คำวิจารณ์ที่จะขอนำเสนอเพื่อการพัฒนาตนเองและเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันใน G2Kนะครับ คือคำวิจารณ์ต้องไม่ใช่เพื่อการทำลายกัน โดยจะนำคำวิจารณ์ไปใช้เพื่อการสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนานะครับ
ฝึกยอมรับในคำวิจารณ์กันบ่อยๆและต่อเนื่องเพื่อทำให้ชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้นนะครับ
สวัสดีครับ เช้านี้ลองมาฝึกทักษะเกี่ยวกับการยอมรับในคำวิจารณ์ ซึ่งปกติคนเราในสมัยนี้ จะก้าวหน้าในการแสดงออกหรือการพัฒนาตนเองด้วยการถูก ยกย่องชมเชย ซึ่งเป็นการยอมรับกันมาแล้ว เขาบอกว่า มนุษย์เราโดยทั่วไปจะไม่ชอบในคำวิจารณ์
คำวิจารณ์ที่จะขอนำเสนอเพื่อการพัฒนาตนเองและเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันใน G2Kนะครับ คือคำวิจารณ์ต้องไม่ใช่เพื่อการทำลายกัน โดยจะนำคำวิจารณ์ไปใช้เพื่อการสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนานะครับ
โดยทั่วไปคนเราส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมรับในคำวิจารณ์ที่ว่าตัวเองทำผิด เมื่อถูกวิจารณ์ก็จะมีปฏิกิริยา ตอบโต้โดยการแสดงออกด้วยท่าทางเฉยเมย ไม่แยแส หรือบางครั้งก็แสดงออกมาให้เห็นเต็มตาเลย
ถ้าหากท่านโดนวิจารณ์ ท่านจะทำอย่างไร คือท่านอาจจะรู้สึกที่ไม่พอใจ ไม่สบายใจ หรือแสดงอาการโกรธขึ้นมาทันทีหรือเปล่า จงอย่าทำอย่างนั้น ควรจะเปิดใจให้กว้างรับคำวิจารณ์นั้นมาพิจารณาให้ดีเสียก่อน อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสินนะครับ ดูเหตุผลก่อน ถ้าคำวิจารณ์มีเหตุมีผล เราต้องยอมรับโดยดี แล้วหาทางแก้ไขให้ถูกต้อง หากคำวิจารณ์นั้นไม่มีเหตุผล เราก็ทำการชี้แจงได้ว่าทำไมคุณจึงไม่เห็นด้วย
หากเราถูกวิจารณ์ จงหาทางออกด้วยการทำใจเป็นกลาง ไม่ตำหนิผู้วิจารณ์ พร้อมกับเราไม่ตำหนิตัวเอง เราต้องยอมรับว่าคนเราทุกๆคนจะต้องมีข้อดีและข้อเสียในตัวเองทุกคน หรือหากเรารู้จักยอมรับคำวิจารณ์นั้นด้วยเหตุผล กล้ายอมรับความจริง ในที่สุดเราก็ยังจะได้รับการยอมรับนับถือจากผู้อื่นอีกด้วย
ท้ายนี้ข้อดีของคำวิจารณ์บางครั้ง ช่วยให้คนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว จงคิดเสมอว่าไม่มีใครที่ไม่เคยกระทำผิดพลาดในชีวิต จงถือว่าคำวิจารณ์นั้นเป็นแรงเสริมที่ช่วยผลักดันให้คนเราก้าวไปสู่ความสำเร็จเร็วขึ้นนะครับ(เชิญลปรร.ครับ..)
เขียวมรกต:21 มีค.53
สวัสดีค่ะ
รักด้วยรัก
คำวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเสมือนกระจกหกด้าน คนเป็นผู้ใหญ่ควรเปิดใจรับฟัง ทักษะการฟังเป็นทักษะที่ฝึกได้ยากกว่า
ทักษะการพูด
* คำวิพากษ์วิจารณ์ผมแยกได้สองกรณีครับ ระหว่าง ติเพื่อก่อ และ ติเพื่อทำลาย
ทั้งสองกรณี อยู่ที่ "เจตนา" เป็นสำคัญครับ
* ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในสังคมไทย มักจะติกันเพื่อทำลายมากกว่าครับ จึงหวาดระแวงกันไปหมดกับคำวิพากษ์วิจารณ์
* บางคน ไม่รู้จริง แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็มีให้เห็นมากครับ พอเราแย้งกลับไป ก็ทำเป็นไม่รับรู้ไม่สนใจ
* สำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ "รู้จริง" และ มีเจตนาที่สร้างสรรค์ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่หาไม่ค่อยพบ
ขอบคุณครับ
อ่านแล้วถูกใจมากในบันทึกนี้ คำวิจารณ์เสมือนกระจกส่องภาพและความคิดของเราในมุมมองอื่น
ทั้งมุมที่เราเคยมองและมุมอื่นๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
บางคนเข้ามาสนับสนุน บางคนเข้ามาด้วยมุมมองที่แตกต่างที่อยากจะบอกเรา หรือให้ลองคิดใหม่
และบางคนเอาข้อมูลที่อื่นที่น่าสนใจมาลิงค์ให้ดูเพื่อให้มองรอบด้าน
ในฐานะผู้ถูกวิจารณ์ต้องเปิดกว้างด้วยใจที่เปิด ไม่แสดงอาการที่ไม่พอใจ ไม่ฝังจำ ไม่โมโหโกรธา
สรุปใจต้องเปิดกว้าง.. อย่าปิดกั้นตนเอง
การยอมรับคำวิจารณ์ เป็นการฝึกให้เราเป็นคนใจกว้าง ลดอัตตาในตัวตนของเราลง
ถ้าทำได้ใจเราก็เป็นสุข สังคมก็น่าอยู่ขึ้นนะคะ