ความดี ความเก่ง และความสุขอยูบนโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน

จากข้อความในบันทึกของคุณนายดอกเตอร์ (ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์)

เมื่อไม่นานมานี้ทำตัวเป็นสะพานบุญ เชื่อมคนงามด้วยภูมิธรรมและความรู้ คือ คุณศิลา กับทีมงานของคุณหมอและพยาบาลกลุ่มเล็กๆแห่ง โรงพยาบาลปากช่องนานา นำโดย พญ.รัตนา ยอดอานนท์ หรือ คุณหมอรัตน์ (เจ้าบ้าน)และ อีกคณะนำโดย พญ.รุจิรา มังคละศิริ หรือ คุณหมอตุ๊ (เจ้าภาพอาหาร และ ของว่าง)จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ให้ทุกท่านได้มาพบกันด้วยจิตอันเป็นกุศล มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันเพื่อการพัฒนาตนจากภายในให้ทำงานอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น ด้วยศาสตร์แห่งนพลักษณ์ ธรรมะ และ การจัดการความรู้

และ

ขอกล่าวสรุปสั้นๆถึงความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้นจากวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นั่นคือ

  • ได้เห็นความลุ่มลึก ความสามารถของคุณศิลาในการบูรณาการศาสตร์นพลักษณ์ โดยใช้ธรรมะมาอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ละมุนละม่อม แต่ละลักษณ์มองเห็นตนเอง มองเห็นจุดที่ต้องพัฒนา จุดที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น มองเห็นการนำจุดแข็งของลักษณ์อื่นมาเสริมจุดอ่อนของลักษณ์ตนเพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลย์ของชีวิตให้มีความสุขจากการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

  • ได้เห็นกระบวนการ และวิธีการใช้นพลักษณ์ กับ ธรรมะ อย่างผู้เข้าใจจากการปฏิบัติ ทำให้เรื่องของ การฟังด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ – Deep listening หรือ ฟังอย่างลึกซึ้ง การมีสุนทรียสนทนา – Dialogue  การแบ่งปันเรื่องราวของตน – Sharing การซักถามอย่างรับรู้ซึมรับรู้คุณค่าเรื่องราวที่ได้ฟัง – Appreciative Inquiry เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในบรรยากาศเช่นนี้

สิ่งที่เห็นในกระบวนการนี้น่าสนใจมากเพราะผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ เห็นคนทำงานด้านการจัดการความรู้ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบางที่ ที่ไปหากรอบมาจำกัดตนเอง ทำงานด้วยความกลัวผิดตำรา หรือ ผิดไปจากกรอบของตน ทำด้วยความคาดหวังว่าจะเอา “How to” เร็วๆ จึงมักจะเร่งร้อนให้ผู้เข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เข้าเรื่องเร็วๆ คาดหวังให้ทุกคน “เล่าเรื่องเป็น” ลืมไปว่าคนเราแตกต่างกันในความเป็นตัวเขา จึงมีวิธีแตกต่างกันในการเล่าเรื่อง กระบวนกร หรือ Facilitator จึงต้องเข้าใจและใจเย็น ให้เรื่องราวเปิดเผยออกมาตามจังหวะที่สมควร อีกทั้งยังต้องใส่ใจกับอารมณ์ ความรู้สึกของผู้เล่าอีกด้วย

งานนี้จึงขอขอบคุณคุณศิลาอย่างยิ่ง ที่ทำให้ได้มีโอกาสสร้างกุศลร่วมกัน ชื่นชมในความรู้ ความสามารถ และ ความงามทั้งกายและงามด้วยธรรมะ ขอให้บุญรักษามีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไปทั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ

รายละเอียดในบันทึก

สะพานบุญสู่โรงพยาบาลปากช่องนานา...ถึงชมกล้วยไม้หวายแดงhttp://gotoknow.org/blog/k-creation/347037

สะพานบุญสู่โรงพยาบาลปากช่องนานา...ถึงชมกล้วยไม้หวายแดงป่าเขาใหญ่ (๒)http://gotoknow.org/blog/k-creation/347044

 

ผู้เขียนรู้สึกปิติอย่างยิ่งกับการทำงานบนเส้นทางสะพานบุญที่คุณนายดอกเตอร์หรือพี่นุชที่ผู้เขียนเคารพศรัทธาเป็นผู้เชื่อมโยงให้เข้าถึงคุณหมอและคุณพยาบาลผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตและงานกันมาอย่างโชกโชน

 

สิ่งที่ผู้เขียนมักจะถามก่อนเสมอในการไปร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นั่นก็คือ "คุณลักษณะกลุ่มลปรร" และก็ต้องรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่มีข้อค้นพบพิเศษในกลุ่มที่พี่นุชได้แนะนำในครั้งนี้คือคุณหมอและคุณพยาบาลที่จะไปจัด ณ โรงพยาบาลปากช่องนานา ส่วนใหญ่ผ่านการปฏิบัติธรรมมาแล้ว ดังนั้น การออกแบบกระบวนการให้เหมาะสมกับคุณลักษณะพิเศษนี้จึงก่อตัวในใจของผู้เขียนด้วยความรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เห็นถึงธรรมชาติของตัวตนผ่านเรื่องเล่าของกันและกันอย่างถึงแก่น และซาบซึ้งในเรื่องเล่าบนโลกทัศน์และการยึดติดที่แตกต่างกัน

 

นับว่าเป็นการเรียนรู้กายใจจากการปฏิบัติจริงโดยใช้กรอบทฤษฎีอธิบายประกอบเสริมเท่านั้น...คงไม่มีใครปฏฺิเสธิความจริงของกายและใจจากประสบการณ์ตรงของตนได้ 

เมื่อมาถึงบริเวณสถานที่จัด ผู้เขียนรู้สึกทึ่งกับการต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก  การเดินทางครั้งนี้   เราไปในช่วงที่มีกระแสทางการเมืองขั้นคุกรุ่น (๑๓ - ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓) วันเสาร์-อาทิตย์ที่ไม่เคยพักผ่อนกาย  แต่ได้พักผ่อนจิต บ่มเพาะให้มีพลังแรงกล้า

 

 

ความบังเอิญที่ไม่ใช่บังเอิญ  คุณหมอรัตน์และลูก ๆ ช่วยกันวาดรูประบายสีดักแด้กลายเป็นผีเสื้อ ซึ่งเป็นแนวคิดของ Enneagram เพื่อการพัฒนาจิต Self Transformation โดยที่ได้ถามคุณหมอแล้วว่าท่านก็ไม่ทราบแต่อย่างใดว่าเป็นคำในบทความที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้

 

คุณหมอตุ๊กล่าวเปิดงานและพี่นุชแนะนำตัว

 

ผู้เขียนเล่าเรื่องสู่กันฟังในบรรยากาศแบบสบาย ๆ ใครใคร่นั่ง นั่ง ใครใคร่นอน นอน...ยังดีที่ยังไม่มีการหลับค่ะ

 

                        เล่าเรื่องด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นกัลยาณมิตร

 

            ค้นหาตัวตน  บนความเข้าใจในตัวเองเพียงแว่บแรก

 

ระดมความคิดเห็น และสะท้อนความรู้สึกผ่านความคล้ายคลึงกัน   ของโลกทัศน์

 

 

 

 

 

 

 

โลกทัศน์ต่าง... ความปรารถนาในความสุขย่อมแตกต่าง   แล้วเราจะขัดแย้งกันไปทำไม ต่อสู้ดิ้นรนกันไปเพื่ออะไร ทำไมเรา  ไม่รักกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

 

บทเรียนที่ได้รับ

อย่านำโลกทัศน์ของตนไปตัดสินผู้อื่น อย่านำความเก่ง ความดีที่ตนสร้างขึ้น (ไม่ว่าจริงหรือปลอมของตนเอง) ไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  

 

การตีตราผู้อื่นตามโลกทัศน์ของเราเอง นั่นคือการโยนสิ่งเลวร้ายให้กับผู้อื่น แล้วเราจะแตกต่างอะไรกับโจร หรือพวกคอร์รัปชั่น...คนดีจริงย่อมไม่กล่าวหาใคร

 

อย่านำเสนอข้อเท็จจริงบางส่วน บิดเบือนความจริงส่วนที่ดีที่สุดของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจหรือภาพลักษณ์ของตน สุดท้ายเราจะไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั่งความดีงามที่ตนสะสมมาอย่างยาวนาน

 

การวิจารณ์อย่างเป็นธรรมต่างกับการกล่าวหาใส่ร้ายตรงที่ผลสะท้อนที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือเป็นการสะท้อนให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลง... ใคร ๆ ต่างสัมผัสกันได้หากมีจิตโยนิโสมนสิการด้วยใจที่เป็นกลาง

 

คนเรามักเชื่อในคำพูดของผู้มีอำนาจ  แต่ไม่มองความเป็นจริงที่ปรากฎตรงหน้า...

สิ่งที่เราเชื่อว่าทำดีแล้วที่สุด ยึดมั่นว่าดีที่สุด ผู้อื่นอาจมองข้าม ไม่ใส่ใจ แล้วอะไรคือสิ่งวัดมาตรฐานความดี ... มันไม่ใช่บรรทัดฐานทางสังคมที่ใคร ๆ มองว่าดี

แต่มันคือ "การรู้เห็นในกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นภายในของเราตามความเป็นจริง" 

 

ความดีงามวัดกันที่ระยะเวลาและระยะทางที่ก้าวเดินไปในทิศทางที่แตกต่างกัน

การที่เขาไม่ได้เลือกเดินบนเส้นทางเดียวกับเรา ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สุข

       

    ความดี ความเก่ง และความสุขอยู่บนโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน

      

จงเคารพและเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน มองเขาจากความเข้าใจในโลกทัศน์ของเขา  แล้วเราจะเห็นความจริงแท้

 

 

 

 

 

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------