เช้าวันนี้ได้ออกมาเดินเล่นตามทางเดิน/จักรยานของถนนรอบในมหาวิทยาลัย บรรยากาศยามเช้า อากาศสดชื่นมาก เสียดายที่คนออกมาเดินวิ่งกันน้อยมาก ผมพยายามไม่คิดเรื่องงานเพราะรู้ว่ามันเพลินดี  อย่างไรก็ตามก็อดที่จะคิดถึงงานไม่ได้ โดยเฉพาะการระลึกถึงครูที่ผมเคารพรักมากที่สุดที่ช่วยเหลือโดยการให้คำแนะนำผมในช่วงวิกฤตของชีวิตนักศึกษาชั้นปีที่2ที่ ม.สงขลานครินทร์เมื่อ20กว่าปีมาแล้ว และเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่ครอบครัวทั้งภรรยาและลูกมาหลายครั้งแล้ว

ผมนึกถึงอาจารย์คะเน กิตติโกวิทเพราะเชื่อมโยงกับการจัดการความรู้ที่เรากำลังหาความหมายของมันจากแง่มุมต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ผมเล่ามาของลำปาง โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ของคนที่ต้องทำงานร่วมกัน

อาจารย์คะเนเป็นครูที่ไม่ได้สอนด้วยคำพูด แต่จากการประพฤติปฏิบัติให้เห็น ซึ่งผมเองไม่สามารถทำได้แม้เพียงกระผีกริ้นได้แต่อาศัยภาพของครูคอยเป็นสติเตือนตน เช่นเดียวกับที่เราบูชาองค์พระเพื่อเป็นอนุสติให้ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า

ในความสัมพันธ์ของบุคคลมักจะใช้การคาดคะเนจากสิ่งที่คนๆนั้นเคยทำมาในอดีตจนกลายเป็นภาพสรุปในความทรงจำซึ่งจะแทนตัวตน    ที่แสดงออกมาในปัจจุบันของคนๆนั้น ซึ่งแม้ว่าคนๆนั้นจะพูดในความหมายใหม่ก็ยากจะหลีกหนีความเข้าใจเดิมๆของตัวตนที่คนอื่นให้ความหมายไปได้
เราจึงมีความระแวง ไม่เชื่อถือในคำพูดที่สื่อออกมา ด้วยสีหน้าที่รู้สึกเหม็นเบื่อกับความโกหกนั้นเต็มทน ถ้าไม่ชอบกันมากก็อาจจะไม่อยากเห็น ได้ยิน เอ่ยชื่อกันเลย
ซึ่งแต่ละคนก็มีทั้งที่เราไม่ชอบคนอื่นและที่คนอื่นไม่ชอบเราในความไม่ตรงไปตรงมาของสำนึกฝ่ายดีกับภาคปฏิบัติที่พลิ้วไหวไปมาซึ่งหลายๆครั้งเราก็ไม่รู้จักตัวเราเอง

ผมนึกถึงเรื่องนี้อย่างเชื่อมโยงกับแนวคิดการจัดการความรู้ในมิติทางศาสนาตามความหมายที่ผมเข้าใจคือเพื่อปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการ-ความเห็นแก่ตัว

คำถามคือแนวคิดในมิตินี้จะเข้ามาช่วยให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีต่อกันของคนที่หวังดีต่อชุมชนและเป็นคนเก่งทั้งคู่หรือมากกว่าดีขึ้นได้  อย่างไร? อย่างกรณีของลำปาง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในระยะห่างที่เหมาะสม ซึ่งส่วนหนึ่งกาลเวลาก็จะช่วยเยียวยาให้อยู่แล้ว

ผมนึกถึงการปฏิบัติของอาจารย์คะเนที่รับฟังคำพูดและข้อคิดเห็นของคู่สนทนาอย่างใส่ใจ และให้ความสำคัญกับคำพูดนั้นๆว่าเป็นความคิด ความเห็น และความตั้งใจของคนๆนั้นอย่างแท้จริง
การสดงออกอย่างเชื่อมั่นในสิ่งที่เพื่อนแสดงออกมา คือหัวใจของสิ่งที่เราเรียกว่า การฟังอย่างตั้งใจในสุนทรียสนทนา ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงความศรัทธา เชื่อมั่นในตัวมนุษย์ด้วย ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของนักเรียนจัดการความรู้

ในความสัมพันธ์ของคนรู้จัก/ร่วมงานกันในหลายกรณี ผมเคยแสดงความเห็นกับอาจารย์ว่า ที่คนๆนั้นพูดนะ ไม่ใช่หมายความว่าอย่างนั้นหรอก ผมเห็นว่า แกเป็นอีกอย่างหนึ่งมากกว่า อาจารย์ก็เฉยๆ และยอมรับว่าเป็นความคิดเห็นของผม แต่อาจารย์จะเชื่อตามที่คนๆนั้นพูดจนกว่าจะได้ยินคนๆนั้นเปลี่ยนคำพูดหรือมีความคิดเป็นอย่างอื่น ก็จะยอมรับเชื่อถือในความคิดใหม่ของคนๆนั้น

พฤติกรรมที่อาจารย์แสดงออกมาเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจนเป็นบุคลิกของอาจารย์คือการให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และศรัทธา เชื่อมั่นในตัวคนแต่ละคนอย่างจริงใจ ไม่มีบุคคลที่เป็นกลไกหรือมวลชนอย่างเป็นนามธรรม นั่นคือความเป็นมนุษย์ของอาจารย์

และในแง่ของความเป็นครูคือ ด้วยการเชื่อมั่น ศรัทธาต่อผู้อื่นของอาจารย์ ทำให้ใครก็ตามที่รู้จักอาจารย์ต้องกลับมาดูตัวเองว่ารู้จักตัวเองดีพอหรือยัง? เพราะอาจารย์ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกให้คนที่รู้จักได้ฉายดูตัวตนของตนเอง ซึ่งคนเราส่วนใหญ่ก็มีบุคลิกที่ไม่ตรงไปตรงมาเพียงแต่ใครจะรู้จักตนเองไม่ให้ตนเองหลงไปกับความไม่ตรงไปตรงมานั้นจนไม่รู้ตัวเลยเท่านั้นเอง