
ฉาย เป็นเครื่องมือสำหรับการนวดข้าวของชาวนา ทำจากไม้ไผ่ที่จะต้องเลือกสรรจำเพาะลำไผ่ที่ไม่มีรูกลวงในปล้อง ขนาดพอมือ สูงประมาณเสมอหน้าผาก และต้องมีกิ่งที่แข็งแรงพอที่จะทำเป็นตะขอ เหลาปล้องและผิวให้กลมนุ่มมือ
หากลำไผ่คดมากแต่ความยาวและความแข็งแรงใช้ได้ ก็จะตัดตบแต่งแล้วใช้ไม้ดัดทิ้งไว้ก่อน ๒-๓ วัน จากนั้น ก็จะนำมารมไฟให้อ่อนและดัดให้ตรง เมื่อตรงแล้วก็ดัดและตบแต่งส่วนที่เป็นกิ่งให้เป็นตะขอ ลักษณะเหมือนขอสับช้าง แต่ขนาดสั้นและเล็กกว่า จากนั้นก็นำไปตากให้แห้งสนิท
ฉายเป็นอุปกรณ์แยกฟางข้าวออกจากเมล็ดข้าวเปลือกในขั้นตอนการนวดข้าว การนวดข้าวนั้น ชาวนาจะนำเอามัดข้าวมาตั้งกองเรียงกัน ๒ ชั้น เมื่อตั้งมัดข้าวแล้วก็จะใช้มีดสับให้ตอกมัดข้าวขาดแล้วดึงตอกออก ส่วนที่ตั้งอยู่จึงมีแต่รวงข้าวอย่างเดียว จากนั้นก็ใช้ฟางข้าววางปิดไว้ชั้นหนึ่งสำหรับให้ควายเหยียบหรือใช้รถบดลงไปโดยไม่ทำให้เมล็ดข้าวแตกกระเทาะเสียหาย
การนวดข้าว เป็นการแยกรวงข้าวออกเป็นเมล็ดข้าวและฟางข้าว ทุกครั้งที่ควายเหยียบหรือรถบดลงไปบนกองรวงข้าวซึ่งมีฟางปิดทับไว้นั้น เมล็ดข้าวซึ่งมีน้ำหนักมากก็จะหล่นไปกองอยู่ด้านล่างของฟางและฟางก็จะลอยอยู่ด้านบน พอนวดให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าวและเหลือเป็นฟางอยู่บนผิวหน้าแล้ว ชาวนาก็จะใช้ฉายนี้กรีดแยกเอาฟางออก ทุกครั้งที่กรีดลงไปฟางก็จะติดขึ้นมากับตะขอฉายและเมล็ดข้าวก็จะหล่นกลับลงไปกองรวมกัน ส่วนฟางนั้นก็ใช้ฉายค่อยสางให้ข้าวหลุดให้หมดแล้วตะล่อมให้ไปกองรวมกัน
เมื่อแยกฟางออกมาได้เป็นกองๆแล้ว ชาวนาก็จะใช้ฉายเพียงอันเดียวเช่นกัน แทงด้านตะขอเข้าไปม้วนก้อนฟางข้าว แล้วก็นำไปสุมกองรวมกันเป็นกองฟาง
เมื่อสางแยกฟางออกจากเมล็ดข้าวหมดแล้ว ก็จะกองมัดข้าวลงไปอีก แล้วก็นวดอีกหลายรอบโดยทุกรอบก็ใช้ฉายแยกฟางออกจากข้าว กระทั่งหมดทั้งลอมข้าวก็จะฝัดข้าวเปลือกด้วยสีฝัดข้าว แล้วขนข้าวเปลือกเก็บไว้ในฉางข้าวต่อไป
การใช้ฉายกรีดลงไปบนกองเมล็ดข้าวเพื่อแยกฟางออกจากข้าวนั้น เป็นลีลาที่งดงามที่ต่อเนื่องเหมือนการร่ายรำ อีกทั้งให้เสียงกรีดขอไม้ไผ่กับเมล็ดข้าวที่แสนจะไพเราะ การกรีดฉายเป็นความชำนาญ หากกรีดไม่เป็นฉายจะครูดลานให้แตกเสียหายและไม่มีเสียงกรีดที่ไพเราะออกมา
ก่อนถึงหน้าเกี่ยวข้าวของทุกๆปี ครอบครัวหนึ่งๆก็มักจะทำฉายให้เป็นฉายประจำตัวที่พอแก่สมาชิกทุกคนในบ้าน ขณะเดียวกัน เมื่อจะไปเอาแรงหรือเดินไปหากันตามบ้านในหน้านวดข้าว ชาวบ้านก็มักเดินเอาฉายพาดไหล่ติดตัวไปด้วย หากกำลังนวดข้าวกัน ก็เดินขึ้นไปสางฟางข้าวช่วยกันพร้อมกับคุยกันไปด้วย
ฉาย ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่นั้น จัดว่ามีความแข็งแรงและทนทานต่อการใช้สางฟางข้าวบนข้าวเปลือกมากกว่าใช้เหล็กทำ เพราะเปลือกข้าวเปลือกและละอองฝุ่นจากข้าวเปลือกนั้นแข็ง ทำให้มีด เคียว ตะขอ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ทำด้วยเหล็ก ถูกกร่อนจนทื่อและเสียหายหมดสภาพการใช้งานเร็วกว่าอุปกรณ์ที่ทำด้วยไม้และไม้ไผ่.
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภาพ ข้อมูล
และบรรยาย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
สวัสดีค่ะอาจารย์
ผมนึกว่าเป็นบันทึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี "เครื่องฉายภาพ" ครับ...
แต่เห็นภาพที่อาจารย์วาดแล้วฉาย "วิถีความรู้ชาวนา" ได้ชัดกว่าเป็นไหน ๆ ครับ...
เอาคันหลาวใาร่วมแจมค่ะ..ฉายของพี่อาจารย์..แถวบ้านครูอ้อยเล็กก็จะเรียก คันฉาย ด้วยเช่นกันค่ะ
คันหลาว..เป็นอุปกรณ์จากภูมิปัญญาของชาวนาอีกชิ้นหนึ่งที่ใช้หาบข้าวแทนไม้คาน โดยนำไม้ไผ่ที่มีลำปานกลางไม่อวบอ้วนมากนัก มาเหลาปลายทั้ง 2 ข้างให้แหลม และคว้านเนื้อไม้ตรงกลางลำออกบ้าง เพื่อเมื่อหาบข้าวขึ้นบ่าแล้วลำไม้ไผ่จะได้อ่อนตัวลงบ้าง ทำให้ผู้หาบไม่เจ็บบ่า..เมื่อมัดข้าวเป็นฟ่อนๆไวางไว้เป็นจุดๆในนาข้าวแล้ว ผู้มีหน้าที่หาบ จะใช้คันหลาวทิ่มไปในฟ่อนข้าว แล้วยกขึ้นประทับไว้บนบ่า ยกปลายไม้อีกข้างหนึ่งทิ่มฟ่อนข้าวฟ่อนต่อไป แล้วจึงยกขึ้นตั้งในท่าหาบ การหาบข้าวหรือหาบน้ำนั้นครูอ้อยถูกสอนให้หาบด้วยบ่าข้างเดียว จะได้เดินได้สะดวกกว่าใช้บ่าทั้ง 2 ข้างค่ะ...
ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยเห็นอุปกรณ์ที่อาจารย์นำมาเขียนบันทึกอยู่ไหม ...เเต่ผมลองนึกย้อนไปสมัยท้องทุ่งยังมีสีสัน เสียงตีข้าวดังก้องทุ่ง เวลาเเสงจันทร์บางๆ กลางคืน ...ผมจินตนาการไปไกลเลยทีเดียวครับ
อ่านบันทึกเเล้วผมมีเเรงบันดาลใจอย่างหนึ่งว่า น่าจะมีการรวบรวม เครื่องมือเก่าๆที่ใช้ในวิถีของชนบท ที่นับวันเราไม่ค่อยเห็นเเล้ว ไม่มีฝีมือวาดแต่ถ่ายรูปเก็บไว้ พร้อมคำอธิบาย คิดว่าจะเป็นความรู้ที่ทรงคุณค่ามาก...
ขอบคุณมากครับอาจารย์
ชมครูอ้อยเล็ก...วาดรูปได้น่ารักมากๆครับ
พี่อาจารย์ดร.วิรัตน์
และเพื่อนอาจารย์ กู้เกียรติ
นี่แหล่ะค่ะ...เดินตามรอยเท้าพี่และเพื่อน...ชีวีเป็นสุขเน๊าะ...อย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยวในโลกของวิชาการล่ะค่ะ...
อาจารย์วาดคันฉาย(กะฉาย)ได้สวยดี การกรีดข้าวตกแรก(ข้าวฟ่อนชุดแรกที่นำมานวด)ต้องระวังปลายขอจะกรีดหน้าลานดินแตก เมล็ดข้าวก็จะมีดินและขี้ควายยาลานปนเยอะ ถ้านวดหลายตกข้าวเปลือกหนามากๆก็กรีดสบาย ขั้นตอนที่เหนื่อยมากอยู่ที่การรุข้าวคือเอาฟางออกจากเมล็ดข้าวที่นวดแล้วนั่นเอง
กราบนมัสการพระอาจารย์มหาแล...
คำว่ารุข้าว...นี้ใช้ศัพท์เหมือนกัน..แต่ความหมายเหมือนกันไหมคะ..แถวบ้านครูอ้อยเล็ก..การรุข้าวก็คือ..การสงฟางออกจากลานนวดข้าว..สงเอาฟางออกไปเรื่อยๆ(ดังภาพพี่อาจารย์วิรัตน์)จนกว่าข้าวจะหลุดออกจากรวงหมด ใช่ไหมคะ...
คุณครูอ้อยเล็ก
รุข้าวคือขั้นตอนที่ใช้ควายเหยียบฟ่อนข้าวจนเมล็ดข้าวล่วงออกจากฟ่อนข้าวเกือบหมด แต่ยังมีเมล็ดเหลือติดอยู่บ้าง เราก็เอาควายออกแล้วคนก็มารุข้าวด้วยการเอาฟางออกจากเมล็ดข้าวที่นวดแล้วคือใช้คันฉายเขย่าฟางข้าวให้ร่วงลงลาน ส่วนเมล็ดที่ยังติดอยู่กับรวงข้าวก็ใช้ด้ามคันฉายที่ปักดินในภาพวาดของอาจารย์วิรัตน์นั้น ฟาด,ทุบ,ตี หลังจากนั้นก็ใช้ควายขึ้นมาเหยียบ-นวดอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ก็เลยไม่ทราบว่าความหมายรุข้าวตรงกันกับแถวบ้านคุณครูอ้อยเล็กไหม
ในภาพวาดอาตมาเข้าใจว่าการสางฟาง(คือนำฟางออกได้เลย)
สวัสดีครับคุณครูคิมครับ ผมสบายดีครับ ขอบพระคุณมากเลยครับ เพิ่งไปประชุมต่างจังหวัดมา ๓ วันครับ ไปที่โน่นแน่ะ ชายแดนไทย-เขมรด้านคลองลึก อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขอเอารูปมาฝากรูปหนึ่งนะครับ น่ารักดีครับ
สาวน้อยเธอนั่งเล่นอยู่กลางลานคอนกรีด พ่อแม่ขายของอยู่บนรถเข็นด้านหลังของเธอ บางจังหวะก็กระโดดหยอยๆวิ่งไปเกาะคนโน้นที-คนนี้ที ดูน่ารื่นรมย์และช่างไว้วางใจโลกกว้างดีจริงๆ
การคันและคายจากฝุ่นข้าวนั้น อย่าว่าแต่คนที่ไม่เคยทำนา พอไปสัมผัสเข้าก็อาจจะถึงกับผื่นขึ้นและคันคายรุนแรงเลยครับ คนเคยทำนาที่นานๆครั้งไปเจอก็อาจรู้สึกคัน-คายได้ครับ แต่พวกเด็กๆและชาวบ้านนั้นเจอเป็นวิ่งใส่ครับ นอนเล่นอย่างกับเป็นเบาะนุ่มนิ่มเลยทีเดียว
สวัสดีครับท่านดิเรก การวาดรูปและแสดงผลวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็นรูปวาดนั้น ในงานวิจัยแล้วสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือการวิจัยได้อีกหลายลักษณะครับ ในงานวิจัยชุมชนเราก็มักจะคุ้นเคยกับการวาดรูปเพียงใช้วาดแผนที่ชุมชน เพราะหากวาดซับซ้อนมากกว่านั้นก็มักจะวาดไม่ได้ การวาดรูปได้จึงทำให้มีทางเลือกทำงานข้อมูลในขั้นตอนต่างๆได้หลากหลายมากขึ้นน่ะครับ
สวัสดีครับน้องคุณครูอ้อยเล็ก แถวบ้านก็เรียกฉายและคันฉายเหมือนกันครับ คันหลาวก็เหมือนกับที่น้องคุณครูอ้อยเล็กวาดนี้เลย เวลาหาบนี่ ก่อนให้หาบมัดฟ่อนข้าว พ่อแม่และผู้ใหญ่ก็มักจะให้เด็กๆหัดหาบน้ำจนสามารถหาบด้วยไหล่ข้างเดียวและโยนจังหวะเป็น แต่บางทีก็เริ่มหัดมัดฟ่อนข้าวข้างละ ๑ มัด ผู้ใหญ่ที่ชำนาญจะหาบได้ข้างละ ๒ มัด ผมนั้นหาบได้เพียงข้างละมัดเหมือนกันครับ
สวัสดีครับคุณจตุพร แถวภาคเหนือและภาคใต้นั้นคงจะไม่มีหรอกครับ เพราะภาคเหนือกับภาคใต้จะใช้การตีคนละมัดข้าวและยืนล้อมวงตีกันบนเสื่อลำแพน พอเมล็ดข้าวหลุดหมดก็โยนมัดฟางข้าวออก เสร็จแล้วก็ตบและกระพือลมด้วยพัดขนาดใหญ่ให้เศษฟางและเมล็ดข้าวลีบแยกออกจากกัน พอเสร็จก็ขนเมล็ดข้าวเปลือกไปเก็บเลย ผมเคยไปเห็นชาวบ้านของประเทศลาวที่นอกตัวเมืองหลวงพระบาง ก็ทำลักษณะเดียวกันครับ วิธีอย่างนี้จะไม่ต้องใช้คันฉายครับ
เห็นดีด้วยกับแนวคิดของคุณจตุพรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปและใช้ทักษะการถ่ายรูปช่วย แล้วก็เก็บรวบรวมข้อมูล สร้างความรู้และเรื่องราวควบคู่ไปกับเสริมศักยภาพชาวบ้านให้นำเอาสิ่งต่างๆที่เป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของตน ออกมาจัดการความรู้จากความทรงจำ คำบอกเล่า และเรื่องราวที่สืบสานกันไว้ในรูปการบอกเล่าปากต่อปาก นิทาน ตำนาน เหล่านี้ ก็คงจะทำให้ชุมชนและหมู่บ้านอีกมากมายในประเทศ ได้เห็นตัวตนและความดำรงอยู่ของภูมิปัญญาที่กลมกลืนอยู่กับชีวิต ได้มากขึ้นนะครับ ซึ่งคงจะทำให้การวิเคราะห์และวางแผนเรื่องราวต่างๆในชุมชนพัฒนาให้เข้มข้นได้มากยิ่งๆขึ้นนะครับ
เรียนท่านอ.ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ครูต้อยเพิ่งได้ยิน และรู้จักฉายวันนี้เองค่ะ
กองฟางนั้นเคยเห็น
พูดแล้วอายจังเลย
เกิดเป็นคนไทย กินข้าวไทยทุกวัน แต่ไม่รู้ประสาวิถีชาวนาไทย
ขอเรียนรู้นะคะ เพราะว่าอีกไม่นานครูต้อยจะไปใช้ชีวิตแบบชาวสวนชาวไร่
แล้วจะลองปลูกข้าวกินเองสักแปลง
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขึ้นไหม
แต่ตั้งใจว่าฝนนี้จะทดลองปลูกในกระถางค่ะ
และจะพยายามเรียนรู้จากภูมิปัญญาใกล้บ้านใหม่
ขอบพระคุณค่ะ
ปล.อาจารย์วาดรูปลายเส้นสวยมากค่ะ..ขอบอก
สวัสดีครับคุณครูต้อยติ่งครับ ดีใจครับที่ทำให้คุณครูต้อยติ่งและคนไทยรำลึกขึ้นมาได้ เป็นแง่มุมที่เห็นกระบวนการเรียนรู้และผลงานทางปัญญา-การคิดค้นอย่างเป็นระบบ มีความลึกซึ้ง และเป็นปรีชาญาณในการเข้าถึงความเป็นหนึ่งกับความเป็นธรรมชาติมากเลยครับ มีผู้ช่วยนักวิจัยของทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถามผมว่าทำไมชาวนาไม่ทำตะขอและคันฉายด้วยเหล็ก
หากเป็นท่านพระอาจารย์มหาแลและคุณครูอ้อยเล็กก็จะตอบได้ทันทีเหมือนผมเลยว่า สำหรับการทำงานกับฟางและเมล็ดข้าวเปลือกแล้ว ไม้จะเหมาะสมกว่าเหล็ก ใครขืนเอามีดและเครื่องมือโลหะไปรานกับเมล็ดข้าวหรือฟางแล้วละก็เป็นโดนผู้ใหญ่เอ็ดเอาเลยว่าประเดี๋ยวมันจะทื่อและแหว่งเสียหายไปหมด ส่วนไม้ไผ่นั้น นอกจากจะทนกว่าแล้วก็จะมีน้ำหนักเบา ใช้ทำงานได้นานทั้งวัน...เป็นการยืมพลังและวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ฉลาดมากเลยนะครับ
ขอบคุณค่ะพี่อาจารย์
ที่ให้ความกระจ่างในการถ่ายทอดคำพูดที่จะถ่ายทอดให้คนรับสารเข้าใจได้ตรงกันค่ะ...
สวัสดีครับ อาจารย์ วิรัตน์
"เพราะเปลือกข้าวเปลือกและละอองฝุ่นจากข้าวเปลือกนั้นแข็ง ทำให้มีด เคียว ตะขอ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ทำด้วยเหล็ก ถูกกร่อนจนทื่อและเสียหายหมดสภาพการใช้งานเร็วกว่าอุปกรณ์ที่ทำด้วยไม้และไม้ไผ่."
เห็นด้วยครับอาจารย์ ขนาดเหล็กกล้า เจอตาไม้ไผ่ ยังบิ่นเลยครับ
ด้วยความยินดีครับน้องคุณครูอ้อยเล็ก
สวัสดีครับท่านวอญ่า-ผู้เฒ่า แต่จริงอย่างที่วอญ่าว่า คนที่ทราบก็คงไม่ใช้มีดฟันตาไม้ไผ่และข้อไม้ไผ่โดยตรง เพราะมันจะสะท้านมือและเข้าได้นิดเดียว แต่มีดจะบิ่นเอาง่ายๆ โดยปรกติแล้วจึงจะฟันตามปล้อง และหากจะตบแต่งหรือฟันตรงข้อไม้ไผ่โดยเฉพาะข้อที่มีตา ก็จะไปนั่งค่อยๆตบแต่งเอาทีหลัง ดีครับ..เป็นความรู้ดีครับ