บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อทบทวนตัวเอง หลังจากที่ได้ผ่านประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการ“โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา ปี ๒๕๕๑” ที่ทางศูนย์จิตตปัญญาศึกษาจัดขึ้น

นอกจากจะส่งต้นฉบับให้ทางศูนย์จิตตปัญญา และเสมสิกขาลัย ที่เป็นองค์กรร่วมจัดแล้ว เพื่อให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายกว้างออกไปจึงได้นำมาตีพิมพ์ไว้ในที่นี้ด้วย

 

 

นับจากวันที่ได้ย่างเท้าเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงกระบวนกรฝึกหัด หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า TOT ๑ มาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็เป็นเวลาสองปีพอดี... เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวันเก่าๆ สิ่งที่จำได้สนิทใจก็คือ เสียงระฆังแห่งสติ   ห้องโล่งกว้าง ที่มีพื้นราบๆ เอาไว้ให้พวกเราได้นั่งล้อมวงคุยกัน   ได้นอนเหยียดยาวหันหัวชนกันในช่วงหลังอาหารเที่ยง อันเป็นเวลาของการผ่อนพักตระหนักรู้ที่พาให้เราเปี่ยมไปด้วยพลังเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

 

จากเดือนเมษา ๕๑ จนถึงเดือนมกรา ๕๒  เราพบกันแทบทุกเดือน เดือนละหลายวัน รวมระยะเวลาแล้วเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเลยทีเดียว มิตรภาพของกลุ่มจึงค่อยๆ งอกงามไปตามวันเวลาที่ผ่าน ในขณะที่บทเรียนที่พวกเราพบเจอก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นตามลำดับ

 

ฉันมาร่วมเรียนรู้ใน “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา ปี ๒๕๕๑”   ก็เพื่อมารู้จักกับกระบวนการที่จะพาให้เกิดการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ที่ฟังดูแล้วเข้าใจว่าน่าจะเป็นการพาให้ผู้เข้าร่วมกระบวนได้เดินทางกลับเข้าสู่โลกภายในของตัวเอง แต่จะด้วยวิธีการเช่นไร

 

วันแรกที่กลุ่มได้พบกัน ทอม - วัฒนชนม์  คงทน พูดถึงเป้าหมายของการมาอบรมในครั้งนี้ว่า “มาเพราะอยากรู้ว่าตัวเองซ่อนอะไรไว้ใต้พรมบ้าง” แต่ฉันก็ยังไม่ได้พบกับอะไรที่อยู่ใต้พรมของตัวเองจนกระทั่งมาถึงการอบรมในหัวข้อสุนทรียสนทนาที่มี ณัฐฬส วังวิญญู และเพื่อนๆของเขามาร่วมเป็นกระบวนกร พรมผืนนั้นพาฉันเดินทางย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ เข้าไปสัมผัสกับความสุขที่มากับเสียงกีต้าร์ใสๆ ใต้แสงเงาของดวงเทียน  และฉันก็ได้เข้าไปสัมผัสกับพลังงานที่เป็นพื้นฐานของอารมณ์ทั้งความกลัวและความรักใกล้ๆ ด้วย

 

หลังจากที่กลับจากการอบรมครั้งนั้น ฉันเริ่มรู้วิธีที่จะเป็นอิสระบนความสัมพันธ์  และได้รู้ว่าตัวเองทอดทิ้งอารมณ์ของความเยาว์วัยไปเสียนาน ทั้งๆ ที่ความเยาววัยนั้นก็อยู่ข้างในเรานั่นเอง

 

ประสบการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นระหว่างการพบกันครั้งสุดท้ายของกลุ่มที่เชียงรายฉันเดินทางไปพบกับตัวเองในอีกมุมหนึ่ง  คราวนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นนอกห้องทดลองกระบวนการ  ฉันได้เห็นตัวเองว่า การใช้ความปรารถนาดี และความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ที่มีความคิดดี ทำดี เป็นที่ตั้งนั้น ไม่เพียงพอต่อการเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งได้แสดงออก  การสร้างโอกาสในการแสดงความคิดเห็น การเชื้อเชิญให้ทุกคนได้พูด ได้แสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง และการสื่อสารอย่างสันติที่จะประสานความต้องการของทุกคนเข้าหากันนั้นสำคัญกว่า เพราะดีของฉันอาจไม่ใช่ดีของเธอ และของเรา

 

๒  ปีที่ผ่านไป มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตมากมาย ทุกประสบการณ์ล้วนมีความงามในแบบของตน  ความโศกสลดก็ให้ความงดงามอย่างสุดซึ้งได้  ทุกบทเรียนที่เกิดขึ้นล้วนพาให้ฉันได้เข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต  และเมื่อมีการรับรู้ที่กว้างขวางขึ้น พื้นที่ปลอดภัยของฉันจึงกว้างใหญ่ขึ้นตามไปด้วย  ในขณะเดียวกันก็มีความกล้าหาญที่จะออกมาทดลองความจริงในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น

 

การได้ทำงานอยู่ในโรงเรียนทางเลือก ที่เน้นเรื่องการพัฒนามนุษย์เป็นเป้าหมายสำคัญในการจัดการศึกษา ไม่ต่างอะไรกับการเป็นกระบวนกรนัก เพราะครูก็ต้องใช้ทั้งฐานกาย ฐานใจ และฐานคิด เข้าไปก่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คน แต่ที่สำคัญคือ เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก่อนที่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงสู่ผู้อื่น

 

และที่ว่า “ผิดเป็นครู” ก็คงไม่ต่างไปจากชีวิตกระบวนกรนัก สำหรับฉันการมา TOT เปิดโอกาสให้เราได้เรียนผิด และเรียนถูกจากกันและกัน ได้ฝึกฝนวิธีคิด วิธีตั้งคำถาม ที่จะพาลงสู่การเรียนรู้เรื่องราวที่อยู่ข้างในตัวเอง ได้เรียนรู้วิธีที่จะเข้าไปรู้สึกกับเรื่องราวต่างๆ อย่างประณีตบรรจง และเข้าใจมากขึ้น เป็นการสร้างความเข้าใจใหม่ สายตาใหม่ และพฤติกรรมใหม่ให้กับตัวเอง

 

ล่าสุดฉันได้พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างไม่กังวลอะไร แล้วก็ได้พบว่าตัวเองร่วงหล่นลงมาจากหลังม้าอย่างไม่เป็นท่า เนื้อตัวเปื้อนโคลน แล้วหลังก็คงเคล็ดไปอีกเป็นอาทิตย์แน่ๆ แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่ากายก็เป็นเรื่องของกาย  ถ้าใจของเราไม่เจ็บตามเสียแล้ว ทุกข์ที่เกิดขึ้นที่กายก็มีไว้สำหรับภาวนาเท่านั้น