นิสิตไม่ได้มาในสถานะการเป็นผู้ให้อย่างเดียว แต่นิสิตต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการเป็นผู้รับ หรือผู้ชมที่ดีด้วยเหมือนกัน

วันที่เราต้องแสดงใหญ่บนเวทีกลางนั้น (๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓)  ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนตื่นเต้นเอามากๆ  เราต่างพยายามเข้าไปเตรียมการต่างๆ ล่วงหน้าหลายชั่วโมง  ทั้งการประสานเรื่องระบบแสง  เสียง  และคิวการแสดง  โดยหวังอย่างแรงกล้าว่า  หลังเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว  เราน่าจะได้ลองเล่นจริงกันสักยก...
 

แต่จนแล้วจนรอด  กว่าอะไรๆ จะลงตัว  เราก็แทบไม่ได้ซ้อมกันเลยก็ว่าได้  ทุกอย่างจึงเอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทางล้วนๆ

 

 

ก่อนเดินทางมายังอินเดีย  เราต่างร่วมหารือถึงการแสดงที่จะหอบหิ้วข้ามฟ้ามายังอินเดีย  โดยหลักๆ นั้น  ผมย้ำให้เชิญผู้แทนจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และผู้แทนจากคณะศิลปกรรมศาสตร์มาร่วมเป็นทีมงานกับเรา  รวมถึงการจัดสรรโควตานิสิตไปให้ทางคณะได้คัดเลือกนิสิตเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยเช่นกัน

 

กระบวนการดังกล่าว  ผมยืนยันว่า นี่คือการทลายกำแพงระหว่างองค์กรที่ผมสังกัดไปสู่คณะที่ว่าด้วยการเรียนการสอนในเรื่องเหล่านี้โดยตรง  ด้วยหวังว่ากระบวนการเช่นนี้  จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจับมือกันเพื่อพัฒนาศักยภาพนิสิตในด้านดนตรีและนาฏศิลป์อย่างแท้จริง  รวมถึงการผนึกกำลังเพื่อตั้งเป็นคณะกรรมการระดับมหาวิทยาลัยในด้านพัฒนาพัฒนาศักยภาพและการส่งเสริมสวัสดิการแก่นิสิตให้จงได้นั่นเอง

 

 
 

 

ในห้วงการเตรียมการนั้น  เราต่างเห็นพ้องว่าหลักๆ จะเน้นการแสดงของดนตรีและนาฏฺศิลป์อีสานเป็นหลัก  เพราะนี่คือสิ่งที่เรามีต้นทุนอย่างมากมาย  อีกทั้งรูปแบบและบรรยากาศของดนตรีและนาฏศิลป์อีสานนั้น เกือบทั้งหมดจะครึกครื้นสนุกสนาน ซึ่งมันก็ง่ายต่อการที่จะช่วยกระตุ้นให้ชาวต่างชาติได้สนุกสนานและชื่นมื่นไปกับเราด้วย

 

นอกจากนี้  การเลือกชุดการแสดงนั้น  เราก็เลือกเน้นไปที่การแสดงที่สื่อให้เห็นความเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีสานอย่างชัดเจน  เรียกได้ว่ามองปุ๊บก็พอเดาออกได้เลยว่าเรากำลังสื่อสารเรื่องอะไรบ้าง  เป็นต้นว่า  ฟ้อนแหย่ไข่มดแดง  ฟ้อนแคน  ฟ้อนภูไทสามเผ่า  ฟ้อนมโนราห์เล่นน้ำ  ฟ้อนอีสานลำเพลิน  รวมถึงการแสดงของภาคอื่นๆ เช่น  ฟ้อนมาลัย   ฟ้อนมโนราห์บูชายันต์  ระบำตารีกีปัส   โดยทุกชุดการแสดงนั้น เราจัดทำเอกสารเผยแพร่สีสันสดสวยในภาคภาษาอังกฤษ  เพื่อช่วยให้ผู้ชมสามารถอ่านเอาความได้อย่างไม่ยากเย็น และก็โชคดีไม่น้อยที่เจ้าภาพมีพิธีกรกลางมาดำเนินการให้  ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็มีท่านรองอธิการบดี (ผศ.ดร.สุจิน  บุตรดีสุวรรณ)  รับหน้าที่พิธีกรด้วยตัวท่านเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม  เราใช้เวลาตระเตรียมอะไรๆ ต่อมิอะไรมากพอสมควร  เครื่องเสียงมีปัญหาเล็กน้อย  แต่กว่าจะเคลียร์ได้เวลาก็ล่วงไปเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว  พลอยให้เราไม่มีเวลาที่จะซ้อมใหญ่ได้ดังใจหวัง  จึงจำต้องรวบรัดตัดตอนเป็นการซักซ้อมคิวแทนไปโดยปริยาย...

 

ก่อนเวลาการแสดงจะเริ่มขึ้น (๑๙.๐๐ น.)  เห็นได้ชัดว่าผู้ชมทยอยเข้ามาสู่เวทีการแสดงอย่างต่อเนื่อง  หากเป็นประเทศไทยคงฟันธงได้เลยว่าการแสดงของเราคงเลื่อนไหลบ้างเหมือนกัน  เพราะไม่ใคร่แน่ใจนักว่าผู้ชมจะพร้อมใจมาก่อนเวลาเช่นนี้หรือไม่ ?

 

ผมย้ำกับทีมงานชัดเจนว่า ผมต้องการยกระดับการเล่นให้มีมาตรฐานขึ้น  เมื่อถึงเวลาเล่นก็ต้องเล่น  โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้ชมว่าจะมาสักกี่มากน้อย  พร้อมๆ กับการมอบหมายเจ้าหน้าที่ให้คุมสคริปการแสดงอยู่ข้างล่างกับฝ่ายแสงสีเสียง ๑ คน และอีกคนให้ทำหน้าที่ปล่อยตัวนักแสดงอยู่หลังเวที...

 

 
นางไหรำเปิดวง : ฟ้อนมาลัย  

 

รำมโนราห์บูชายันต์ 

 

เราใช้คนทำงานเพียงไม่กี่คน  เพราะเราไม่มีงบประมาณมากพอที่จะขนเอาเจ้าหน้าที่มามากไปกว่านี้ได้  เรียกได้ว่าคนๆ หนึ่งต้องทำหน้าที่ได้เบ็ดเตล็ดพอสมควร  และครั้งนี้ก็จะพิสูจน์ทีมด้วยเหมือนกันว่า  สามารถยกระดับการทำงานของตัวเองได้กี่มากน้อยกันแน่...

 

 

ตลอดเวลาของการแสดง  ต้องยอมรับว่าผู้ชมได้ให้เกียรติต่อนักแสดงอย่างแทบไม่น่าเชื่อ  ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยใส่ชุดประจำชาติเข้ามาชมการแสดงของเรา ในยามถึงคราวสนุก ก็ปรบมือเป็นจังหวะๆ จนกึกก้องไปทั้งห้อง  ไม่มีการลุกเดินใดๆ  การบันทึกภาพก็ไม่ใช้แสงแฟลต  พอเสร็จสิ้นการแสดงในแต่ละชุด ผู้ชมก็ปรบมือเป็นกำลังใจติดต่อกันอย่างยาวเหยียด  มิหนำซ้ำพอการแสดงชุดสุดท้ายเสร็จสิ้นลง  ประธานขึ้นไปกล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึกแก่นักแสดง  แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้ชมยังคงไม่ออกไปจากห้อง  ทุกคนยืนขึ้นและปรบมือต่อเนื่องและยาวนานอย่างมหัศจรรย์...

 

อีสานลำเพลิน

 

เมื่อพิธีการใดๆ เสร็จสิ้นลง  ผู้ชมจำนวนมากต่างก็กรูเข้ามาแสดงความชื่นชมกับนักแสดงอย่างล้นหลาม  มีการขอบันทึกภาพและลองเล่น  หรือลองสัมผัสเครื่องดนตรีบางชนิดกันอย่างตื่นตาตื่นใจ 

หลายคนเข้ามาสอบถามผมถึงชื่อนักแสดง หรือไม่ก็สอบถามถึงคิวการแสดงในวันต่อๆ ไปอย่างเอาจริงเอาจัง  รวมถึงถามข้อมูลของมหาวิทยาลัยของเราอย่างน่าชื่นใจ  ทำเอาผมต้องงัดเอาภาษามือภาษาไม้มาช่วยในการสื่อสารอย่างยกใหญ่...

 

อย่างไรก็ตาม  งานในค่ำคืนนี้จบลงด้วยดี  นิสิตเต็มไปด้วยความสดใส ทุกคนยิ้มรื่น และในดวงตาของแต่ละคนก็ฉายฉานไปด้วยประกายแห่งความสุขอย่างล้นเหลือ  ซึ่งผมก็ประเมินแล้วว่าพวกเขาควรได้รับรางวัลชีวิตง่ายๆ เบื้องต้นจากผมก่อน นั่นก็คือ “งดประชุมสรุปงานในค่ำคืนนี้” ...

 

 
เซิ้งแหย่ไข่มดแดง

 

ฟ้อนมโนราห์เล่นน้ำ

 

รุ่งเช้า,  หลายคนตื่นเช้าจนแทบไม่น่าเชื่อ  ราวกับคืนที่ผ่านมาไม่ได้เหนื่อยล้ากับการแสดงบนเวทีเลยสักนิด  หลังอาหารเช้าเสร็จสิ้นลง  เราต่างก็มานั่งล้อมวงสรุปงานกันสั้นๆ  ตามแบบฉบับของผมเอง  โดยมีผมและทีมงาน รวมถึงนิสิตได้สะท้อนบทเรียนบางเรื่องร่วมกัน  เช่น....

 

  • ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดคือ  ความสุขของคนเล่นและคนชม
  • นิสิต เรียนรู้คุณค่าของตัวเองผ่านความชื่นชมของชาวต่างชาติได้แค่ไหน
  • ศิลปะทุกแขนง คือผลผลิตจากจิตใจอันละเอียดอ่อนของมนุษย์  และศิลปะทุกแขนง ก็เป็นภาษาสากลที่ทุกคนเสพสัมผัสร่วมกันได้ด้วย “ใจ”

 

และที่เราย้ำเน้นที่สุดก็คือ  การสะท้อนให้นิสิตเห็นและตระหนักถึงวัฒนธรรมการเป็นผู้ชมที่ดีที่นิสิตต้องเรียนรู้จากเวทีนี้  เป็นต้นว่า ...

 

  • ความตรงต่อเวลาของผู้ชม
  • การแต่งกายด้วยชุดประจำชาติเข้ามาชมการแสดง เป็นการให้เกียรตินักแสดง และการภูมิใจในความเป็นชาติของตัวเอง
  • การปรบมือทุกครั้งเมื่อการแสดงในแต่ละชุดเสร็จสิ้นลง  ยิ่งปรบมือยาวนาน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมประทับใจมากเป็นพิเศษ
  • บันทึกภาพโดยไม่ใช้แสงแฟลต
  • ไม่ลุกเดินไปมา  หรือขบเคี้ยวของกิน หรือแม้แต่การเลี่ยงที่จะใช้โทรศัพท์
  • การลุกยืนปรบมืออย่างยาวนานเมื่อรู้ว่าการแสดงชุดสุดท้ายเสร็จสิ้นลง และรอจนกว่าพิธีการทุกอย่างจะจบลงอย่างสมบูรณ์ จึงออกจากห้อง หรือเวทีการแสดง  (เป็นบ้านเรา  แค่รู้ว่าชุดสุดท้ายกำลังแสดงอยู่บนเวทีเห็นได้ชัดว่าเริ่มมีการทยอยลุกเดินกลับบ้านกันบ้างแล้ว  ซ้ำร้ายจะมีกี่คนกันเล่าที่ยังสุขใจกับการยืนปรบมือยาวเหยียดเช่นนี้  และรอเป็นเกียรติปิดงานร่วมกันอย่างเสร็จสรรพ) 

 

ครับ, นี่คือการสะท้อนการเรียนรู้ในเรื่องวัฒนธรรมการชมการแสดงที่ผมและทีมงานไม่อาจละเลยไปได้เลย  เพราะนิสิตไม่ได้มาในสถานะการเป็นผู้ให้อย่างเดียว แต่นิสิตต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการเป็นผู้รับ หรือผู้ชมที่ดีด้วยเหมือนกัน