วันที่ 14 มิถุนายน 2549 มีการลปรร.กับผู้เชี่ยวชาญกรมฯ โดยกำหนดหัวข้อ การจัดการความรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตร  เริ่มจากดิฉันได้สรุปนานาเรื่องราวของการจัดการความรู้ในกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน  ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดการความรู้ตามโครงการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ใน 76 จังหวัดโดยมีจังหวัดนำร่อง 18 จังหวัด

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ควรนำเครื่องมือ KM มาใช้กับยุทธศาสตร์หลักของกรมฯทั้ง 5 ด้าน นอกจากด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยแล้ว  ขณะเดียวกันในระดับ กอง/สำนัก/เขต/ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ก็จะต้องมีการนำ KMไปปรับปรุงและพัฒนา ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ดีขึ้น โดยยึดพันธกิจของหน่วยงานเป็นหลัก และต้องมีการจัดเวที ลปรร. อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ควรเป็นเดือนละครั้ง  อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ผลผลิตจากการลปรร. ควรมีการจัดทำรายงานเก็บไว้เป็นแหล่งอ้างอิงทุกครั้งและเก็บอย่างมีระบบ สามารถสืบค้นได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น มีความเคลื่อนไหวอย่างไร นอกจากนี้ในช่วง 3 เดือนควรมีการรายงานและมีการสรุปผลงานเป็นรายปีอีกด้วย

หากสามามารถทำได้เช่นนี้ ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารจะได้ทราบความเคลื่อนไหวในการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่อง

อนึ่งในระดับจังหวัดที่ใช้กลไกตามระบบส่งเสริมการเกษตรเป็นเวทีการลปรร. เช่นเวที DW DM MM ซึ่งมีการดำเนินการอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า  การนำ KM มาเป็นเครื่องมือในการ  ลปรร. ในเวทีปกติตามระบบส่งเสริมการเกษตร เป็นการเสริมสร้างกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปกติมีการจัดอยู่แล้ว แต่ยังขาดการตั้งเป้าหมายงานที่ชัดเจนและสิ่งสำคัญคือขาดการบันทึกที่เป็นระบบ มีเพียงการ ลปรร.อย่างเดียวทำให้องค์ความรู้หลายเรื่องที่เกิดในวงแลกเปลี่ยนไม่ได้เก็บไว้เพื่อการต่อยอดและการสืบค้นอย่างเป็นระบบ  

 หากทำได้เช่นนี้จะเกิดการพัฒนางานเป็นวงจรอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด  และทำให้คำกล่าวที่ว่า KM เนียนในเนื้องาน เกิดขึ้นได้ด้วยตัวผู้ปฏิบัติงาน ให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้สร้างและผู้ใชองค์ความรู้นั้น ๆ ด้วยตนเอง