"คำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคจากใคร...คนนั้นทำให้ฉันใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่วันเดียว"

    เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่ฉันได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวใหญ่แห่งนี้ที่ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับชีวิตของฉัน หน้าที่การงานใหม่ สถานที่ทำงานใหม่ เจ้านายใหม่ เพื่อนใหม่  "การเริ่มต้นใหม่" เป็นสิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุด   จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งพูดให้ฉันได้ฉุกคิดขึ้นมา คำพูดเหล่านั้นมันยังดังก้องอยู่ในความทรงจำของตลอดมา "ไม่มีใครที่จะมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้เสมอไปหรอกนะ เมื่อมีโอกาสที่ดีรออยู่ตรงหน้าก็จงรีบคว้าเอาไว้"

      คำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคจากใครคนนั้นทำให้ฉันใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่วันเดียวสำหรับเลือกที่จะมาทำงานที่นี่ ท่ามกลางความแปลกใจ ของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ทุกคนต่างรู้สึกใจหายที่อยู่ ๆ ก็มีใครคนใดคนหนึ่งต้องแยกจากไป แต่ทุกคนก็เข้าใจว่านี่คือโอกาสดีในชีวิตของฉัน ดังนั้นจากการฉุดรั้งไม่อยากให้มาในครั้งแรก กลับกลายเป็นการขับไล่ เพราะบรรดาเพื่อน ๆ ต่างก็พร้อมกันหยุดงานมาส่งฉันที่นี่ (พวกเราทำงานกันคนละที่จึงหยุดไม่พร้อมกัน )

       พวกเราใช้เวลาในการเดินทางจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์มาถึงที่นี่ประมาณ 6 ชั่วโมงตลอดการเดินทางพวกเราต้องเผชิญกับสายฝนที่โปรยกระหน่ำลงมาตลอดเส้นทาง การเดินทางที่แสนจะยาวนานนั้นทำให้ฉันและเพื่อน ๆ เริ่มท้อแท้เหมือนกัน (เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ) จนก้าวเข้าสู่ชั่วโมงที่ 6  รถปิคอัพคันใหญ่ที่วิ่งผ่านเนินเขา   เส้นทางที่คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย ก็เริ่มชะลอความเร็ว คนขับเริ่มนำเจ้าสี่ล้อชิดไหล่ทางมากขึ้น ก่อนจะเปิดไฟเลี้ยวซ้ายหักพวงมาลัยเข้ามาตามถนนคอนกรีตประมาณ 30 เมตรพวกเราเห็นป้ายสีม่วงสดใส โดดเด่นเขียนว่า "โรงพยาบาลพะโต๊ะ"เราทุกคนถอนใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อรับรู้ได้ว่าการเดินทางอันแสนยาวไกลได้สิ้นสุดลงแล้ว  

       บรรยากาศยามเย็นของวันอาทิตย์ที่เงียบสงัด ฟ้ายังคงเหลือไว้เพียงแสงอาทิตย์อ่อนๆ บวกกับสายลมเย็นที่พัดหอบเอาความชุ่มชื่นหลังพายุฝนสงบ ทำให้พวกเรารู้สึกสดชื่น จนลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปเลยทีเดียว จนเมื่อรถมาจอดนิ่งสนิทอยู่ตรงลานจอดรถของโรงพยาบาล พวกเรารีบลงจากรถ แล้วยืนแถวเรียงหน้ากระดาน กางแขนออก 180 องศาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ในขณะนั้นมีเพียงสีฟ้าสดใสแต่งแต้มด้วยเมฆก้อนขาวๆ แล้วสูดเอาออกซิเจนเข้าปอดกันอย่างเต็มที่ จนคนที่เดินผ่านไปมาหันมามองกันเป็นตาเดียว (พวกเขาคงกำลังคิดว่าพวกนี้มันบ้ากันหรือเปล่า)

        หลังจากรับออกซิเจนเข้าไปถึงปอดและคงจะเข้าไปสะกิดต่อมเสียงของเพื่อน ๆ ฉันด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้  เพราะเริ่มจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ  เพื่อนคนหนึ่งของ ฉันจึงพูดขึ้นว่า   "เป็นโอกาสดีของเรานะเนี่ยที่ได้รับออกซิเจนในโรงพยาบาล พร้อมกันทั้งกลุ่มโดยไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจในห้อง ไอซียู" ทำเอาพวกเราทุกคนหัวเราะขำกับคำความคิดแผลง ๆ ของพวกเพื่อน ๆ......บรรยากาศรอบ ๆ โรงพยาบาลช่างเป็นใจให้พวกบ้ากล้องถ่ายรูปทั้งหลายยิ่งนัก เพราะเผลอแป๊บเดียวทุกคนต่างก็วิ่งไป ตั้งท่าถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ ไม่มีใครสนใจคิดจะช่วยฉันขนของแม้แต่คนเดียว ฉันยืนดูพวกเขาย้ายสถานที่แอ็คท่าจากจากตรงนั้น ไปตรงโน้น เปลี่ยนจากมุมนี้ ไปอีกมุม  เห็นแล้วฉันรู้สึกเวียนหัวแทนคนไข้จริงๆ แต่ที่ดูจะดึงดูดความสนใจของพวกเพื่อน ๆ ฉันได้มากที่สุดก็คงจะเป็น อาคารหรือจะฉันจะเรียกว่าบ้านดี ซึ่งตั้งอยู่ตรงประตูทางออก ด้านนอกถูกตกแต่งเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ และมีน้ำตกจำลองสวยงาม (ฉันเพิ่งมารู้ภายหลังว่ามันคือ อาคารแพทย์แผนไทย) และเมื่อเก็บภาพกันจนพออกพอใจ ทุกคนก็กลับมารวมกลุ่มกันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนหนวกหู

                              "โรงพยาบาลสวยอ่ะ"

                         "โรงพยาบาลสะอาดเนอะ"

                              "บรรยากาศดีสุดยอด"

      "โรงพยาบาลน่าอยู่จัง" คำนี้เล่นเอาพวกเราทุกคนมองหน้ากันก่อนที่เจ้าของความคิดต้องรีบอธิบายเพิ่มเติม "ก็ฉันเอาความคิดของพวกเราทุกคนรวมกันไง"

        และแล้วก่อนที่ทุกคนจะกลับ  พวกเพื่อน ๆ ฉันต่างสุมหัวกระซิบกระซาบกัน จนฉันเองเริ่มสงสัย และสุดท้ายพวกมันก็เฉลยออกมาว่า

       "พวกเราลงมติแล้วว่า ให้แกอยู่ที่นี่แหละ เพราะว่าวันหลังพวกเราจะได้มาเที่ยวอีก" เห็นไหมค่ะว่าสุดท้ายแล้วพวกเพื่อน ๆ ของฉันมันก็ยังอุตริเห็นสถานที่ราชการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปได้ (แต่ก็ขอชมจากใจจริงว่าโรงพยาบาลสวยจริง ๆ ค่ะ)

       และนี่ก็คือการก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงไปสู่....การเริ่มต้นใหม่ ก้าวแรกของฉัน (ซึ่งต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้...ได้แต่ท่องเอาไว้ในใจอย่างเดียวว่า... สู้..สู้...)

                                                      ขอขอบคุณเรื่องเล่าดี ๆ จาก

                                                             น้องนุช