้นมาใช้งาน และประสบกับปัญหาความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ จึงก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งหากไม่มีการจัดการ หรือทำการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติโดยส่วนรวม นั้นเอง
3.1.2 เรื่องย่อ
นางเอ เป็นอดีตทหารยศนาวาอากาศตรี ซื้อรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งเมื่อประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 จากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานี ในราคา 868,000 บาท เพื่อให้แก่นายบีซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว ซึ่งเคยรับราชการทหารเช่นเดียวกันกับนางเอไว้ใช้ แต่ปรากฏว่า เมื่อนายบี นำรถยนต์คันดังกล่าวมาใช้งานประมาณ 60 กิโลเมตร รถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องมีอาการเอียงซ้าย และเมื่อเบรกรถยนต์จะปัดไปด้านซ้าย นายบีจึงนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการ จังหวัดอุทัยธานีโดยศูนย์บริการฯ ได้ทำการเปลี่ยนยางรถยนต์ พร้อมทั้งทำการตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้นายบีใหม่ ปรากฏว่า อาการชำรุดบกพร่องดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ นายบีจึงทำการเจรจาต่อรองกับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งนางเอซื้อมาแต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ นายบีจึงมีการทำหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้บริโภคเพื่อขอความเป็นธรรม
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อได้รับการร้องเรียนจากนายบีแล้วมีหนังสือให้บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์มาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยบริษัทผู้ผลิตชี้แจงว่า นายบีซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานีจริง ซึ่งปัญหาของนายบี คือ ศูนย์ล้อเอียง ฝาปิดกระบะท้ายด้านซ้ายสูงกว่าด้านขวาประมาณ 1.2 มิลลิเมตร และกระบะหลังด้านซ้ายบริเวณไฟท้ายด้านในมีเสียงดัง ตลอดจนพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า นายบีได้มีการดัดแปลงรถยนต์คันดังกล่าวหลังจากรับรถยนต์จากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานี ดังนี้ มีการเปลี่ยนแหนบรถยนต์ โช้คอัพ และยางรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบที่บริษัทผลิต ซึ่งการดัดแปลงดังกล่าวบริษัทมองว่า อาจส่งผลทำให้ศูนย์ล้อเปลี่ยนแปลงและเพื่อเป็นการทำให้เกิดความพึงพอใจกับนายบี ซึ่งเป็นลูกค้าบริษัทผู้ผลิตมีความยินดีที่จะแก้ไขปรับตัวกระบะรถยนต์ให้ได้ระดับเสมอกันโดยไม่คิดมูลค่า แต่นายบีปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทผู้ผลิตโดยนายบียื่นเสนอให้บริษัทผู้ผลิตรับซื้อรถยนต์คันดังกล่าวคืนในราคาที่นายบีซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานี รวมทั้งอุปกรณ์ที่มีการดัดแปลง เช่น ไฟหน้า แหนบ โช้คอัพ ยางรถยนต์พร้อมวงล้ออัลลอย ซึ่งบริษัทผู้ผลิตไม่สามารถรับข้อเสนอของนายบี แต่ได้เสนอเงื่อนไขใหม่ คือ จะทำการประสานงานจัดหาผู้ที่มีความสนใจจะซื้อรถยนต์ในราคาท้องตลาด
เมื่อนายบีได้รับฟังข้อเสนอของบริษัทผู้ผลิตแล้ว ก็มีความรู้สึกโมโห และไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงร้องขอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขอให้เชิญผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ผู้แทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้แทน จากสถาบันยานยนต์ เพื่อเข้าร่วมรับฟัง และพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำการเจรจาระหว่างคู่กรณี คือ นายบี และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รวมทั้งเชิญผู้แทนจากส่วนต่าง ๆ ตามที่นายบีร้องขอ โดยผลสรุปในการเจรจาไกล่เกลี่ยไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจาก นายบีเสนอให้บริษัทผู้ผลิตรับซื้อรถยนต์คืนในราคา 1,500,000 บาท ซึ่งต่อมาลดลงเหลือเพียง 1,300,000 บาท แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เสนอรับซื้อรถยนต์คืนในราคา 868,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่นายบีซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานี
ดังนั้น เมื่อนายบีไม่ได้รับคำตอบตามที่ตัวเองเรียกร้องไป จึงทำการชักชวนสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งมาเป็นสักขีพยาน และทำการทุบรถยนต์คันดังกล่าว โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เตรียมมา เช่น พลั่ว ท่อเหล็ก เป็นต้น ฟาดลงไปที่กระจกหน้ารถยนต์ และฝากระโปรงรถ อย่างไม่ยั้งมือมีผลทำรถยนต์ได้รับความเสียหาย และเมื่อนายบีทำการทุบรถยนต์เรียบร้อยแล้วทำหนังสือร้องขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนตนเองตามกฎหมาย
ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเชิญนายบี และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์มาเจรจาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ตลอดจนนายบีมีการยื่นข้อเสนอในที่ทำการเจรจา คือ
1. เสนอให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พิจารณาประเด็นการชดใช้เงินจำนวน 1,100,000 บาท
2. เสนอให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พิจารณาประเด็นขอโทษนายบีในกรณีที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อพิพาทดังกล่าว
3. เสนอให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พิจารณาประเด็นที่ผู้ร้องมีความประสงค์ขอพบผู้บริหาร ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และมีอำนาจตัดสินใจเรื่องดังกล่าว
จากข้อเสนอดังกล่าวบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ มีหนังสือลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดโดยให้เหตุผลว่า จากเดิมบริษัทฯเสนอรับซื้อรถยนต์คืนในราคา 868,000 บาท และเพิ่มเงินจำนวน 132,000 บาท ให้แก่นายบีเพื่อเป็นการยุติเรื่อง รวมทั้งเป็นการป้องกันผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย แต่นายบีไม่ยินดีรับข้อเสนอดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันสภาพรถยนต์อยู่ในสภาพที่ชำรุดบกพร่องหลายประการ อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ยินดีที่จะรับซื้อรถยนต์คันดังกล่าวคืนตามสภาพปัจจุบัน คือ 300,000 บาท ซึ่งนายบีไม่ยินดีรับข้อเสนอดังกล่าว และร้องขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องดำเนินคดีแทนตนเอง
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มีความเห็นเกี่ยวกับกรณีพิพาทดังกล่าว ซึ่งมีความเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ
1. มีความเห็นว่า หนังสือของบริษัทฯ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 น่าจะไม่ใช่หนังสือรับสภาพความรับผิด แต่ปัญหาดังกล่าวสมควรที่จะให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นหนังสือรับสภาพความผิดหรือไม่ หากใช่จะมีผลทำให้อายุความไม่ขาด ซึ่งเมื่อคำนึงถึงประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค จึงเห็นควรฟ้องคดีแทนนายบี
2. มีความเห็นว่า ความชำรุดบกพร่องที่นายบีกล่าวอ้างมานั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่มีการส่งมอบทรัพย์ชำรุดบกพร่อง มีอายุความ 1 ปี โดยนายบีซื้อรถยนต์มาเมื่อเดือนธันวาคม 2545 คดีจึงขาดอายุความแล้ว แต่เนื่องจากบริษัทฯ มีหนังสือลง วันที่24 กุมภาพันธ์ 2548 แจ้งว่า บริษัทฯยินดีรับซื้อรถยนต์คืนในราคาตามสภาพรถยนต์ ณ ปัจจุบัน ถือว่า เป็นการรับสภาพความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิด จึงมีผลทำให้คดีไม่ขาดอายุความ
แต่เนื่องจากปัญหาความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นมีผลมาจากการที่นายบีทำการดัดแปลงรถยนต์ด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนโช้คอัพ แหนบ และยางรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เกิดจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ส่งมอบรถยนต์ที่ชำรุดบกพร่องให้แก่นายบี แต่อย่างใด อันเป็นผลทำให้การรับประกันหรือการรับผิดชอบของบริษัทฯสิ้นสุดลง รวมทั้งบริษัทฯ พยายามเจรจาหาข้อยุติกับนายบีมาโดยตลอด จึงเห็นว่าบริษัทฯมิได้ทำการละเมิดสิทธิของนายบี ซึ่งเป็นผู้บริโภคแต่อย่างใด จึงเห็นควรไม่ฟ้องดำเนินคดีแทนนายบี ซึ่งนายบียืนฟ้องดำเนินคดีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ด้วยตนเอง ณ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
3.1.3 แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้เฉพาะกรณี
จากกรณีศึกษาข้างต้น จะเห็นว่า เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าประเภทรถยนต์มาใช้งานในชีวิตประจำวันกับผู้ประกอบธุรกิจเจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวได้มีการขยายความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทำการเจรจาตกลงกันเอง แต่ไม่สามารถทำการเจรจาตกลงกันได้ จึงมีการใช้สิทธิที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่ในมือมาใช้ประโยชน์เพื่อหวังให้คู่กรณีอีกฝ่ายทำตามข้อเสนอที่ฝ่ายตนต้องการ อย่างไรก็ดีหากเราพิจารณาแล้วจะพบว่า หากปล่อยให้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวขยายวงกว้างออกไป จะมีผลกระทบต่อความสงบสุขในสังคม รวมทั้ง ระบบเศรษฐกิจของชาติได้
ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์เบื้องต้นแล้วจะพบว่า ความขัดแย้งข้างต้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่คู่พิพาททั้งสองฝ่ายต่างมีการใช้สิทธิ อำนาจ และมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง ผลประโยชน์ สิทธิ และอำนาจ (Interest, Rights and Power Model) เป็นแนวคิดนี้มีต้นแบบมาจากโรเจอร์ ฟิสเซอร์ (Roger Fisher) และวิลเลี่ยม ยูริ (William Ury) และได้มีนักวิจัยตลอดจนนักเขียนได้นำแนวคิดนี้ไปขยาย และใช้ปฏิบัติงานจริงเกี่ยวกับบริบทของการออกแบบระบบความขัดแย้ง ซึ่งรูปแบบนี้มีความยืดหยุ่น และไม่มีข้อจำกัดในการนำไปใช้ โดยเราสามารถอธิบายได้ ดังนี้
1. กระบวนการยึดผลประโยชน์
1.1 นายบีมีความประสงค์ที่จะให้ผู้ผลิตรถยนต์ดำเนินการรับซื้อรถยนต์คืน
1.2 นายบีมีความต้องการได้รับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวรถยนต์ที่นายบีซื้อ จากตัวแทนจำหน่าย
1.3 นายบีมีความต้องการได้รับการชดเชยความเสียหาย เช่น การขาดประโยชน์จากการทำงาน ค่าเดินทาง เป็นต้น
1.4 ผู้ผลิตรถยนต์ มีความต้องการที่จะรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีฐานะมั่นคง และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับอุตสาหกรรมด้านยานยนต์
1.5 ผู้ผลิตรถยนต์มีความต้องการที่ซื้อรถยนต์คืน โดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากหากผู้ผลิตรับซื้อรถยนต์คืนคนทั่ว ๆ ไปก็จะมองว่า ผู้ผลิตรถยนต์เป็นฝ่ายที่ผิดหรือรถยนต์มีปัญหาจริงตามที่มีการร้องเรียน
2. กระบวนการที่ยึดสิทธิ
2.1 นายบีความคิดว่า ตนเองเป็นผู้บริโภคจึงมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการใช้สินค้า หรือบริการ จึงมีการเข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
2.2 นายบีมีการใช้สิทธิทางด้านกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของรถยนต์
2.3 ผู้ผลิตรถยนต์มองว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีการดัดแปลงสภาพโดยนายบี ซึ่งผลทางกฎหมาย จะมีผลทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ดังกล่าว
2.4 การที่นายบีนำผู้สื่อข่าวมาทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนของตนมีผลทำให้ มีการเผยแพร่ข้อมูลการร้องเรียนต่อสาธารณชน อันเป็นการทำลายภาพพจน์ของอีกฝ่าย
2.5 นายบีฟ้องดำเนินคดีเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ณ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
3. กระบวนการที่ยึดอำนาจ
3.1 นายบีเป็นคนที่มีลักษณะพื้นฐานของนิสัยเป็นก้าวร้าว ซึ่งในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยก็จะพยายามข่มขู่ และคุกคามฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลาไม่ว่าจะพูดว่า เดี๋ยวก็อุ้มเสียหรอก ไม่รู้หรือว่า เขาเป็นใครเพื่อหวังผลให้อีกฝ่ายยอมรับข้อเสนอของตนเอง
3.2 นายบีมีการเดินทางไปยังที่พักอาศัยของผู้บริหารบริษัทฯ ตลอดจนผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทฯ มาเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
3.3 นายบีมีการโทรศัพท์ไปตามที่พักอาศัยของผู้บริหารบริษัทฯ ในยามวิกาล ตลอดระยะเวลาที่มีข้อพิพาทกัน
3.4 นายบีมีการขับรถยนต์ติดตามผู้บริหารบริษัทฯ ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทฯ ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่บุคคลทั้งสองเดินทางไป
3.5 ผู้ผลิตรถยนต์ก็มีการพูดข่มขู่นายบีเช่นกัน เช่น จะฟ้องกลับในเรื่องของการที่นายบีคุกคามความเป็นส่วนตัวของตนเอง
3.6 การที่นายบีนำเรื่องพิพาทดังกล่าวไปฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่ออาศัยอำนาจของกระบวนการยุติธรรมเข้ามาบีบบังคับ นั้นเอง
3.1.4 การวิเคราะห์ความขัดแย้ง และออกแบบการจัดการ
จากกรณีศึกษาข้างต้นเมื่อทำการวิเคราะห์สาเหตุของความขัดแย้งดังกล่าวจะพบว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเริ่มต้นระหว่างนายบี กับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งนายบีเลือกซื้อรถยนต์จากตัวแทนจำหน่าย และรับรถยนต์ไปใช้งานระยะหนึ่งรถยนต์คันดังกล่าวมีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นเกี่ยวกับอาการรถยนต์เอียงซ้าย และเมื่อเบรกรถยนต์จะปัดไปทางด้านซ้าย จึงได้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้ทำการแก้ไขปัญหาความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นแต่ตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถแก้ไขปัญหาความชำรุดบกพร่อง นายบีทำการเรียกร้องเพิ่มเติมจากเดิมที่มุ่งหวังให้ตัวแทนจำหน่ายแก้ไขปัญหาความชำรุดบกพร่อง มาเป็นการคืนรถยนต์ แต่ตัวแทนจำหน่ายปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของนายบี ๆ จึงเกิดความไม่พอใจ และร้องเรียนไปยังบริษัทผู้ผลิตแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่งบริษัทผู้ผลิตทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวพบว่า ตั้งแต่นายบีรับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากตัวแทนจำหน่ายนายบีมีการดัดแปลงรถยนต์โดยทำการเปลี่ยนไฟหน้ารถ , ขนาดล้อให้ใหญ่ขึ้น , เปลี่ยนแหนบรถยนต์ และโช้คอัพ ซึ่งอาจส่งผลต่อรถยนต์ทำให้เกิดความชำรุดบกพร่องตามที่นายบีแจ้งให้ตัวแทนจำหน่ายแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงจะพบว่า ทั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างทำการแก้ไขปัญหาความชำรุดบกพร่องให้กับนายบีเพื่อหวังว่านายบีจะมีความพึ่งพอใจในการดำเนินการด้านบริการของบริษัท
ต่อมา นายบีได้เข้าร้องเรียนเรียนเรื่องดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยในกรณีร้องเรียนดังกล่าว แต่ในชั้นของการเจรจาไกล่เกลี่ยของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ย เนื่องจากอุปนิสัยส่วนตัวของนายบีที่มีลักษณะที่ก้าวร้าวไม่ค่อยยอมรับฟังผู้อื่น หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยก็ตาม และผลจากการเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นเจ้าหน้าที่ไม่ประสบผลสำเร็จสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาร่วมกันทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ผู้แทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้แทนจากสถาบันยานยนต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือนมีการทุบรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งบริเวณหน้าตึกชินวัตรทาวน์เวอร์ และเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ แต่ความขัดแย้งกรณีดังกล่าวสามารถยุติกันได้ด้วยดี และเป็นที่พึ่งพอใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
ในการเจรจาไกล่เกลี่ยที่มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการอื่น ๆ เข้าร่วมด้วยนั้น นายบีมีการทำการยื่นข้อเสนอให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และตัวแทนจำหน่ายรับซื้อรถยนต์คืนในราคา 1,500,000 บาท และต่อมาลดลงเหลือ 1,300,000 บาท ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวนายบีให้เหตุผลว่า เป็นจำนวนเงินที่ตนเองควรได้รับจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตนเองและมารดา แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์แจ้งว่า สามารถรับซื้อรถยนต์คืนได้เพียง 868,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่นายบีซื้อจากตัวแทนจำหน่าย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ไม่ตรงกัน แต่นายบียังคงยื่นยันข้อเสนอที่ตนเองเสนอไปโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จึงมีผลทำให้ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ดังนั้น นายบีจึงเดินออกจากห้องประชุม และทำการชักชวนสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งที่รออยู่นอกห้องเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อรอทำข่าวกรณีความขัดแย้งดังกล่าวออกไปบริเวณถนน และทำการทุบรถยนต์คันดังกล่าว โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เตรียมมา เช่น พลั่ว ท่อเหล็ก เป็นต้น ฟาดลงไปที่กระจกหน้ารถยนต์ และฝากระโปรงรถอย่างไม่ยั้งมือมีผลทำรถยนต์ได้รับความเสียหาย และเมื่อทำการทุบรถยนต์เรียบร้อยแล้วได้เดินทางเข้ามายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีกครั้งพร้อมทั้งทำหนังสือขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องดำเนินคดีแทนตนเอง อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีการเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาทำการเจรจาไกล่เกลี่ยกันอีกหลายครั้ง โดยมีการแยกเจรจาคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แต่ยังคงไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้
จากข้อเท็จจริง ตลอดจนข้อมูลในด้านต่าง ๆ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่า จะใช้อำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติไม่ดำเนินคดีแทนนายบีด้วยเหตุผลที่ว่า ปัญหาความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นมีผลมาจากการที่นายบีทำการดัดแปลงรถยนต์ด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนโช้คอัพ แหนบ และยางรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เกิดจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ส่งมอบรถยนต์ที่ชำรุดบกพร่องให้แก่นายบีแต่อย่างใด อันเป็นผลทำให้การรับประกันหรือการรับผิดชอบของบริษัทฯ สิ้นสุดลง รวมทั้งบริษัทฯได้พยายามเจรจาหาข้อยุติกับนายบีมาโดยตลอดเห็นว่าบริษัทฯ มิได้ทำการละเมิดสิทธิของนายบี ซึ่งเป็นผู้บริโภคแต่อย่างใด จึงมีมติไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสามารถเขียนเป็นแผนผังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งดังกล่าว ดังนี้
หน่วยงานราชการ
(สคบ.,สศอ.
สถาบันยานยนต์,มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)
นางเอ
นายบี บริษัทผลิตรถยนต์ ตัวแทนจำหน่าย
สื่อมวลชน
ภาพที่ 3.1 แสดงแผนผังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Diagram)กรณีศึกษาที่ 1
ความหมายของสัญลักษณ์
หมายถึง เป็นพันธมิตรกัน
หมายถึง แตกหัก หรือไม่ถูกกัน
หมายถึง มีอิทธิพลต่อกัน
หมายถึง กำลังมีเรื่องขัดแย้ง
หมายถึง สัมพันธ์ดีเป็นครั้งคราว
จากแผนผังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งข้างต้นจะพบว่า ความสัมพันธ์ของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งดังกล่าวหากจะเข้าไปทำการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ควรที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาในส่วนของนายบีเป็นอันดับแรก เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเริ่มต้นมาจากการไม่ยอมรับความเป็นจริง และด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของนายบีที่เป็นคนที่เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของตัวเอง โดยจะพูดโอ้อวดในความสามารถด้านต่าง ๆ เสียก่อน ในการสร้างความสัมพันธ์กับนายบี เพื่อสร้างการยอมรับในกระบวนการในการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้ง การดับอารมณ์ของนายบี ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้ควรใช้วิธีการปรับกรอบความขัดแย้ง (Reframe) การปรับเปลี่ยนกรอบคำพูด (Reframing) และการกล่าวทวน (Paraphrasing) ไปเรื่อย ๆ รวมทั้ง ตรวจสอบว่า นายบีมีความเคารพหรือเชื่อฟังใครเป็นพิเศษหรือไม่ เพื่อไว้เป็นบุคคลที่จะช่วยในกรณีที่เจอทางตันไม่สามารถดำเนินการเจรจาต่อไป และทำการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในส่วนของความขัดแย้งระหว่างนายบีกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และตัวแทนจำหน่ายเป็นอันดับต่อไป
สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งข้างต้นสามารถที่จะออกแบบการจัดการความขัดแย้งเป็นขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า มีรายละเอียดอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลในการทำการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวโดยทำการสอบถามจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้ร้องเรียน,ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่กรณี ,หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เป็นต้น ตลอดจนทำการสร้างความสัมพันธ์คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ร้องเรียน หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกร้องเรียน เพื่อเป็นการสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อถือจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย และให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแก่คู่กรณี
2. ทำการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับเพื่อนำมาออกแบบในการจัดการ และวางกระบวนการ ขั้นตอนที่จะทำการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งก่อนลงมือปฏิบัติจริง เช่น สถานที่ที่เหมาะสมในการเจรจาไกล่เกลี่ย บุคคลที่จะเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย ข้อมูลสนับสนุนการวางกรอบกติการะหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยไว้คราว ๆ เบื้องต้น วิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น
3. ในขั้นตอนของการเจรจาไกล่เกลี่ยก่อนที่จะทำการเจรจาไกล่เกลี่ยควรมีการแนะนำผู้ที่เข้าร่วมประชุม และมีการเปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถให้ข้อมูลของฝ่ายตนอย่างเท่าเทียมกันโดยการให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายให้ข้อมูลกับเราที่ละฝ่าย และทำการประเมินข้อมูลที่ได้ว่ามีส่วนที่สามารถเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ เพื่อจะนำมาเป็นตัวประสานไปสู่ความต้องการที่แท้จริง และประโยชน์ร่วมกันของคู่กรณี
4. ทำการกำหนดกรอบ กติกา ประเด็นปัญหาที่จะทำการเจรจาไกล่เกลี่ยร่วมกัน โดยให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความยอมรับในกรอบกติกาที่คู่กรณีเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง เช่น การไม่กล่าวคำไม่สุภาพหรือสอดแทรกขึ้นมาระหว่างคู่กรณีอีกฝ่ายให้ข้อมูลต่อที่ประชุม การไม่แสดงกริยามารยาทที่ไม่สุภาพหรือเป็นการข่มขู่ต่อคู่กรณีอีกฝ่าย หรือจะเจรจาไกล่เกลี่ยกันในประเด็นที่มีการตกลงกันไว้ เป็นต้น
5. ระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยควรมีการตรวจสอบ และทำการสังเกตสภาพอารมณ์ พฤติกรรมของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพื่อกำกับไม่ให้บรรยากาศในการประชุมตึงเครียดจนเกินไป เนื่องจากจะมีผลต่อการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งหากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอารมณ์ผู้ไกล่เกลี่ยควรมีการดำเนินการดับอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าว อาจมีการแยกประชุมโดยเชิญคู่กรณีอีกฝ่ายออกจากห้องประชุม และทำการพูดคุยในลักษณะของการทำการปรับเปลี่ยนกรอบคำพูด (Reframing) การกล่าวทวน (Paraphrasing) ประกอบกับการแสดงความเข้าอกเข้าในประเด็นความคับข้องของคู่กรณี
6. ในการเจรจาไกล่เกลี่ยควรมีการสรุปประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่ไปในเวลาเดียวกัน เช่น ประเด็นปัญหาใดสามารถพูดคุยกันหรือทำความเข้าใจได้ตรงกันแล้ว ก็ทำการสรุปผลให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายรับทราบ และยอมรับในประเด็นนั้น ๆ แล้วทำการขยายไปสู่ประเด็นปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่สามารถตกลงกันได้ต่อไป
7. ทำการเชิญชวนให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันเสนอแนวทางข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเผชิญอยู่ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี ตลอดจนเป็นการเปิดออก ซึ่งความต้องการที่แท้จริงหรือความสนใจของคู่กรณี และทำการปรับแนวทางที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเสนอเข้าหากันอันเป็นการลดการผูกพันต่อจุดยืน หรือทางเลือกของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจใช้เทคนิคในการเจรจาต่อรองเชิงธุรกิจเข้ามาเป็นเครื่องมือ เป็นต้น
8. ในการต่อรองเกี่ยวกับประโยชน์หรือความสนใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายควรมีลักษณะของค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปโดยทำการโน้มจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน หรืออาจทำการเลือกยึดข้อตกลงต่าง ๆ หรือพัฒนาแนวทางเลือกของคู่กรณีโดยความเห็นร่วม หรือสร้างแนวทางกระบวนการที่จะนำไปสู่ข้อตกลงในประเด็นเนื้อหาที่คู่กรณีให้ความสนใจ
9. เมื่อบรรลุข้อตกลงที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ควรมีการดำเนินการให้มีการทำบันทึกข้อตกลงที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นทางการ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและยอมรับได้โดยความยินยอมพร้อมใจจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
3.1.5 ผลลัพธ์การจัดการเปรียบเทียบเชิงทฤษฎี และความเป็นจริง
3.1.5.1 ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความขัดแย้งเชิงทฤษฎี
ในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามกรณีศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ 5 มีการออกแบบในการจัดการความขัดแย้ง และผลลัพธ