ครู การให้โอกาส ความเอื้ออาทร

                                    

ครูของผม  ครูปลั่งศรี มูลศาสตร์

        เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ผมไปเป็นประธานจัดงาน "สานสัมพันธ์สิรินธร 75 ปี คืนสู่เหย้าชาวขาว-แดง"ที่โรงเรียนสิรินธร สุรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าเมื่อครั้งที่ผมเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
        เหตุที่ผมรับเป็นประธานจัดงานนั้น มาจากเหตุผลหลายข้อด้วยกันได้แก่ หนึ่ง..รุ่นที่ผมเรียนอยู่นั้นได้รับเกียรติ์จากสมาคมศิษย์เก่าให้รับจัดงานในปีนี้ สอง..เป็นโอกาสได้ตอบแทนคุณสถานศึกษาที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ สาม..ได้มีโอกาสใกล้ชิดครูอาจารย์ที่เคารพนับถือ โดยเฉพาะ "ครูปลั่งศรี มูลศาสตร์"ที่ผมถือเป็นครูที่พลิกเปลี่ยนชีวิตของผม จากเด็กไม่เอาถ่าน เกเรเกตุง มาเป็น "ครูหยุย"ในทุกวันนี้ได้
        เล่าสั้นๆ ถึงอดีตโดยสังเขปว่า สมัยวัยรุ่นนั้น ผมเกเรมาก ชกต่อยตีรันฟันแทง เที่ยวเตร่กลางคืน ไม่ตั้งใจการเรียน จบผ่านแต่ละระดับชั้นมาได้ด้วยเส้นยาแดงผ่าแปด  ผมมีโอกาสพบครูปลั่งศรีของผมในช่วงผมไปสมัครเรียนต่อระดับมัธบมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนสิรินธร ผมสอบเข้าไม่ได้  แต่ด้วยความรู้สึกเสียหน้าอายเพื่อนที่สอบเข้าไม่ได้ ก็ขอเข้าไปพบครูปลั่งศรีที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ก็ไปขอพบด้วยใจกล้าๆกลัวๆ
        ขอพบ ก็ได้พบ ครูนั่งรอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผมเห็นแล้วหายกลัวทันที ครูถามว่ามาพบทำไม ก็ตอบไปว่าอยากเรียน ครูยิ้มแล้วพูดกับผมว่า ผมนะเรียนไม่ดี รู้มาว่าชอบเที่ยวและเกเร จะเรียนไหวหรือ ผมยืนยันกลับไปว่าจะตั้งใจเรียน
        ครูยิ้ม นิ่งมองหน้าผมครู่หนึ่ง แต่ใจผมขณะนั้นเต้นระทึก แล้วครูก็พูดว่า ตกลงครูรับเธอเข้าเรียน ครูเชื่อว่าเธอเรียนได้ดี ถ้าเธอตั้งใจเรียน
        ผมได้เรียนสมใจ หลายครั้งที่เรียนแล้วไม่สนุก อยากจะหนีเรียน แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าครูปลั่งศรีของผมทีไร ผมมีสติกลับมาทุกครั้ง ผมมาทราบภายหลังว่า ครูถามถึงพฤติกรรมและดูผลการเรียนของผมอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วง แล้วผมก็สอบผ่านมัธยมปลายมาได้ แม้ผลการเรียนจะไม่ดีนักก็ตาม
        จุดสำคัญในวันนั้น ทำให้ได้เรียนต่อจนจบระดับปริญญา ได้ทำงานเพื่อเด็กตามที่ใจผมปรารถนา ได้รับใช้ประเทศชาติบ้านเมืองในหน้าที่ต่างๆ ตามวาระจนเป็นครูหยุยถึงทุกวันนี้
        แม้ยามที่ผมจบทำงานแล้ว ครูปลั่งศรียังมีจดหมายถึงผมอยู่เนืองๆ ข้อเขียนทุกครั้งจะพูดถึงงานที่ผมทำ พูดถึงบทสัมภาษณ์ตามที่ต่างๆ ของผม พูดถึงข้อเขียนของผมในสื่อสารมวลชน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ครูก็ยังเป็นครูทุกขณะจิต ที่คอยติดตามข่าวคราวของศิษย์อยู่เสมอด้วยความคิดถึงและห่วงใย
        ครูปลั่งศรี ไม่ได้สอนหนังสือผม แต่ครูให้ชีวิตใหม่ทางการเรียนแก่ผม ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความเชื่อมั่นที่ผู้ใหญ่ต้องให้โอกาสแก่เด็กอยู่เสมอ ครูบอกให้ผมรู้ถึงคุณค่าความเป็นครู ที่มีจิตเอื้ออาทรถึงศิษย์อยู่เสมอ แม้อยู่ห่างไกล แม้ไม่ได้สอน แต่ก็ห่วงใยและให้กำลังใจได้เสมอ
         วันที่ 25 มิถุนายน 2553 ที่จะถึงนี้ ครูปลั่งศรีของผมก็จะอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์ ด้วยครูเป็นที่รักของชาวสุรินทร์มาก จึงมีลูกศิษย์ลูกหาร่วมกันจัดการเลี้ยงฉลองอายุให้อย่างใหญ่โต ผมเองเมื่อทำงานแล้ว ชีวิตจิตใจหักเหไปในทางการสร้างกระบวนการเรียนรู้ จึงตัดสินใจขออนุญาตครูจัด "ปาฐกถาปลั่งศรี มูลศาสตร์"ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อใช้โอกาสวันดีวันอายุครูครบ 80 เป็นฤกษ์ชัยสร้างสติปัญญาให้แก่เยาวชนและพ่อแม่ชาวสุรินทร์ทั้งหลาย และถือเป็นตอบแทนคุณครูปลั่งศรีของผมไปในโอกาสเดียวกัน
         ผมกำลังเตรียมการอยู่ครับ จัดและเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป .....ขอบคุณครับ