“เมื่อโลกไร้จริยธรรม ความโลภมากของมนุษย์ก็จะทะยานขึ้นถึงขีดสุด และเมื่อโลกขาดจริยธรรม นั่นก็เท่ากับสิ้นสุดความเป็นมนุษย์”
“ฝูงมนุษย์” ข้อคิดจากงานประพันธ์
“ฝูงมนุษย์” เป็นงานเขียนของคุณช่วง มูลพินิจ ศิลปินที่มีแนวการเขียนภาพจิตกรรมอย่างมีอัตลักษณ์ งานเขียนนี้ เขาเขียนด้วยลายมือลงในสมุดลายไทย มานานมากแล้ว แล้วได้นำมารวมเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค โดยสำนักพิมพ์มิ่งมิตร
ข้อคิดคำคมใน “ฝูงมนุษย์”
ที่คุณช่วง เขียนถ่ายทอดออกมานี้
มันเกี่ยวกับธรรมชาติ กิเลสของมนุษย์ ศิลปะและศาสนา คุณช่วง
เชื่อว่า “เมื่อโลกไร้จริยธรรม
ความโลภมากของมนุษย์ก็จะทะยานขึ้นถึงขีดสุด
และเมื่อโลกขาดจริยธรรม
นั่นก็เท่ากับสิ้นสุดความเป็นมนุษย์”
คุณช่วงกล่าวอีกว่า “มนุษย์เรา
คือสิ่งมีชีวิตที่เลวที่สุดบนผืนโลก
เราพากันพินอบพิเทาคนโลภ คนรวย เพื่อหวังผลประโยชน์
แต่เรากลับไม่พินอบพิเทาธรรมชาติ
ที่ให้คุณประโยชนตลอดกาล”
ทั้งนี้เพราะ
“ฐานของเศรษฐกิจคือเงิน
ซึ่งเป็นโลภจิต แต่ฐานของศิลปะ คือความดีงาม
ถ้า 2 ฐานนี้ง่อนแง่น
และล่มสลายลง
ฝูงมนุษย์อยากให้อะไรดำรงอยู่เล่า....ระหว่าง “ความดี” หรือ “ความโลภ”
คำคมของคุณเขา
จึงสะท้อนงานประพันธ์ออกมาอย่างผู้ที่เข้าใจในความเป็นศิลปะของธรรมชาติ
และธรรมชาติของมนุษย์
มีคำคมหลายคำที่น่าประทับใจมาก เช่น
“ขออย่าเป็นเพียงผู้ทำงานศิลปะอาชีพเลย แต่ขอเป็นทาสรับใช้ศิลปะผู้มีความสุข มีกำลังทำงานต่อไปจนสิ้นลม เพื่อส่งต่อลมหายใจให้ผู้รับใช้รุ่นต่อๆ ไป”
ฉันอ่าน ด้วยความซาบซึ้ง เหมาเอาเรื่อง
ลมหายใจของผู้ถ่ายทอดศิลปะ มาเปรียบเทียบกับ คำว่า
“ครูอาชีพ” กับ
“อาชีพครู”
เราจะมีชีวิตอยู่เพื่ออาชีพครู หรือ ครูอาชีพ
ฉันคงไม่ขยายความ
แต่อยากให้ท่านผู้อ่านคิดเอาเองว่าท่านอยากเป็นแบบไหน?
“เมื่อเชื้อไวรัสเงินขึ้นสมอง ก็มองไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินเสียงนกร้อง มองไม่เห็นดอกไม้ผลิบาน หูด้าน ตาบอด ฝูงเขามองเห็นแต่ยอดเงิน”
และ “มวลมนุษย์ทั้งหลายคือต้นไม้แห่งความโลภ ทุกคนคือกิ่งก้านสาขา ใครเล่าจะกล้าทำลายได้หมดสิ้น เพียงลิดก้านรานกิ่งลงก็เจ็บปวดเหลือหลาย”
การที่คุณช่วง สามารถสรุปรวบยอดมุมมองของชีวิต
ออกมาเช่นนี้
แสดงให้เห็นว่าเขามีความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ค่อนข้างสูง
จนเกิดพุทธทางปัญญา จนทำให้มองโลก มองคน มองสิ่งรอบข้าง
อย่างเข้าใจไปเสียทั้งหมด
นอกจากนี้ แม้กระทั่งนิทานเรื่องที่ เขาเขียนก็สะท้อนถึงความเป็นคนมองโลก มองคนอย่างเข้าใจเช่นกัน
ยกตัวอย่างเรื่อง “เพชร” ที่เขาเขียนที่บอกว่า
. . .ดาวเม็ดสุดท้ายสิ้นแสง ตีนฟ้าเรืองเรื่อ
ลมเช้าเย็นชื่นใจ รับไอตะวันอุ่น น้ำค้างค่อยละลายลงดินดำ
รวมตัวเป็นโอชะของพืชพันธุ์.....
เพชรเม็ดหนึ่งส่องประกายรับแสงรับแสงแดดอ่อนอยู่บนดิน
มันแวววาว
กว่าดินมากนัก เพราะได้รับอิสระจากเรือนทอง คือแหวนวงหนึ่ง
ยินดี
ที่ได้มาประดับพื้นโลกอันเป็นมาตุภูมิเดิมแท้อีกครั้ง จึงกล่าวแก่ดินว่า
. . .
“เราถูกพรากจากครรภ์มารดาคือภูเขาลูกใหญ่ อันมนุษย์ได้ทลายลงเสียสิ้น เพื่อควักเราออกมาแสวงหาทรัพย์ด้วยความโลภอันไร้ขอบเขต ความจริงเราจะมีค่าอย่างแท้จริง เท่ากับดินดำน้ำชุ่มอย่างท่านก็หาไม่ เพราะท่านยังพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารแก่มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายได้บำรุงชีวิต อันจะหาจากเรามิได้เลยอีกนานนัก เราจึงสลายตัวลงมาเป็นดินให้พืชได้อาศัยเกิด”
"ดิน" จึงกล่าวแก่เพชรว่า
“ดีแล้วที่ได้กลับสู่บ้านเก่า มิต้องเร่ร่อนขายตัวตามที่ต่างๆ โดยความโลภของมนุษย์
เราจะกลบซ่อนท่านด้วยกาลเวลา..... เพราะความโลภ เขายอมทลายภูเขาทั้งลูกหาเพชร
แลผู้โง่เขลา ย่อมยินดีประดับความฉิบหายของโลกไว้บนนิ้วมือตนเอง”
...เขาสะท้อนให้ฟัง ไม่ใช่ซิคะ เขาสะท้อนให้เราได้อ่านอย่างเจ็บแสบ จริงๆ ...
อีกซักเรื่องนึงค่ะ เรื่องนี้ก็สุดยอดทีเดียวเขาสะท้อนได้เจ็บแสบอีกเช่นกัน
เรื่อง “ผู้พิจารณา”
ครั้งหนึ่งสัตว์ต่างๆ มาประชุมกันเพื่อพิจารณาว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาด มีคุณค่าต่อโลก
และสรรพชีวิตจริงหรือไม่?
การประชุม เริ่มจาก
การพิจารณาความดีวิเศษ ตามคำกล่าวอ้างของมนุษย์
ประธานสัตว์เปิดฉากกล่าวโจมตีมนุษย์ว่า “ฝูงมนุษย์แท้จริงแล้ว
เป็นสัตว์ชนิดที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อโลก
มีแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทั้งพืช
สัตว์ แม่น้ำ ภูเขา อากาศ
มันคือผู้ขวางโลกด้วยการยืนสองขา ไม่กลมกลืนกับโลก
เกะกะระรานอยู่ไม่ติดที่ เมื่อฝูงมันนอน
โลกจึงสงบลงบ้าง”
โห.... แค่เริ่มต้น ก็ทั้งแสบทั้งคันทีเดียวค่ะ..... ต่อเลยนะคะ
“มนุษย์ดูหมิ่นเหยียดหยามพวกสัตว์อย่างเรา เพราะอยากโดดเด่นโดยสันดาน คน : สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจสูง มีอัตตาสูง พวกมันพยายามแต่งจริต เพื่อความน่าเชื่อถือ แต่จะน่าเชื่อถือกว่าสัตว์เดรัจฉานก็หาไม่”
“ฝูงมนุษย์
พากันยกตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่ขี้ขลาด
ไม่ยอมรับการเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งทั้งปวง
ดันทุรังไปด้วยความลุ่มหลงในชีวิต”
“ถ้าสัตว์อย่างพวกเราพูดได้
ก็ไม่คุยโว เพราะพวกเราสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว...
ไม่ต้องอาศัยเสื้อผ้า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
กลมกลืนกับธรรมชาติ มีการเคลื่อนไหวอันอ่อนน้อมต่อแผ่นดิน
พวกเราล่าเพื่ออยู่รอด ไม่ได้ล่าเพราะความโลภ
และไม่ต้องโฆษณายกย่องตนเองเลย”
แสบเข้าไปถึงทรวงเลยใช่ไหมคะ?.....
ที่ประชุมจึงลงมติว่า
“คนยังต้องฝึกอีกมากนัก กว่าจะสำนึกตัวกลับมากลมกลืนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพื่อความสงบสุขของฝูงมันเอง และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก”
ลักษณะนิทานแบบนี้ ถ้าผู้เขียนไม่มีความเข้าใจในแก่นแท้ของชีวิต
และมองโลก มองคนรอย่างรู้สึกและสัมผัสได้
งานเขียนลักษณะนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นแน่
แสดงให้เห็นว่า คุณช่วง
บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์กอปรกับถูกหลอกรวมมาจากรากที่เกิดขึ้นจากความรู้
ความเข้าใจในศิลปะ ธรรมชาติ และศาสนา
จึงทำให้เกิดงานประพันธ์เช่นนี้
เป็นงานประพันธ์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ไม่แพ้งานจิตกรรมของเขาเลย
ฉันคงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอื่นใดได้อีก
เพราะฉันรู้ตัวดีว่าอ่อนด้อยนัก ขอน้อมรับข้อคิดเตือนสติ
อันทรงคุณค่านี้ ไว้พิจารณาตนเอง
และพัฒนาตนเองให้ดีงามขึ้นกว่าเดิมอีกนับร้อยเท่าพันเท่า

ฉันไม่เคยได้อ่านงานของเขามาก่อนเลย...
แต่แค่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
ฉันได้ข้อคิดดีๆ มากมาย
จนไม่อยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว.....
หนังสือเล่มนี้ อยู่ในตู้หนังสือมานานมากๆ
เท่าที่จำได้ ฉันเห็นผ่านตามานาน แต่ไม่เคยหยิบมาอ่านซักที
เพราะที่บ้านหนังสือเยอะมากๆ ประกอบกับหนังสือใหม่ๆ
ถูกซื้อเข้าบ้านทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง
หลายเล่ม ฝูงมนุษย์ จึงถูกบดบังอยู่ด้านในสุดของตู้หนังสือ
เป็นหนังสือที่พ่อบ้านเก็บไว้นานมากๆ หรือว่าเป็นมรดก
มาจากพ่อดม (ลุงของสามี ศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อเกษม เขมโก)
หรือตั้งแต่สมัยเขาบวชที่สวนโมกข์ กับหลวงพ่อพุทธทาส
หนึ่งเดือนเต็มๆ หลังจากเรียนจบและปิดภาคเรียน
ซึ่งตอนนั้นฉันน่าจะอยู่ชั้น ป.5 หรือ ป.6 นี่แหละ (ไม่อยากคุยว่าฉันหลอกคนแก่
ฮา.....)
โชคดีจังที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ น่าขอบคุณ เจ้าฝุ่นละออง
ที่ทำให้ฉันต้องลุกขึ้นมาจัดตู้หนังสือใหม่ “ทำให้ฉันได้พบเจอเธอ
“ฝูงมนุษย์”
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ คุณช่วง มูลพินิจ
ที่ถ่ายทอดงานประพันธ์อันล้ำค่า ให้กับมนุษย์ ได้เก็บเกี่ยวสาระ
ข้อคิดเตือนใจ ไว้พิจารณาตนเอง
และปรับปรุงตนเองให้เป็นมนูษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น ขอบคุณค่ะ



รูปคุณครูที่สุราษฏร์ธานี เพิ่งไปทำค่ายมาครับ...
แค่อ่านคำโปรยในบันทึกครูพี่ใจดี ก็อยากอ่านเล่มนี้เลยค่ะ
งานเขียนของนักประพันธ์สมัยก่อนได้อรรถรสเสมอนะคะ
ศิลปะและธรรมชาติ ล้วนมหัศจรรย์และมีคุณค่านิรันดร์ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ ครูใจดีค่ะ
ขอบคุณนะคะคุณครู ที่เอาอาหารเที่ยงไปเสริฟ
ที่บล็อก น่ากินมากมายค่ะ แต่ว่าทานข้าวมันไก่ กับคุณพ่อแล้ว อิอิ
เดี๋ยวเอาใส่ตู้ ไว้กินรอบหน้า ฮ่าๆ ๆ ๆ
ชอบเรื่องนี้จังเลยค่ะ เปรียบเทียบด้วยคำคม เฉียบดีค่ะ
อ่านแล้ว ได้เห็นมุมมองของสัตว์โลก สัจธรรม ที่เป็นจริง
มนุษย์เราทุกวันนี้ เทิดทูนคน รวย แต่กลับมองไม่เห็นคนที่ทำดี
แถมจิตใจยังตกต่ำลงทุกวัน ๆ ขัดกับ นวัตกรรมนะคะ
ที่มีแต่พัฒนาขึ้น ฮ่าๆๆ ๆ
บุญรักษาค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
เค้าเรียกคบบัณฑิต ไม่ใช่ซิ..."เดินตามบัณฑิต..." ว๊าว เข้าใจนะน้องสาวเรา ฮิ ฮิ
ขอบคุณมากมายค่ะ
เป็นข้อคิดที่ดี มีสาระอีกแล้วคะ
ทำให้เรารู้จักมนุษย์มากขึ้น แบบทั้งแสบทั้งคันจริงๆคะ ^^
สวัสดีค่ะ คุณพี่คนสวย..
จริงๆแต้ๆค่ะ..ที่ว่า.. “เมื่อเชื้อไวรัสเงินขึ้นสมอง ก็มองไม่เห็นอะไร "
ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ก็เพราะอยากได้ซึ่งเงินตรา ..แต่ที่แท้จริง..มันมีค่านิดเดียว..
อิอิ..ครูบันเทิง..ก็คมเป็นน่ะ.....คิดถึงค่ะ..จุ๊บ จุ๊บ..
ฝูงใหญ่ซะด้วย...
เอารูปพืชพรรณมาอวด..
ตามประสามนุษย์ที่ชอบอวด...^^
ไม่ต้องชมนะครับ....
ไม่ได้มีส่วนร่วมในการปลูกใด ๆ ยกความดีให้ท่านเกษตรจังหวัดครับ..
แค่ประชาสัมพันธ์ว่าหลังสำนักงานมีแบบนี้...
กออ่านไม่ค่อยจะเข้าใจค่ะ
เรียน ครูใจดี
ครูช่วงและภรรยา
ครูช่วงกับงานเขียนตาลปัตร
งานลายเส้นของครูช่วง
ช่วง มูลพินิจ เป็นศิลปินที่มีลายเส้นงดงาม ละเมียดละไมจนรงค์ วงษ์สวรรค์ให้สมญานามว่าเป็น "ศิลปินผู้เห็นมดยิ้ม" มีผลงานทางด้านศิลปะเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบจากผู้รักงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มนักเรียนศิลปะเขาเป็นผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือ โดยเป็นผู้เขียนภาพประกอบ ภาพประดับให้กับหนังสือของรงค์ วงษ์สวรรค์และผองเพื่อน ซึ่งเป็นตำนานหนึ่งของคนทำหนังสือ
เกิดเมื่อปี 2483 ที่จังหวัดสมุทรสงคราม จบอนุปริญญาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้วเข้าทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าหน้าที่ออกแบบเครื่องเขินอยู่ประมาณ 7 ปี ก็ออกมาเป็นศิลปินอิสระ เริ่มมีงานแสดงภาพครั้งแรกเมื่อปี 2513 จากนั้นก็มีงานแสดงภาพออกมาอยู่สม่ำเสมอ บางคราวอาจเว้นช่วงยาวนานไปบ้าง
สวัสดีค่ะ ครูใจดี
มัวยุ่งกับการออกสุ่มตรวจร้านอาหารทุกวัน เพิ่งได้เปิดCOMวันนี้ค่ะ
ขอบคุณที่ค้นคว้าเรื่องราวดี ๆ มาให้อ่าน เพิ่งรู้จักครูช่วง มูลพินิจ
ถ่ายทอดความรู้สึกได้เฉียบคมมาก ๆ โดยเฉพาะมุมมองของสัตว์ที่มีต่อมนุษย์
“ฝูงมนุษย์แท้จริงแล้ว เป็นสัตว์ชนิดที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อโลก มีแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทั้งพืช สัตว์ แม่น้ำ ภูเขา อากาศ มันคือผู้ขวางโลกด้วยการยืนสองขา ไม่กลมกลืนกับโลก เกะกะระรานอยู่ไม่ติดที่ เมื่อฝูงมันนอน โลกจึงสงบลงบ้าง”
สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นขอชื่นชมครูจุ๋มที่เป็นหนอนหนังสือ ที่อ่านแต่เรื่องดีๆแถมยังสรุปเล่าเรื่องให้รับรู้ด้วย...โรคอัลไซเมอร์คงไม่กล้ามาเยือนเพราะได้บริหารสมองอยู่เสมอๆ
ขอบคุณมากนะคะที่ชอบหนังสือ...แดงก็มีหนังสือในดวงใจหลายเล่มเลยค่ะ...
หลานชายจะขึ้น ม.4 ไม่อยากไปเรียนพิเศษที่ไหนเลยค่ะ...หาคู่มือมาอ่านล่วงหน้าเอง
...เพื่อนๆเขาเรียนล่วงหน้าไปแล้ว ...รอดูก่อนเนาะครูจุ๋ม...อ่านเองรู้เรื่องก็ปล่อยก่อนดีไหมคะ
สวัสดีค่ะคุณครูใจดี
หน้งสือเล่มนี้ยังไม่เคยอ่านค่ะ แต่น่าอ่านมาก ...
ครูช่วง มูลพินิจ นี้ ท่านเป็นครูทางวรรณกรรมของอดีตหัวหน้าของคนไม่มีราก คือ คุณถวัลย์ มาศจรัสค่ะ
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ มีประโยชน์นะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้ว ไม่กล้าใส่แหวนหรือเครื่องประดับแล้วล่ะ....
ด้วยความระลึกถึงค่ะ
(^___^)