เช้าตรู่ ณ วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ หลังเสร็จสิ้นสรีระกิจประจำวัน ถือถ้วยกาแฟและขนมปัง ออกมานั่งดื่มและทาน ที่เก้าอี้ตัวเล็ก ๆ หน้าระเบียงห้องพัก ซึ่งอยู่บนชั้นที่ ๓ ของตึกธรรมศาลา ธิเบตแคมป์เมืองพุทธคยา อินเดีย ณ จุดนี้สามารถมองเห็นถนนด้านหน้า ตรงข้ามเป็นลานกีฬากาลจักร และมุมต่าง ๆ ของบริเวณโดยทั่ว ขณะที่นั่งจิบกาแฟและทานขนมปังพอประทังหิวยามเช้า สายตาก็เหลือบมองไปดูวิถีชีวิตของคนด้านล่าง เท่าที่พอจะมองเห็นได้ แต่ละภาพชีวิตที่ผ่านไป ทำให้นึกถึงคำ ๆ หนึ่งขึ้นมา คนเรานี้ก็ต่างกรรม ต่างแนวทาง และต่างใจ กรรม คือการกระทำที่แบ่งแยกคนให้มีความแตกต่างกันออกไป ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ ทำกรรมดี ก็ให้ผลดี ทำกรรมชั่ว ก็ให้ผลชั่ว เพียงแต่เราอาจไม่รู้ว่าผลที่เราหรือเขาได้รับอยู่ในปัจจุบันวันนี้นั้น สืบเนื่องมาจากการกระทำอันใด (เพราะไม่มีญาณที่จะเข้าไปหยั่งรู้ได้) อย่างเช้าวันนี้ เพื่อนที่พักอยู่ด้วยกัน นำข้าวคลุกอาหารที่เหลือจากการรับประทานตั้งแต่เมื่อวานนี้ ไปเททิ้งที่กองขยะ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกที่พวกเราพักอยู่ โดยปกติที่ขยะกองนี้จะมีเจ้าประจำของเขาอยู่ ๖-๗ เจ้า คือ คนเก็บขยะ ขอทาน วัว หมู สุนัข แพะและกา แล้วแต่ว่าจังหวะใครจะดีกว่ากัน คนเก็บขยะกำลังคุ้ยเขี่ยหาสมบัติแข่งกับวัวและสุนัขอยู่ พออาหารถูกเทลงที่พื้น(โดยตั้งใจจะให้หมามันกิน) วัวยืนเฉยไม่แสดงกิริยาท่าทีว่าสนใจ ส่วนสุนัขนั้นเร็วไวรีบปรี่เข้าไปหาทันที กำลังที่จะก้มลงไปลิ้มรสอาหารอันโอชะ แต่กรรมก็มาพราก เนื่องจากคนเก็บขยะเข้าไปขอเอี่ยวด้วย โดยใช้กำลังที่เหนือกว่าวางอำนาจบาดใหญ่ไล่สุนัขเหล่านั้นไปเสีย ก่อนที่จะค่อย ๆ เล็มเลียอาหารเหล่านั้น(ซึ่งกองอยู่กับพื้นดิน) ไม่วายที่สุนัขเหล่านั้นจะหันมามองค้อนด้วยสายตาที่แสนเสียดาย ช่างมาแย่งสุนัขกินลงได้…คนเอ๊ย….คน นี่คือสิ่งที่เห็นทุก ๆ วันจนชินตา ก็ได้แต่คิดไปว่า แล้วกรรมอะไรล่ะ ? ที่พวกเขาต้องเป็นเช่นนี้ ช่างต่างกันเหลือที่กับอีกฟากฝั่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บนตึก ๓ ชั้น มีห้องพัก มีอาหารที่สมบูรณ์พร้อม กรรมเป็นการกระทำที่ให้ผลต่างกันจริง ๆ แนวทาง โดยความหมายที่เข้าใจเอาเองว่า คือสิ่งที่เป็นวิถีที่ทุกคนมีความตั้งใจ คิด และ วางแผน สำหรับชีวิตของตนเอง แล้วดำเนินไปตามแนวทางนั้น เมื่อวานนี้มีเพื่อน ๆ แวะเวียนมามากมาย ทั้ง ดร.สุวิทย์ ดร.ดาวสยาม ท่านชัชวาลย์ ท่านจรูญศักดิ์ รวมทั้งที่พักอยู่ประจำคือท่านสากล บ่าย ๆ ท่านจรูญไปพาราณสี ตามล่าหาฝัน ท่านชัชวาลกับดร.ดาว ออกไปตอนเช้ามืด ยังไม่ทราบข่าวแน่ชัดว่าไปไหน ส่วนดร.สุวิทย์มาขอร้องให้ไปช่วยถ่ายภาพพระจันทร์เต็มดวงที่พระมหาเจดีย์โพธิคยา เพื่อจะทำเป็นปกหนังสือ ด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือการถ่ายภาพที่เขายกย่องให้ว่า ขั้นเทพขั้นครู จึงหลวมตัวไปถ่ายให้เขาช็อทสองช็อท พอเช้ามาก็เหลือกันเพียงสองคน กาแฟและขนมปัง ยังทำหน้าที่ช่วยให้พวกเรามีชีวิตอยู่ได้ไปอีกมื้อหนึ่ง ได้แต่รำพึง ต่างคนก็ต่างไป ตามแนวทาง สร้างฝันกันต่อไปเพื่อนเอ๋ย…ฯ ต่างใจ นี่คือสิ่งที่อยากจะกล่าวทิ้งท้าย ทำไมเล่า ? คนที่นี่เขาถึงเชื่อกันอย่างเหนียวแน่น บางคนเกิดมารวยสวยสง่า บางคนเกิดมาแย่งหมากิน ดูสิ ? มันอะไรกันนักกันหนา….เคยถามคนที่นี่ว่า ทำไมไม่คิดจะทำมาหากินอย่างอื่นบ้าง ทั้งที่ก็มีมือมีเท้า มีเรี่ยวแรงกำลัง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อคำตอบของพวกเขาคือ ทำไม่ได้ เพราะเขา(พระผู้เป็นเจ้า)ให้เราเกิดมาอย่างไร ก็ต้องพอใจอยู่อย่างนั้น คนที่เกิดในตระกูลสูง(วรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์)ก็ต้องอยู่ที่สูง คนที่เกิดในตระกูลต่ำ(วรรณศูทร จัณฑาล)ก็ต้องอยู่ในที่ต่ำ ต่างคนก็ต่างหน้าที่ จะไปคิดใหญ่ใฝ่อยากได้อยากดีเกินนั้นไม่ได้ โธ่เอ๊ย………….เวรกรรมจริง ๆ ทำไมไม่คิดเปลี่ยนแปลงตัวเองเล่า พระผู้เป็นเจ้าให้อะไรได้บ้าง ในเมื่อท่านไม่ยุติธรรม เราก็ควรที่จะทำตัวเองให้หลุดพ้น คิด…คิด…คิด แล้วก็คิด บ่น…บ่น….บ่น แล้วก็บ่น จนสุดท้ายเพื่อนมาสะกิดว่า… “คิดอะไรมาก บ่นอะไรมาก มองสิ่งที่มันเป็นอยู่ ให้เห็นอย่างที่มันเป็นสิ อย่าไปคิดไปมองอย่างที่เราอยากให้เป็น” เออ….เข้าทีดีนี่ จบล่ะ ฯ
ต่างกรรม ต่างแนวทาง และต่างใจ
มองสิ่งที่มันเป็นอยู่ ให้เห็นอย่างที่มันเป็นสิ อย่าไปคิดไปมองอย่างที่เราอยากให้เป็น
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
วลัยพร แมว นุ่มพินิจ · 1 เม.ย. 2553
Phoenix · 1 เม.ย. 2553
Phornphon · 1 เม.ย. 2553
Happiness^ ^ · 1 เม.ย. 2553
ดินแดนมหัศจรรย์ อ่านแล้วมองเห็นภาพความต่างแห่งกรรมจริง ๆ
กราบนมัสการ พระคุณเจ้าค่ะ
ขออนุญาติไปแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านและเข้าใจใจสัจธรรมนะค่ะเป็นการเตือนจิตใจมนุษย์ที่หลงผิดชั่ววูปค่ะ ขอบคุณค่ะ