บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จากสภาวการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันได้มีการเจริญเติบโตในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถสังเกตจากการขยายตัวของภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก จากการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีความหลากหลาย และมีคุณภาพที่สามารถจะแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ รวมทั้งการนำเอาเทคนิคการจำหน่ายสินค้าและบริการในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดรายการส่งเสริมการขายที่หลากหลายเพื่อเพิ่มยอดขายของผู้ประกอบธุรกิจ หรือมีเหตุผลมาจากมีเจตนา หรือตั้งใจปกปิดข้อเท็จจริงบางประการเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคทราบ แล้วจะมีผลทำให้ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ประกอบธุรกิจมีการเสนอเพื่อจำหน่ายสินค้าโดยไม่ล่วงรู้ถึงสภาวการณ์ทางการตลาด คุณภาพของสินค้าที่ถูกต้องและครบถ้วน หรือการทำสัญญากับผู้บริโภคที่อาศัยข้อมูลที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับทราบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรมกับผู้บริโภค อันอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปโดยส่วนรวม อันเป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ
แม้ว่ากฎหมายได้มีการบัญญัติให้การคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ไว้ก็ตาม แต่ก็มีการละเมิดสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจ โดยจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ปรากฏว่า มีผู้บริโภคเข้าร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีจำนวน รวมทั้งสิ้น 6,902 ราย ประกอบไปด้วย
(1) เกี่ยวกับเรื่องการโฆษณา จำนวน 653 ราย
(2) เกี่ยวกับเรื่องสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 3,838 ราย
(3) เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย
สินค้าและบริการ จำนวน 2,336 ราย
(4) เกี่ยวกับการขายตรงและตลาดแบบตรง จำนวน 71 ราย
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครวบรวมสถิติเกี่ยวกับจำนวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิจากผู้บริโภคไว้ ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, 2549 : 13, 29-31)
ตารางที่ 1.1 แสดงปริมาณเรื่องที่ร้องเรียนจากผู้บริโภคระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2545-2548
|
ปีงบประมาณ |
ปริมาณเรื่อง ที่ร้องเรียน |
ปริมาณเรื่องที่ได้รับ การแก้ไขโดยการเจรจาไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ |
คิดเป็นร้อยละ (เปอร์เซ็นต์) |
|
2545 |
4,289 |
358 |
8.34 |
|
2546 |
5,608 |
447 |
7.97 |
|
2547 |
5,904 |
696 |
11.78 |
|
2548 |
6,902 |
361 |
5.23 |
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิร้องเรียนมีทิศทางที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ และในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้บริโภคปัจจุบันจะพบว่า การแก้ไขปัญหาโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยจะสามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากเราวิเคราะห์จากตารางข้างบนในส่วนของปริมาณเรื่องที่ได้รับการแก้ไขโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จจะพบว่า ช่วงระหว่างปีงบประมาณ 2545-2547 ปริมาณความสำเร็จมีลักษณะที่เพิ่มขึ้นจาก 358 กรณี มาเป็น 696 กรณี ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว เนื่องจากในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์มีการสั่งสมประสบการณ์ในการเจรจาไกล่เกลี่ยและทำหน้าที่ดังกล่าวต่ออย่างเนื่อง แต่หากเรามาพิจารณาจากข้อมูลปริมาณเรื่องที่ได้รับการแก้ไขปัญหาโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จในปีงบประมาณ 2548 จะพบว่าปริมาณเรื่องที่ได้รับการแก้ไขโดยการเจรจาไกล่เกลี่ยมีปริมาณที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดหรือประมาณ 1 เท่าตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยได้มีการลาออกเป็นจำนวนมากมีผลทำให้การปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยมีจำนวนลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น เราจะเห็นว่า การขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญงานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ย ถือว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่ควรให้ความสำคัญ และทำการแก้ไขปัญหา ตลอดจนทำการป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้บริโภค ซึ่งถือว่า เป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับปัญหาความขัดแย้งที่ไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในลักษณะของการฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งการดำเนินการแก้ไขปัญหาในลักษณะการฟ้องร้องคดีนั้นจะมีระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างยาวนาน ตลอดจนสิ้นเปลืองงบประมาณในการดำเนินการอย่างมาก แต่ในทางกลับกันการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย นั้น จะส่งผลดีในหลาย ๆ ด้าน เช่น การลดขั้นตอนในการดำเนินการ ระยะเวลา รวมทั้ง เป็นการประหยัดงบประมาณ และสามารถนำมา ซึ่งความเข้าอกเข้าใจต่อกันในปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รวบรวมเป็นสถิติไว้ ดังตารางข้างล่าง
ตารางที่ 1.2 แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ผู้บริโภครับการชดเชยความเสียหายจาก
ผู้ประกอบธุรกิจ
|
ปีงบประมาณ |
ปริมาณเรื่องที่ร้องเรียน |
มูลค่าการชดเชยที่ได้รับการแก้ไข โดยการเจรจาไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ(บาท) |
|
2545 |
4,289 |
7,936,460.00 |
|
2546 |
5,608 |
30,736,987.16 |
|
2547 |
5,904 |
42,005,749.52 |
|
2548 |
6,902 |
41,336,473.57 |
สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน และตำแหน่งนิติกร ซึ่งทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะมีมุมมอง ประสบการณ์ และวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ในความรับผิดชอบเป็นระยะ ๆ จึงส่งผลกระทบเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้มีการแก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นระบบระเบียบ และขาดประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่การเจรจาไกล่เกลี่ย หากมีการจัดระบบเกี่ยวกับกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีเกณฑ์ ขั้นตอนในการปฏิบัติหน้าที่แล้วจะส่งผลต่อผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการ วิธีการจัดการความขัดแย้งในงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคโดยอาศัยแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความขัดแย้งเพื่อจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นผ่านทางกระบวนการขั้นตอนของการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อนำไปสู่การเจรจาไกล่เกลี่ยในกรณีศึกษา 5 กรณี ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนเป็นข้อคิด แนวทางการพัฒนา และข้อเสนอแนะในการจัดการกระบวนการ วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่จะนำไปใช้ในอนาคตสำหรับงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1.2.1 เพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุระหว่างคู่พิพาทที่เกิดขึ้นในความขัดแย้ง
1.2.2 เพื่อศึกษาถึงขั้นตอน กระบวนการในการจัดการความขัดแย้งโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยอาศัย แนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง
1.2.3 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค
1.3 ขอบเขตของการศึกษา
การศึกษาครั้งนี้จะศึกษาเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยสำหรับ 5 กรณีศึกษา ดังนี้
1.3.1 เรื่อง ปัจจัยที่ 5 เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ใหม่ แล้วมีปัญหาความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นกับรถยนต์คันดังกล่าว
1.3.2 เรื่อง บ้านอันเป็นที่รักของฉัน เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของที่พักอาศัยหลังจากที่ผู้บริโภคได้เข้าพักอาศัยเรียบร้อยแล้ว
1.3.3 เรื่อง หดได้อย่างไร “เราไม่ยอม” เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามที่ได้มีการโฆษณาไว้กับผู้บริโภค
1.3.4 เรื่อง มีแต่ตอ เป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้ปลูกสร้างที่พักอาศัยให้ผู้บริโภคตามสัญญา
1.3.5 เรื่อง ไม่มีปัญหาซ่อมได้ เป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับใช้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ แต่เกิดความชำรุดบกพร่อง และได้รับความเสียหายจากการใช้บริการดังกล่าว
1.4 วิธีการศึกษา
การศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะกล่าวคือ ลักษณะที่ 1 ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาร้องเรียนของผู้บริโภคต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนตำราไทย ตำราภาษาต่างประเทศเกี่ยวกระบวนการ ขั้นตอน การจัดการปัญหาความขัดแย้ง ลักษณะที่ 2 ใช้วิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสอบถามข้อมูลตลอดจนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแง่มุมต่าง ๆ จากผู้ที่ทำหน้าที่จัดการความขัดแย้งและคู่กรณี แล้วนำมาทำการวิเคราะห์ และค้นคว้า แนวคิดทฤษฎี และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งโดยรวม
1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง, ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียความขัดแย้ง และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในกรณีศึกษาที่ผู้ศึกษานำมาศึกษา แล้วนำมาทำการสังเคราะห์ ออกแบบการจัดการปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว โดยผู้เขียนมีแนวทางในการคัดเลือกกรณีศึกษา ดังนี้
1.4.1.1 กรณีศึกษาที่ผู้ศึกษาได้เข้าไปเป็นผู้จัดการความขัดแย้งด้วยตนเอง คือ กรณี ศึกษาที่ 1,3,4 และกรณีศึกษาที่ 5
1.4.1.2 กรณีศึกษาที่ผู้ศึกษาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งร่วมกับบุคคลอื่น คือ กรณีศึกษาที่ 2
1.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี และกระบวนการ วิธีการ ตลอดจนมุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า มีความคิดเห็นอย่างไรกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีศึกษา ผู้ศึกษาดำเนินการสร้างเครื่องมือตามขั้นตอน ดังนี้
1.4.2.1 ศึกษากระบวนการ ขั้นตอน และการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งในงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
1.4.2.2 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสภาพปัญหา และการดำเนินการจัดการปัญหาความขัดแย้ง จากคู่มือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนและนิติกร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการนำมาสร้างแบบสอบถาม
1.4.2.3 สร้างแบบสัมภาษณ์ฉบับร่าง โดยได้รับการแนะนำเพื่อตรวจสอบเนื้อหา และนำขอเสนอแนะต่าง ๆ จากอาจารย์ที่ปรึกษานำมาปรับปรุงแก้ไข
1.4.2.4 นำแบบสัมภาษณ์ฉบับร่างเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งเพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้อง
1.4.2.5 นำแบบสัมภาษณ์ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปเก็บข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ดังนี้
ฉบับที่ 1 แบบสัมภาษณ์ผู้ที่ทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ย เป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน และเทคนิคในการทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง
ฉบับที่ 2 แบบสัมภาษณ์คู่กรณีที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน เป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับความคิดเห็น มุมมอง และแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
1.4.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ศึกษาเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ตามแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นจากผู้ทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ย และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในกระบวนการ วิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย และใช้แบบบันทึกความก้าวหน้าการเจรจาไกล่เกลี่ยในการเก็บรวบรวมเรื่องราวรายละเอียดของการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง ประกอบกับเอกสาร ข้อมูล อ้างอิงที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนำมาแสดงในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยประกอบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง
1.4.4 การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ โดยทำการวิเคราะห์เนื้อหาของข้อมูล แยกแยะเป็นด้านเนื้อหาเหตุการณ์ เนื้อหาด้านกระบวนการ เนื้อหาด้านผลลัพธ์ เรียบเรียงเนื้อหาการวิเคราะห์ในภาพรวมแต่ละด้านตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยแสดงผลออกมาเป็นข้อความ ตามประเด็นดังนี้
1.4.4.1 สรุปเนื้อหาความขัดแย้งตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการ
เจรจาไกล่เกลี่ย
1.4.4.2 วิเคราะห์กรณีศึกษาในเชิงทฤษฎี ใน 3 ส่วน ดังนี้
1. วิเคราะห์เหตุการณ์เชิงทฤษฎีเพื่อสร้างความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
2. วิเคราะห์ขั้นตอน กระบวนการในการจัดการความขัดแย้งตามแนวทางการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยอาศัย แนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง
3. ศึกษากระบวนการจัดการความขัดแย้งของกรณี
1.4.4.3 ผลลัพธ์การจัดการเปรียบเทียบเชิงทฤษฏีและความเป็นจริง
1.4.4.4 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และกระบวนการที่เหมาะสม
1.5 คำจำกัดความ
การเจรจาไกล่เกลี่ยกันเอง (Negotiation) หมายถึง กระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งคนตั้งแต่สองคนสมัครใจที่จะมาพูดคุยถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง และพยายามที่จะบรรลุการตัดสินใจร่วมในสิ่งที่เขามีความห่วงกังวลร่วมกัน
การเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง (Mediation) หมายถึง การที่คู่กรณีพยายามที่จะแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างกันโดยความช่วยเหลือของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่สามที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
กระบวนการจัดการความขัดแย้ง (Process Conflict) หมายถึง วิธีการ ขั้นตอนเกี่ยวกับการดำเนินการในการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง
การคุ้มครองผู้บริโภค หมายถึง การให้การคุ้มครอง ดูแลเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้มีการทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541
ผู้บริโภค (Consumer) หมายถึง ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม
ผู้ประกอบธุรกิจ หมายถึง ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย
โฆษณา หมายถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า
สัญญา หมายถึง ความตกลงกันระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อซื้อสินค้าและขายสินค้า หรือให้และรับบริการ
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
สิทธิผู้บริโภค หมายถึง สิทธิที่ผู้บริโภคได้รับตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541
การฟ้องดำเนินคดีแทนผู้บริโภค หมายถึง การดำเนินคดีแพ่ง และ/หรือ คดีอาญาโดย ผู้ที่ได้รับการมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในการฟ้องเรียกร้องทรัพย์สิน หรือค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ร้องขอ และได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดี
1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.6.1 ได้ข้ออธิบายพฤติกรรมของปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภค และผู้ประกอบธุรกิจนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาวางแผนจัดการปัญหาความขัดแย้ง
1.6.2 ได้ข้อคิด แนวทางการพัฒนาการการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เพิ่มมากขึ้น
1.6.3 ส่งเสริมให้เกิดแนวคิด กระบวนการที่ใช้สำหรับการจัดการความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจได้