(ก่อนอื่น ขออภัยที่ต้องใช้จุดไข่ปลาคั่นระหว่างย่อหน้า เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถเว้นย่อหน้าได้ตามปกติครับ)................................................................................................................................................................ หลายวันก่อนได้พูดคุยกับหัวหน้าสถานศึกษาแห่งหนึ่งในปางมะผ้า ท่านได้สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์หลายปีที่ได้จัดการเรียนการสอนให้กับเด็กบนพื้นที่สูงที่นี่ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า มันไม่ยุติธรรมเลยที่ใช้หลักสูตรและวิธีประเมินผลจากส่วนกลาง มาตัดสินเด็กที่นี่ เพราะฐานคิด วิถีชีวิตของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงกับเด็กไทยพื้นราบต่างกันอย่างมาก ในระดับชั้นเดียวกัน หากเด็กนักเรียนในเมืองเริ่มจากศูนย์ เด็กที่นี่จะต่ำกว่าศูนย์อีก คือเริ่มต้นก็ติดลบแล้ว................................................................................................................................................................ และถึงแม้รัฐจะกำหนดให้โรงเรียนสามารถจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นได้ ในสัดส่วนร้อยละ 30 แต่เอาเข้าจริง การทำหลักสูตรท้องถิ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆแบบสุกเอาเผากินเลย คนที่จะทำหลักสูตรท้องถิ่น ต้องมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้คน ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆมานานพอสมควร แต่สำหรับที่นี่ (และชนบทอีกหลายๆที่) ครูสักเท่าไรกันที่จะปักหลักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเคียงข้างชาวบ้านที่ยากจน ยิ่งในถิ่นทุรกันดารแล้ว ส่วนใหญ่ ครูและข้าราชการจะใช้เป็นทางผ่านเพียงเพื่อที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งแห่งที่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่เย้ายวนอยู่ในเมืองใหญ่กันทั้งนั้น อันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านเต็มที่ และกำลังร่วมวางแผนที่จะส่งเสริมการใช้ภาษากลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะอยู่ในรูปโครงการ “ยุววิทยากรชุมชน” ส่วนความก้าวหน้าจะเป็นอย่างไร คงต้องหารือกันอีกหลายรอบ ................................................................................................................................................................ หลายๆคนอาจจะแย้งว่า ในส่วนของครู นักพัฒนารวมถึงนักวิชาการทั่วไป เขาก็ควรจะมีสิทธิในการเลือกความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของแต่ละคน อันนี้ก็ไม่เถียงว่าก็สิทธิของใคร ใครๆก็อยากสบาย ................................................................................................................................................................ แต่ด้วยความคาดหวังทางสังคมและอุดมการณ์ของวิชาชีพเหล่านี้แล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนที่อยู่ในสายงานดังกล่าวต้องรักษาอุดมการณ์ทางวิชาชีพเอาไว้ด้วย ยิ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่จบมาด้วยการอุดหนุนภาษีจากประชาชนคนจนด้วยแล้ว ก็จะเห็นว่า ปริญญาของแต่ละคนมิใช่เรื่องความสามารถเฉพาะตัว แต่มันมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของชนชั้นล่างที่เราได้เปรียบในเชิงโครงสร้าง และทุกวันนี้ ชนชั้นล่างที่เคยเป็นผู้อุดหนุนการศึกษาให้แก่เรา ผู้เสียสละเป็นแรงงานราคาถูกปลูกสร้างบ้าน อาคาร สนามกีฬา สละผืนนาเพื่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าแก่เรา ก็ยังยากจนเหมือนเดิม และถูกพันธนาการด้วยหนี้สิน ที่ต้องพึ่งพิงภายนอก อย่างยากจะหลุดพ้น ................................................................................................................................................................ ผมเองในฐานะที่เติบโตมาจากการรดน้ำใส่ปุ๋ยและการเบียดเบียนคนยากไร้ ต้องหันกลับมาถามตัวเองในฐานะนักวิชาการอยู่เสมอว่า เราได้ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้บ้าง ................................................................................................................................................................ การที่ผมผันตัวเองออกมาเป็นนักวิชาการอิสระ แม้จะฝืดเคืองด้านเงินทอง แต่ก็ได้อะไรๆที่ดีกลับมาไม่น้อย ได้แบ่งปันมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ๆทั้งในและนอกวงการเพิ่มขึ้น รวมถึงเวลาที่จะทบทวน ค้นคว้า หาความรู้เพิ่มเติม สองวันมานี้ ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง “โลกาภิวัตน์กับชุมชนที่ยั่งยืน : บทเรียนแห่งลาดักและทางเลือกใหม่อันหลากหลายจากทั่วโลก” ที่ เฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮอดจ์ เป็นผู้เขียน เฮเลนาเป็นนักคิด นักเขียน นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน ที่อยู่ในชุมชนลาดัก (ชุมชนทุรกันดารแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดีย) เป็นเวลาหลายสิบปี จนเธอได้รับรางวัลโนเบลทางเลือก หรือรางวัลสัมมาอาชีวะ (Right Livelihood Award) ในปี ค.ศ. 1986 เป็นหนังสือเล่มบางๆที่กล้าหาญและทรงพลัง เมื่ออ่านแล้ว ผมก็เกิดแรงบันดาลใจมาเขียนบันทึกครั้งนี้ และหันมาทำกิจกรรมที่ “ถอยหลังเข้าคลอง” อย่างภาคภูมิใจ แม้จะขวางหูขัดตาใครในสายตาของโลกาภิวัฒน์มากขึ้น ................................................................................................................................................................ ย้อนกลับมาเรื่องการศึกษาบนพื้นที่สูง เช่นเดียวกับที่เฮเลนาพบในชุมชนลาดัก ในส่วนตัวผมแล้ว ที่ภาคเหนือของประเทศไทยนี้ เด็กดอยเค้าไม่ได้ติดลบโดยตัวเขาเอง แต่การศึกษาแผนปัจจุบันต่างหากที่ทำให้เขาติดลบ ทำให้เขารู้สึกด้อย รู้สึกต่ำต้อยกว่าคนไทย คนญี่ปุ่น คนฝรั่ง หรือคนที่มีวัตถุนิยมมากกว่า พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษได้มากกว่า พวกเขาถูกทำให้หลงลืมและเหยียดหยามวัฒนธรรมของตนเองผ่านระบบการศึกษา สื่อมวลชน และโครงการพัฒนาต่างๆอย่างแนบเนียน พวกเขาติดมือถือ ติดหนี้ และติดอารยธรรมเมืองกันอย่างงอมแงม และหากจะมีการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่ดีงามดั้งเดิมของพวกเขาเหล่านี้กลับคืนมา ก็มักจะเป็นการจัดตั้งแบบ “Top-down” โดยมุ่งแต่เรื่องเศรษฐกิจ จึงได้มาแต่ซาก เช่น ฟื้นฟูรูปแบบการแต่งกาย การร้องเต้นเล่นระบำ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและขยายการบริโภค ส่วนมิติทางสังคม จิตวิญญาณและความไม่เบียดเบียนนั้นเป็นอย่างไร ไม่เห็นจะกล่าวถึง ................................................................................................................................................................ ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นที่จะปฏิรูปการศึกษาในระดับท้องถิ่นบ้านเรา แรกสุดผู้สอนและชุมชนต้องยอมรับอย่างเปิดอกเสียก่อนว่า ระบบการศึกษาและบุคลากรของเราเสื่อมโทรมอย่างมาก และเมื่อครูรวมถึงนักวิชาการ (อย่างผมด้วย) เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมจากระบบที่เสื่อมทราม ที่สร้างบาปกรรมให้กับพวกเขาเหล่านี้ เราจะยืดอกภูมิใจได้อย่างไร ในเมื่อเราพบความจริงว่าเราเรียนจบ ได้ตำแหน่งหน้าที่การงาน ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ และรางวัลทางสังคม บนพื้นฐานของการเอาเปรียบเชิงโครงสร้างต่อคนยากจนเหล่านี้ มิหนำซ้ำ เราส่วนใหญ่ยังถูกหลอกโดยการศึกษาแผนใหม่ให้มุ่งวัตถุนิยมและมองชีวิตตัวเองอย่างแยกส่วนจากผู้คนท้องถิ่น จากคนยากจน คนต่างวัฒนธรรม และแยกจากธรรมชาติ ................................................................................................................................................................ ดังนั้น เราน่าจะต้องสำนึกในความผิดพลาดดังกล่าวและอ่อนน้อมไปเรียนรู้จากชาวบ้านชาวดอยเพื่อหาแนวทางในการทำงานร่วมกับพวกเขาให้รอดจากกระแสโลกาภิวัฒน์ และเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เราเคยกระทำกับพวกเขามา ไม่มากก็น้อย ................................................................................................................................................................ คนเดี๋ยวนี้เชื่อเรื่องบาปกรรมน้อยลง แต่สำหรับผม เชื่อว่าบาปบุญคุณโทษมีจริง ซึ่งมันอาจจะตอบแทนมาในรูปของสิ่งที่เราไม่นึกฝันก็ได้ ฉะนั้น คิดดี ทำดีไว้ ย่อมได้ดี ไม่ช้าก็เร็วครับ