หนังสือในกิจกรรมส่งมอบความรู้แทนความรักแด่ครอบครัว GotoKnow ที่เดินทางมาถึงฉันเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2553 เป็นหนังสือที่มาตรงตามจังหวะเวลาเพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่ฉันและครอบครัวค่ะ

สืบเนื่องจาก GotoKnow ชวนเชิญเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เป็นกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของเว็บไซต์ ที่ระบุไว้ว่า เพื่อส่งเสริม "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้" ซึ่งเป็นกิจกรรมด้านการจัดการความรู้ ด้วยการใช้งานเว็บล็อก (weblog) สู่การเสริมสร้างให้ "คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืน" หมายถึง คนไทยมีความสุขสี่ด้าน ได้แก่ กาย จิต สังคม และปัญญา

กิจกรรมส่งมอบความรู้แทนความรักแด่ครอบครัว GotoKnow จัดรับเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ เดือนกุมภาพันธ์ และมีสมาชิก Gotoknow ร่วมกิจกรรมนี้มากมายถึง 52 ท่าน ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยค่ะ (ประกาศผลกิจกรรม : แลกเปลี่ยนความรู้ผ่าน "หนังสือ" แทนความรักแด่ครอบครัว GotoKnow )

ในฐานะเจ้าของบล็อก “ชีวิตติดหนังสือ” มีหรือจะพลาดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีที่มีจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในครอบครัว สู่ครอบครัวใหญ่บนเครือข่ายโลกไซเบอร์ ที่แม้จะไม่เคยพบหน้าตา สัมผัสสนทนาทักทายกันแบบ Face to Face

หนังสือที่เดินทางมาถึงชีวิตฉัน เป็นหนังสือเพื่อสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวโดยแท้จริงค่ะ

อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าหนังสือนั้นมีความดีพิเศษสำคัญสำหรับครอบครัวฉันตรงไหน?

ถ้าคุณรู้จักฉันพอสมควรจะรู้เรื่องราวความเป็นมาและไปของครอบครัวฉัน  ว่าฉันแอบเม้าท์เรื่องลูก(สาว) ของฉันไว้เยอะขนาดไหน จนถึงวันนี้สาวน้อยของฉันเติบโตและเดินออกไปผจญภัยสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตนิสิตนักศึกษาในรั้วสถาบันอุดมศึกษา เกือบจะครบรอบหนึ่งปีแล้วค่ะ

เรารู้กันดีอยู่แก่ใจว่าการเรียนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยเป็นนักเรียนมัธยม การแข่งขันไม่ได้แข่งเฉพาะที่ตัวเอง ตัวอย่างธรรมดาๆเช่น ระบบการศึกษามีการตัดเกรดจากระดับค่าเฉลี่ยที่เด็กๆ จะบ่นเปรยบ่อยๆ ว่า ตกมีน ผ่านมีน  คาบเส้น ฟังแล้วผู้ปกครองอดไม่ได้ที่จะใจหายใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามไปด้วย แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร ขยันเท่าไร คนอื่นก็ขยับความขยันเหมือนกัน  แล้วเจ้ามีนที่ว่ามันไม่ได้หยุดนิ่งคงที่เสียเมื่อไร การเรียนจึงนับว่า “หิน” ไม่น้อยเลยนะคะ เมื่อเกรดออก บ่อยๆ ก็ได้ฟังเสียงโอดโอยๆ เช่น “เนี่ยๆ อีกสี่คะแนนก็จะพ้นมีน” แล้วเราจะช่วยเธอได้อย่างไร จะชี้แนะอย่างไรให้ดูเป็นระบบ น่าเชื่อถือ (ปกติเราชอบเชื่อเอกสารหรือคนอื่นๆ บอก)

นี่อย่างไรคะ หนังสือเล่มนี้ มาพอดีกับความต้องการของฉันทีเดียวเชียวค่ะ “หัวไม่ดี ก็เรียนดีได้”  กับกลเม็ดพิชิตการเรียนให้สำเร็จและข้อคิดไปสู่ทางแห่งปัญญา ฉบับที่ฉันได้รับจากกิจกรรมดีๆ กิจกรรมแรกเริ่มแห่งปีของ Gotoknow เป็นหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทานค่ะ ปกติจะเข้าใจว่ามีแต่หนังสือธรรมะเท่านั้นที่พิมพ์แจก เห็นทีต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้วค่ะ

ก่อนอื่น เผื่อท่านที่สนใจหนังสือชื่อเรื่องนี้ เชื่อว่ามีจำหน่ายในร้านหนังสือทั่วไปค่ะ หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย พระศักดิ์ชัย ลังกาพินธุ์ และดร.จตุรงค์ ลังกาพินธุ์ เล่มที่ฉันได้รับนี้ จัดพิมพ์ครั้งที่ 1 เดือน มีนาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์ครอบครัว (ราคาเล่มละ 110 บาท) หมายเลข ISBN 978-974-05-0826-7 ค่ะ

ชื่อหนังสือเล่มนี้ เขียนไว้ชัดเจน “หัวไม่ดี...” ฉันเองคนหนึ่งล่ะค่ะ ที่ “หัวไม่ดีเหมือนกัน แต่ก็ฝ่าฟันเรียนหนังสือมาจนจบได้งานการทำพอสมน้ำสมเนื้อมั่นคง” อ่านชื่อหนังสือก็รู้ละว่าต้องมีเคล็ดลับให้เรียนดีซ่อนอยู่แน่ๆ และแล้วฉันก็อ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อที่จะส่งต่อให้แม่สาวน้อยของฉัน ใช้เป็นคู่มือในการผจญกับชีวิตในวัยเรียนที่เหลืออย่างน้อยสามปีนี้

สาวน้อยวัยใสของฉันจะหัวดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่ ณ วันนี้ ฉันคิดว่า มันสำคัญและจำเป็นมากที่จะต้องมีหลักการดำรงคงอยู่ของชีวิตหน้าที่เรียนหนังสือนะคะ เอาละค่ะ จะหัวดีหรือไม่ดี ก็พัฒนาเพิ่มให้ดียิ่งขึ้นได้ในคราวนี้แหละค่ะ

ฉันคัดลอกสารบัญของหนังสือเล่มนี้มาให้ทราบนะคะ

หัวดีสร้างได้ จากบทเริ่มต้นแนะนำให้ผู้อ่านซึ่งเหมาะสมมากที่สุดคือ นักเรียน นักศึกษา (ผู้เขียนให้ความสำคัญกับนักศึกษาชั้นที่ที่ 1 และ 2 ด้วยค่ะ) ให้เริ่มต้อนจากการสร้างทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง ต่อทางเลือกของชีวิต ให้มีทัศนคติที่ดีในการเรียน แม้เมื่อมีความผิดหวังมาเยือน ด้วยภาษาเขียนที่ง่ายๆ แต่เข้าใจลึกซึ้งค่ะ

“เมื่อเราผิดหวังหรือมีปัญหาใดๆ ก็ตาม เปรียบเหมือนอยู่ในความมืด ในขณะที่ไฟฟ้าเพิ่งดับ สายตาของเรายังไม่สามารถจะปรับเข้ากับความมืดได้ เราจึงไม่อาจมองเห็นสิ่งของที่วางอยู่ได้ ถ้ารีบเดินไปก็อาจจะสะดุดหกล้มหัวแตก แต่ถ้าหยุดรอสักพักสายตาของเราก็จะปรับให้เข้ากับความมืดและมองเห็นสิ่งของที่วางอยู่ เมื่อเดินไปก็คงไม่สะดุดหกล้มแน่นอน...ดังนั้นเมื่อผิดหวังหรือมีปัญหาให้หยุดนิ่งสักนิด ตั้งสติ ทำจิตใจให้สงบให้เกิดสมาธิ แล้วปัญญาในการแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้น”

ฉันเคยคิดอยากชวนสาวน้อยไปฝึกปฏิบัติสมาธิเหมือนที่ฉันเพิ่งจะได้รับประสบการณ์มา แต่รู้ว่ายังไม่ถึงเวลา หากจะชักชวนก็จะเหมือนเป็นการบังคับและจะผิดหวังทั้งสองฝ่าย แต่หนังสือเล่มนี้นอกจาก ดร.จตุรงค์ ลังกาพินธุ์ เขียนท่านเดียวแล้ว พระศักดิ์ชัย ลังกาพินธุ์ ท่านยังได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมะไว้ในบท “ธรรมะทอชีวิต” เพื่อสอนให้กับผู้อ่านที่คือวัยหนุ่มสาว กลุ่มเป้าหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้

แน่นอนค่ะ ฉันอ่านจากบทเริ่มจนบทสุดท้าย อ่านแล้ว ก็บอกว่า ใช่เลย ใช่เล่มนี้ที่ช่วยตอบความต้องการลึกๆ ของฉันในฐานะเป็นผู้ปกครองเด็กวัยกำลังเรียนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยค่ะ  สิ่งที่ฉันอยากให้สาวน้อยมีกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ สร้างเครือข่ายมิตรภาพเพื่อนฝูง กัลยาณมิตร ทำประโยชน์เพื่อสังคม และเรียนรู้จักการเข้าสังคม การมีมนุษยสัมพันธ์ สำหรับการจบออกไปสู่ชีวิตวัยคนทำงาน จนถึงบทว่าด้วยหลักธรรมะที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

“...ในบทสุดท้ายนี้ผู้เขียนขอเป็นผู้เริ่มต้นให้นำนักเรียนนักศึกษาผู้ที่ยังไม่เคยคิดจะไปยุ่งเกี่ยวกับธรรมะ นำหลักของธรรมะไปใช้กับชีวิตการเรียน เราทุกคนคงรู้ว่าน้ำตาลนั้นมีรสหวาน แต่คงไม่รู้ว่ามันหวานอย่างไร ถ้าไม่ลองชิมด้วยตนเอง...”

“ธรรมะนั้นทำให้คนเรามีสติ พอมีสติ ปัญญาก็เกิด คนมีปัญญาก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยง่าย มีความสุขใจแม้ขณะที่เป็นทุกข์ (ข้อความจากผู้เขียน)”

มีใครอยากอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนฉันบ้างแล้วยังคะ

ขอบคุณคุณkroosopa ที่นำหนังสือเล่มนี้มาให้

ขอบคุณ  Gotoknow ที่มีกิจกรรมดีๆ สำหรับฉัน

ขอบคุณผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่มาในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะลงตัวที่สุดในครอบครัวของฉันค่ะ