เหตุที่เจรจากันไม่ได้...ก็เพราะไม่ "ไว้วางใจ" กันนั่นเอง
ตามที่ได้เคยนำเสนอ บรรยากาศและมุมมองที่มีต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาล และแกนนำคนเสื้อแดง
เมื่อวันที่ 28-29 มี.ค. 53 ไปในบันทึกก่อนหน้านี้
(http://gotoknow.org/blog/zng/348307)
สำหรับข้อเขียนนี้ จะขออนุญาตนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติม
ต่อกรณีความล้มเหลวของการเจรจาสันติวิธี
โดยอ้างอิงกับแนวทางการดำเนินการสานเสวนา หรือ สุนทรียสนทนา (Dialogue)
และมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัจจัยที่เอื้อ
และปัจจัยที่ต่อต้านไม่ให้กระบวนการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงด้วยดี
และในตอนท้ายก็จะพยายามนำเสนอข้อเสนอแนะ เพื่อให้เวทีการเจรจาในครั้งต่อไป
มีโอกาสประสบผลสำเร็จมากขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของการส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการสนทนาที่ดี
และลดปัจจัยที่ต่อต้านหรือทำลายบรรยากาศการสนทนาที่ดี
เท่าที่ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตามทีมงาน Dialogue ของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
ซึ่งได้ทำการเดินสายให้ความรู้ ฝึกฝนทักษะ สุนทรียสนทนา (Dialogue)
และรณรงค์สร้างวัฒนธรรมของการฟังในองค์กร
โดยทีมงานเรา ได้มีการเดินสายรณรงค์อย่างต่อเนื่องมากว่า 2 ปี
ภายใต้การให้ความรู้ ความเข้าใจ
และคำแนะนำจากท่านอาจารย์ ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร
ระหว่างทางที่ผ่านมานั้นทีมงานเราก็ล้มลุกคลุกคลาน มากับวงสุนทรียสนทนามาพอสมควร
แต่ทีมงานเราก็ได้เรียนรู้ บทเรียนต่างๆ มากมาย ทั้งจากวงสุนทรียสนทนาที่สำเร็จ และล้มเหลว
ซึ่งในระยะหลัง เราก็ได้ขอยืมแนวทางการประเมินผลวงสุนทรียสนทนา
ที่ทาง ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ได้นำมาเผยแพร่ไว้
โดยท่านอ้างอิงมาจาก ทฤษฎีตัว U (Theory U) ของท่าน Otto C. Scharmer
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://gotoknow.org/blog/ariyachon/162927)
ซึ่งหลักการทฤษฎีนี้สามารถบ่งบอกถึงความสำเร็จ/ล้มเหลวของวงสนทนาได้เป็นอย่างดี
ในโอกาสนี้ จึงอยากขอนำเสนอบทวิเคราะห์การเจรจาระหว่างรัฐบาล
กับกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง (นปช.) ในสองครั้งที่ผ่านมา
โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า 4 Social Fields ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน Theory U
ซึ่งมี 4 ระดับก็คือ
-
I in me (ฉันอยู่ในตัวฉันเอง)
-
I in it (ฉันอยู่ในปัญหา)
-
I in you (ฉันอยู่ในเธอ เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
-
I in now (ฉันอยู่กับปัจจุบันขณะ)
จากประสบการณ์เล็กๆ ที่พวกเราทำกันในหน่วยงานนั้นก็ได้มีการตั้งเกณฑ์คร่าวๆ ไว้ว่า
ถ้าวงสนทนาใด ที่สมาชิกส่วนใหญ่ไปถึงระดับที่ 3 หรือ I in you
เราก็จะถือว่า วงสนทนานั้นประสบความสำเร็จ
และพวกเราก็ได้ตั้งข้อสังเกตร่วมกันจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า
เหตุปัจจัยหลักตัวหนึ่งที่ทำให้วงสนทนาไปถึงระดับ I in you ได้นั้น คือ
“ความไว้วางใจ” (Trust)
ซึ่งมันก็แสนจะตรงไปตรงมาว่า ตราบใดที่คนไม่มีความไว้วางใจกัน
ความเข้าอกเข้าใจระหว่างกัน จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ซึ่งก็ตรงกับที่คุณกอร์ปศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้อย่างเดียวกันในทำนองว่า
เวทีเจรจาในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายนั้น ไม่เชื่อใจกัน และไม่ไว้วางใจกัน
ซึ่งทำให้ผลการเจรจาล้มเหลวในที่สุด
หลังจากที่ได้เกริ่นนำกันพอสมควรถึงแนวคิดทฤษฎีที่จะใช้
ก็ขออนุญาติเข้าประเด็นการวิเคราะห์การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กันเลยนะครับ
หากเรามองไล่ไปที่ตัวผู้เข้าร่วมในการเจรจา ทั้งสองรอบในวันที่ 28 -29 มี.ค. 53
ก็น่าจะพอเห็นข้อเท็จจริงได้ดังนี้
-
นายกอภิสิทธิ์ : ในวันที่ 28 มี.ค. 53 นั้น น่าจะอยู่ในระดับที่ 2 แต่ในวันที่ 29 มี.ค. 53 นั้น น่าจะตกมาอยู่ที่ระดับที่ 1 เหตุเพราะว่า ในรอบแรกของการเจรจานั้นสองฝ่ายยังคงสงวนท่าที หยั่งเชิงกัน และนายกก็มีการพยายามเสนอแนวทางเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ในรอบสองนั้น นายกถูกคุณจตุพร และ คุณหมอเหวง กล่าวโจมตี พาดพิงในหลายประเด็น จึงทำให้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการชี้แจง ตอบโต้ในประเด็นต่างๆ ที่ถูกพาดพิง จนไม่มีเวลาที่จะคิดถึงการแก้ปัญหาเท่าที่ควร
-
คุณจตุพร: หากดูจากเนื้อหาการสนทนา และท่าที ก็น่าจะอยู่ที่ ระดับ 1 เพราะตลอดเวลาของการสนทนาทั้งสองรอบนั้น คุณจตุพรดูจะยึดมั่นในความคิดความเห็นของทางฝ่ายตนเอง เสียเป็นส่วนใหญ่ และไม่ได้แสดงทีท่าผ่อนปรน หรือพยายามแก้ปัญหา หาทางออกร่วมกันแต่อย่างใด
-
คุณหมอเหวง: ก็มีบางช่วงที่น่าจะขึ้นถึงระดับที่ 2 แต่ส่วนใหญ่ก็จะกลับมาอยู่ที่ระดับที่ 1 เพราะแม้ท่านจะเน้นหนักไปที่เรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มิได้มีท่าทีที่จะหาทางออกต่อการแก้ปัญหาร่วมกันให้เป็นรูปธรรม แต่อย่างใด และยังคงยึดมั่นที่จะทำตามแนวทางของฝ่ายตน โดยไม่สนใจข้อจำกัดของอีกฝ่ายหนึ่ง
-
คุณชำนิ: เนื่องจากมีบทบาทในการเจรจาค่อนข้างน้อย ก็ไม่มีโอกาสแสดงความเห็นมากนัก มีเพียงการให้ข้อมูลประกอบในช่วงสั้นๆ จึงขออนุญาตผ่าน
-
คุณวีระ: ตลอดเวลาของการสนทนาทั้งสองรอบ คุณวีระน่าจะไปถึงระดับที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ ด้วยท่าทีที่รับฟังอย่างตั้งใจ และพยายามเข้าใจในเหตุผล ความจำเป็นของฝ่ายรัฐบาล อันจะเห็นได้จากที่ คุณวีระ ดูจะยอมรับในหลักการ แนวทางการ “แก้กติกา 9 เดือน ก่อนยุบสภา” แม้จะไม่เห็นด้วยในเรื่องเงื่อนเวลาที่เสนอ แต่ก็มีทีท่าของการพยายามตกลงหาทางออกร่วมกัน
-
คุณกอร์ปศักดิ์: ในวันแรกนั้น คุณกอร์ปศักดิ์ มีโอกาสพูดน้อย แต่ก็ได้มีความพยายามที่จะนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหา (เสนอให้ยุบสภา แล้วเลือกตั้งไปพร้อมๆ กับขอประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 2 แต่ในวันที่สองนั้น น่าจะขึ้นถึงระดับที่ 3 เพราะคำพูดของคุณกอร์ปศักดิ์ ได้แสดงให้เห็นว่า เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด ของฝ่ายเสื้อแดง เป็นอย่างดี มองเห็นปัญหา และเห็นว่า อะไรคืออุปสรรคใหญ่ของการเจรจา (ความไม่ไว้วางใจกันของทั้งสองฝ่าย) พร้อมทั้งยังได้มีความพยายามนำเสนอทางออกที่ดี และเป็นรูปธรรม
ทำไมจึงเจรจาไม่ได้ ก็เพราะไม่มีความ “ไว้วางใจ” (Trust) กันนั่นเอง
ก็อย่างที่ได้เกริ่นนำไว้ข้างต้นนะครับว่า
เหตุปัจจัยหลักอย่างนึงที่ทำให้บรรยากาศของวงสนทนาโดยรวมไปถึงขั้นที่ 3 (I in you)
ได้นั้น สมาชิกในวงสนทนา หรือเวทีเจรจาจะต้องมีความ “ไว้วางใจ” เป็นพื้นฐานสำคัญ
เลยจะขอลองจับคู่การเจรจา เพื่อวิเคราะห์ดูว่า
ความไว้วางใจในเวทีเจรจาครั้งนี้ มีมากขนาดไหน
1. นายกอภิสิทธิ์ VS คุณจตุพร/หมอเหวง
ตลอดการสนทนาทั้งสองรอบ กล่าวได้เต็มปากว่า คู่สนทนาข้างต้นนั้นไม่มีความไว้วางใจกัน “อย่างแรง” ซึ่งก็พอเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของท่านนายก กับคุณจตุพรนั้น เคยกล่าวโจมตี พาดพิงกันมาตลอด และยังมีคดีความกันอยู่ในศาลอีกด้วย และในระหว่างการเจรจา ก็ยังมีการโจมตี และตอบโต้ กันไปมาอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุด ทั้งท่านนายก และทางคุณจตุพรนั้น ต่างเป็นผู้มีบทบาทหลักในการชี้นำความเป็นไปในการจะรับหรือไม่รับข้อเสนอระหว่างกัน ซึ่งหากสภาพความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข การเจรจาในรอบต่อๆ ไปก็มีวี่แววว่าไม่มีทางสำเร็จลุล่วงด้วยดี
2. คุณกอร์ปศักดิ์ VS คุณวีระ
เป็นคู่สนทนาคู่เดียวที่ให้ความรู้สึกว่า คนสองคนนี้ไว้วางใจกัน เห็นได้จากคำพูดของคุณกอร์ปศักดิ์ ที่ได้พูดถึงความสัมพันธ์อันดี และการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างท่านทั้งสอง ซึ่งใครที่ติดตามฟังก็สามารถสังเกตได้ว่า สองท่านนี้แทบจะไม่มีคำกล่าวใดๆ อันแสดงออกถึงการไม่เคารพ และให้เกียรติคู่สนทนาเลย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า สองท่านนี้ มิได้มีบทบาทหลักในการตัดสินใจ เพื่อหาทางออก ในกรณีของคุณกอร์ปศักดิ์ นั้น เชื่อว่า คงสามารถเป็นที่ปรึกษา ให้นายกได้ และท่านก็น่าจะรับฟัง เพราะได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างสูงอยู่แล้ว แต่กรณีของคุณวีระกับทางกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น แม้ภาพของเวทีเจรจาที่เราเห็นจะถูกวางตัวให้เป็นผู้มีบทบาทหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้เจรจาที่มีบทบาทหลักในการตัดสินใจน่าจะเป็นคุณจตุพร และหลายๆ ครั้ง เราก็ได้เห็นคุณจตุพรแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจสวนทางกันกับคุณวีระโดยสิ้นเชิง
ข้อเสนอแนะสำหรับการเจรจาในครั้งต่อๆ ไป (ถ้ามี)
-
ทั้งสองฝ่ายควรเปิดโอกาสให้มี คณะคนกลางที่เข้าใจในแนวทางการสานเสวนา หรือสันติวิธี หรือผู้หลักผู้ใหญ่ อันเป็นที่ยอมรับนับถือ และเป็นที่ไว้วางใจ จากทั้งสองฝ่าย เข้ามาช่วยประคับประคองเวทีการเจรจา หรือ เพื่อระงับเหตุ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเมินกันแล้วว่า กำลังกล่าวโจมตี และโต้ตอบกัน รวมทั้งอาจช่วยในการสรุปประเด็น ข้อเสนอ ทางออกจากการพูดคุยของทั้งสองฝ่าย
-
สำหรับคู่กรณีหลัก คือท่านนายกอภิสิทธิ์ คุณจตุพร และคุณหมอเหวงนั้น ทั้งสองฝ่ายควรงดเว้นคำพูดที่กล่าวโจมตี และโต้ตอบกัน โดยเฉพาะในเรื่องความคิด ความเชื่อที่ไปกันคนละทาง ควรพูดกันถึงแต่ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน ตลอดจนจะต้องเคารพ ให้เกียรติคู่สนทนาให้มากกว่านี้
-
เพื่อเป็นการลดความ “ไม่ไว้วางใจ” ระหว่างนายกกับคุณจตุพร อาจต้องมีการลดเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่นนายกอาจจะพิจารณาการ “ถอนฟ้อง” คุณจตุพรสำหรับกรณีพิพาทในศาล แต่ในขณะเดียวกัน ทางคุณจตุพร ก็ต้องรับปากว่าจะไม่กล่าวโจมตี ให้ร้ายในเรื่องที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด ซึ่งอาจจะช่วยลดความไม่ไว้วางใจระหว่างกันลงได้บ้าง และน่าจะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศการเจรจาที่ดีขึ้น
-
เพิ่มบทบาทของการสนทนา ให้กับคุณวีระ และคุณกอร์ปศักดิ์ หรือให้ทั้งสองท่าน คุยกันนอกรอบ เพื่อหาทางออก และให้ได้ข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันก่อนที่จะนำประเด็นทางออกเข้าสู่เวทีเจรจาวงใหญ่ เพื่อตัดสินใจร่วมกันในภายหลัง
สวัสดีครับ
ผมติดตามทั้งสองวัน สองครั้ง
* ผมชอบคุณวีระครับ ดูเป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ เข้าอกเข้าใจ แบบ I in you
* คุณกอร์ปศักดิ์ ก็โอเคครับ ดูจะไปทาง I in you ได้
* หมอเหวง กับ คุณ จตุพร ถ้าลด I in me ลงมาบ้าง ก็น่าจะดีขึ้นครับ อย่างน้อย I in it ก็พอคุยกันได้บ้างครับ
* ผมคิดว่าการสนทนาทั้งสองครั้ง No trust no talk ครับ คือ คุย เหมือน ไม่ได้คุย
บันทึกนี้ มีคุณค่ามากครับ ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆครับ
สวัสดีครับ
วิเคราะห์ได้ละเอียดและน่าสนใจมาก ๆ ครับ
ผมได้นั่งดูและฟังด้วยก็เห็นตรงตามที่คุณซวงกล่าว
ไม่ว่าจะเกิดผลหรือไม่ก็ตาม ผมคิดว่าคนไทยที่ติดตามด้วยใจเป็นกลางต่างได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น
รู้ว่าใครเป็นอย่างไร คิดอย่างไร รู้ว่าวุฒิภาวะของใครอยู่ระดับใด
การเจรจาคราวนี้เป็นพัฒนาการขั้นหนึ่งของสังคมไทยครับ
บทเรียนที่คนไทยพึงได้รับและเรียนรู้คือ
คนมีปัญหาประกาศตัวเป็นคู่ตรงข้ามก็สามารถมาคุยกันได้ เจรจากันได้ และเป็นได้ได้ที่จะเข้าใจกัน (กรณีคุณวีระและคุณกอรปศักดิ์)
ในทัศนะผม การคุยทั้งสองคร้ังทีี่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ
ตามหลักการของการเจรจา ขั้นแรกจะเป็นการเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของแต่ละคนออกมา ว่าคิดอะไร อย่างไร
ขั้นแรกนี้อาจจะใช้เวลานานกว่าสองคร้ังก็เป็นไปได้
ผมคาดหวังว่าจะมีการเจรจาพูดคุยกันอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น
ขอบคุณบันทึกดี ๆ ครับ
ได้คิดตาม ดูตาม น่าสนใจครับ ผมก็พยายามฟังทั้งสองฝ่ายอย่างมีสติ ฟังให้เห็นความคิด ความเชื่อในตัวเขา คิดว่าการคุยกันดีกว่าการไม่คุยกัน การเปิดถ่ายทอดสด ผมเห็นด้วยเพราะคนส่วนใหญ่ได้ฟังด้วย ไม่ใช่เฉพาะสองฝ่ายที่เป็นคู่กรณีกันคุยกันเอง แต่ครั้งต่อก็ตามความเหมาะสม..
สวัสดีค่ะพี่ซวง
สงสัยอยู่เหมือนกัน เวลามีมวยยังมีกรรมกร เอ้ยกรรมการ
แต่สองวันที่ผ่าน ไม่มีใครเป็นกรรมการเลย
สมมุติว่ากอนั่งเป็นกรรมการอยุ่
กอจะบอกว่า ทั้งหมดยืนขึ้น ทำความเคารพซึ่งกันและกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะ ท่านให้เกียรติหรือไม่
ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำของชนชาวไทยที่มาเรียกร้องสิทธิของเค้า ท่านให้เกียรติซึ่งกันหรือไม่
เมื่อท่านทั้งสองฝ่ายให้เกียรติกันแล้ว การเจรจาเกิดขึ้นแล้ว
เราทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติ ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
การเจรจาเกิดขึ้นเพราะ เราต้องการทางเลือก ท่านทั้งสองฝ่ายมีทางเลือกที่ขัดแย้งกัน
ฝ่ายหนึ่งต้องการบริหารประเทศ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ยุบสภา
เราเจรจากันเพื่อหาทางเลือกจริง ๆ
เมื่อเจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฝ่ายรัฐบาลเสนอขอยุบสภาภายใน 9 เดือน
ฝ่ายนปช.ต้องการยุบสภาภายใน 15 วัน
ในฐานะที่ผมเป็นคนกลางและเป็นตัวแทนของประชาชน ผู้ที่ต้องการให้ผมมีความเป็นธรรมให้ทั้งสองฝ่ายนั้น
ผมขอยื่นเสนอให้พบกันครึ่งทาง
ฝ่ายรัฐบาลไม่ถึง 9 เดือน พอจะไหวมั้ย ฝ่ายเสื้อแดง 15 วัน มันเร่งเร้าและการทำงานหยุดชะงักไปหลายอย่าง อย่างที่ท่านนายกบอกไว้จริง ๆ
ผมจึงขอยื่นขอเสนอให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อถึงเดือนสิงหาคม 2553 นับจากนี้ไปก็เป็นระยะเวลา 5 เดือน
ท่านทั้งสองฝ่ายจะยอมรับได้หรือไม่ครับ เพราะในสถานการณ์ขณะนี้ เป็นที่น่ารุ้กันว่า
ชาวไทยใช่จะใส่เสื้อแดงทั้งหมด จึงจะพอใจในการกระทำของเสื้อแดงที่จะทำให้รัฐบาลยุบสภาได้ภายใน 15 วันและยิ้มแย้มมีความสุข
และเป็นที่รู้กันว่า มีชาวไทยอีกจำนวนมาก ที่ทั้งรักและให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาลอยู่เช่นกัน
นี่ไงครับ ผมถึงบอกว่าเมืองไทยต้องการทางเลือกที่แน่นอน จึงจะลดความบาดหมางในใจลงได้บ้างไม่มากก็น้อย
ขอให้ท่านทั้งสองฝ่าย ช่วยเหลือเมืองไทยอย่างจริงใจ ด้วยการมาเจรจาครั้งนี้เพื่อหาทางออกกันจริง ๆ เถอะ
5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
กินข้าวอิ่ม ๆ เลยฝันมาพิมพ์เม้นพี่ซวงค่ะ
สวัสดีครับ ท่านรอง smallman
ขอบคุณความเห็นจากท่านรองครับ
เห็นด้วยกับท่านรองว่าถ้าไม่มี Trust ก็ไม่มี Talk จริงๆ
ครั้งหน้าถ้าสองฝ่ายโดยเฉพาะแกนนำตัวจริง
หากไม่พก Trust มา ก็เสียเวลาที่จะติดตาม
การเจรจาก็จะคว้าน้ำเหลวเหมือนเดิม
เยี่ยมครับ!
สวัสดีครับ คุณหนานเกียรติ
ขอบคุณครับ สำหรับสิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนกัน
เมื่อวานนี้พึ่งได้อ่านบทวิเคราะห์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ครับ
แล้วก็พบว่า ข้อวิเคราะห์ในบันทึกนี้
ช่างดูห่างไกลเหลือเกินจากบริบทความเป็นจริง
ซึ่งหนังสือพิมพ์บางฉบับถึงกับกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้
เป็นการ "จัดฉาก" หรือ แสดงละครไปเลย
คิดๆ ดูก็น่าจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง
เพราะอย่างที่ทราบกันล่ะครับว่า
ยังมี "ผู้กำกับการแสดง" ที่อยู่เบื้องหลัง
และเป็นผู้กำหนดอนาคตความเป็นไปของชาติไว้อย่างแท้จริง
การเจรจาจะสำเร็จไหม ก็คงต้องถามใจบรรดา ผู้กำกับของแต่ละฝ่ายว่า
ละครเรื่องนี้ จะให้มี "ฉากจบ" แบบใด
จะให้พระเอกตายตอนจบ
จะให้ Happy Ending
หรือจะจบแบบเลือดท่วมจอ ไม่มีใครชนะ
อ่านใจผู้กำกับดูก็รู้
ผ่านการแสดงออก
ผ่านคำพูด
ซึ่งน่าจะรับรู้ได้ไม่ยากครับ
สวัสดีครับ คุณเอกราช แก้วเขียว
ประเด็นเรื่องถ่ายทอด / ไม่ถ่ายทอด
ก็เห็นด้วยครับว่า แต่ละฝ่ายคงต้องรับไปพิจารณาดู
รวมไปถึงคณะคนกลาง อย่างสถาบันพระปกเกล้าด้วย
ผมเคยได้ยินคำกล่าวบางคำกล่าวที่บอกว่า
80 % ของความสำเร็จในเวทีเจรจานั้น เกิดนอกเวทีเจรจา
สวัสดีครับ น้องสุดสายป่าน ณ ก้านกอโก๊ะ
ไม่ได้คุยกันนานเลยนะครับ
ว่าจะถามว่ายังสบายดีอยู่มั๊ย แต่คงไม่ต้องถามแล้วล่ะ
เพราะถ้าน้องยังฝันได้ดี ขนาดนี้ เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้
อย่างนี้พี่ก็ต้องขอกลับไปฝันต่อจากภาพน้องกอว่า
เวทีมวย เอ้ย!!! การเจรจาครั้งหน้า จะมีกรรมการที่หน้าคล้าย "น้องกอ"
อยู่ตรงกลางคอยทำหน้าที่ ตักเตือน หรือตัดแต้ม
ไปเลยหากมีใครต่อยใต้เข็มขัด
และก็ฝันต่อว่า
ในท้ายที่สุดตอนระฆังหมดยก
กรรมการที่น่ารักจะชูมือให้ทั้งสองฝ่าย "เสมอกัน"
และกองเชียร์ข้างสนามของทั้งสองฝ่าย
ก็ดีใจกันถ้วนหน้า (รวมทั้งโคช และเจ้าของค่ายมวย)
เฮ้อ...บางทีความสุขก็หาได้ง่ายๆ นะ แค่ได้ฝันดีๆ ซักเรื่อง