"ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต" ที่สะท้อนว่า ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะยังเป็นกระจกสะท้อนสภาวะทางกายและจิตใจของเจ้าของผลงานที่ได้ทำความเข้าใจ ยอมรับ และทำความรู้จักตนเอง ในแง่นี้ ศิลปะจึงถือเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ภายในตนเองอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

 

 

 

 

    

     สถาบันอาศรมศิลป์ โรงเรียนรุ่งอรุณ ร่วมกับมูลนิธิระพี –กัลยา สาคริก ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน เวทีระพีเสวนา “การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท” ครั้งที่ ๔ ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ กรุงเทพฯ ในหัวข้อ "ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต" วัตถุประสงค์เพื่อ...

 

             

 

    สะท้อนให้สังคมได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของศิลปะที่ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสร้างความสุข เสริมสร้างจิตนาการ และจุดประกายความคิดให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น

 

             

 

   .. แต่ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะยังเป็นกระจกสะท้อนสภาวะทางกายและจิตใจของเจ้าของผลงานที่ได้ทำความเข้าใจ ยอมรับ และทำความรู้จักตนเอง

 

                 

 

   ..ในแง่นี้ ศิลปะจึงถือเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ภายในตนเองอีกทางหนึ่งด้วย

 

                          

 

      ศ.ระพี สาคริก ปูชนียาจารย์ ผู้เป็นปฐมแรงบันดาลใจของการจัดงาน กล่าวถึงศิลปะการใช้ชีวิตให้มีความสุขว่าคือการมี “วิญญาณของความรัก” ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมองทุกคนว่าเป็นครูที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ทำให้เราได้รับประโยชน์ 

 

               

 

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีกระแสพระราชดำรัสว่า

 

      "อย่าทิ้งงานศิลปะ เมื่อเรามีจิตใจที่ดีก็จะทำให้เราเห็นความดีของผู้อื่น สามารถมองเห็นสิ่งดีในสิ่งร้าย ชีวิตจึงมีความสุข ดำเนินต่อไปได้

 

     นอกจากนั้นการลงมือทำให้มากยังเป็นทั้งสิ่งมงคลมากกว่าการมีวัตถุมงคล และเป็นวิธีให้กำลังใจคนอื่นได้ดีที่สุด

 

     ที่สำคัญคือการรักษาสัจจะ เมื่อเรารักสัจจะ ย่อมเท่ากับการรักในเพื่อนมนุษย์ เมื่อทำได้แล้ว ย่อมทำให้เรามีความสุขอย่างแน่นอน "

 

              

 

   ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ นักวิชาการอาวุโส ผู้ผสมผสานศิลปะกับงานพัฒนาชุมชน กล่าวว่า

 

 

               

 

    "จากการที่ตนมีประสบการณ์การทำงานพัฒนาชุมชนสมัยเป็นอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลา ๒ ปีทำให้ได้เห็นเรื่องราวดีๆ และความมีน้ำใจของคนยากไร้ในชุมชนแออัดซึ่งปกติสังคมมองว่าเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวน่ารังเกียจ โดยถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะที่สะท้อนความงดงามที่แฝงอยู่ของชุมชนแออัดแทนที่จะเป็นภาพวาดที่ชวนให้อึดอัดหวาดกลัว "

 

  

                          

  อาจารย์สมประสงค์ ชาวนาไร่อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ออกแบบและสร้างอุโบสถวัดโพธิคุณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า 

 

 

                         

 

      "ศิลปะเพื่อการพัฒนาเป็นคำที่มีความหมายที่ตรง ลึกล้ำ ทุกวันนี้ทุกคนอยากเป็นศิลปินกันหมด โดยเฉพาะนักร้อง แต่เมื่อเรามองเนื้อแท้จะเห็นว่าเป็นเพราะกระแสวัตถุนิยม

 

    การใช้คำว่า “ศิลปะ” และ “ศิลปิน” จึงมีมากจนพร่ามัว ทั้งที่เป็นคำที่มีเกียรติมาก แต่ก็ถูกใช้มากจนกลายเป็นคำธรรมดาคำหนึ่ง และบางครั้งยังถูกใช้ไปในความหมายทางลบ เช่น ศิลปะการพูดโน้มน้าวใจคนของนักการเมือง ส่วนหนึ่งเพราะการศึกษาทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยให้คนตอบคำถามว่าชีวิตคืออะไร แต่สอนให้สะสมเงินมากๆ และใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย”

 

          อาจารย์ผ่อง เซ่งกิง หัวหน้าชุมชนบ้านช่าง สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวว่า

 

                   

 

   " จากภาวะการณ์ปัจจุบันที่ศิลปะอยู่ในภาวะผูกขาด ถูกครอบงำโดยตะวันตก มีการนำรูปแบบ เทคนิควิธี และระบบประเมินคุณค่าต่างๆ มาใช้โดยขาดความเข้าใจ ทำให้หลงลืมสาระสำคัญของความเป็นมนุษย์ คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในฐานะของผู้เสพมากกว่าผู้สร้างสรรค์...

 

              

               

 

    การได้มาทำกิจกรรมศิลปะร่วมกันในครั้งนี้จึงเป็นการดึงผู้คนให้เข้าใกล้ศิลปะมากขึ้น ได้เห็นและพิจารณาศิลปะในมุมมองใหม่เพื่อนำศิลปะเข้าสู่วงจรของการพัฒนาตนเอง พัฒนาผู้อื่น และขยายผลสู่การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในที่สุด”

 

              

   

      

                       

 

                     

                     

 

ที่มา :  http://www.scbfoundation.com/news_info_detail_th.php?cat_id=1&nid=459