นักเรียนหอล้วนแล้วแต่มาจากที่ต่าง ๆ กันต่างฐานะ ต่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่และวิถีชีวิต  ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้สำหรับผู้ที่เปิดใจรับรู้เรื่องราวของเพื่อน ๆ  บางคนก็รับความอัตคัดของเพื่อนไม่ได้ก็จะปลีกตัวออกไป  บางคนมีจิตใจเมตตาอยู่เป็นทุนก็จะช่วยเหลือเพื่อนในการแบ่งปันเสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียนรวมไปถึงการรวมเงินกันเป็นค่าหน่วยกิตให้เพื่อน ๆ ที่ขาดแคลนหรือเป็นค่าหอพัก

         "แสงเพ็ญหรือเพ็ญ" เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เคยอยู่หอพักเดียวกัน  เพื่อน ๆมักจะเรียกเธอว่า "พี่เพ็ญ" เพราะเธอมีอายุรุ่นพี่และจบมัธยมปลายก่อนพวกเราถึง ๒ ปี ยามว่างพวกเรามักจะจับกลุ่มคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวสารพัดที่ใครคนหนึ่งก่อประเด็นขึ้นมา และปลายเปิดกว้างขวางขึ้น บางกลุ่มคุยเรื่องการเรียน  บางกลุ่มคุยเรื่องเพื่อนชาย บางกลุ่มคุยเรื่องครอบครัว  ฯลฯ วันนั้นวงสนทนาของฉันเปิดประเด็นเรื่อง "โรงเรียนและครูที่สอนมาในชั้นประถมหรือมัธยม

        พี่เพ็ญ เป็นเด็กขาดแคลนมาจากครอบครัวแตกแยก  อาศัยอยู่กับญาติ ๆ และช่วยเหลือตนเองสามารถจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายมาอย่างทุลักทุเล  เธอมีข้อคิดประจำใจว่า "เมื่อจนก็ต้องเรียนเมื่อโง่ก็ต้องเรียน ความจนและความโง่ต้องแก้ด้วยการศึกษา

        ภายหลังที่พี่เพ็ญจบมัธยมปลาย  เธอไม่เรียนต่อถึง ๒ ปีเพราะต้องออกรับจ้างหาเงินทุนไว้สำหรับเรียนต่อ สมัยนั้นทุนการศึกษาไม่ดาษดื่นเหมือนปัจจุบันและเงินกู้ยืมเรียนก็ไม่มี   

        เมื่อทุกคนต่างพูดถึงคุณงามความดีของครูแต่ละท่าน  พี่เพ็ญเล่าเหมือนกันแต่ครูของพี่เพ็ญมีความต่างจากพวกเรา เนื่องจากพี่เพ็ญไม่มีเงินไปซื้อวัสดุการฝีมือ "ครูของพี่เพ็ญประนามพี่เพ็ญว่า  ไม่มีเงินเสือกมาเรียนทำไม จนแล้วยังไม่เจียมตัวอีก  แบบเธอนี่ต้องเหมาะไปเป็นโสเภณีมากกว่ามาเรียนต่อ แม่เธอหายไปก็เพราะไปขายตัวใช่ไหม" พี่เพ็ญมีความตั้งใจว่าจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรีและจะพยายามสอบไปเป็นครูให้ได้  แล้วจะรีบไปกราบคุณครูท่านนี้เป็นคนแรก 

       ยามว่างหรือปิดเรียน  พี่เพ็ญจะขออนุญาตอาจารย์ออกไปรับจ้างตามบ้านอาจารย์และร้านค้า  และซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์กลับมาที่หอพัก  พวกเราจะเป็นลูกมือช่วยพี่เพ็ญพับถุงจนดึกดื่น  เพื่อนำถุงไปขายร้อยละ ๒ บาท  เมื่อฉันกลับบ้านยังเคยนำหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่บ้านและบ้านญาติ ๆ ไปฝากพี่เพ็ญเป็นฟ่อน ๆ  เพื่อนบางคนก็หยอดกระปุกวันละ ๒-๓ บาทเพื่อเอาเงินมารวมกันให้พี่เพ็ญจ่ายค่าหอบ้างหรือค่าหน่วยกิตบ้าง  คนที่มีฐานะไม่ขาดแคลนก็ขอทุน ก.พ.(กระเป๋าพ่อ) มาเพิ่มเผื่อพี่เพ็ญ

        วันที่เราจบการศึกษา  พี่เพ็ญได้แจกซองและเขียนจดหมายถึงพวกเราแต่ละคน   ว่าเธอเรียนจบด้วยเงินของใครบ้าง  และอวยพรให้เพื่อน ๆ ที่ช่วยเหลือมีความสุขสำเร็จในชีวิต  แต่ที่ห่างเหินกันเพราะแต่ละคนอยู่คนละจังหวัด  การติดต่อสื่อสารสมัยนั้นจะส่งจดหมายถึงกัน  แต่คนนิสัยไม่ดีอย่างฉันชอบรับแต่จดหมายของเพื่อนแต่ไม่ชอบเขียนจดหมายตอบ  ทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมรุ่นบางคนห่างเหินไป  บันทึกนี้อยากบอกพี่เพ็ญว่า "พี่เพ็ญเป็นแบบอย่างของคนต่อสู้ชีวิต" และยังระลึกถึงพี่เพ็ญเสมอ

http://images.google.co.th/imglanding?q