แม้ว่างานประชุมวิชาการ HA national Forum จะเสร็จสิ้นไปแล้ว พร้อมกับความเหนื่อยอ่อน ของน้องๆ และทีมงาน แต่ทว่ายังมีเรื่องราวหลากหลายที่ประทับใจในความทรงจำ
แม่ต้อยอยากจะใช้โอกาสนี้ นำคำบรรยายและข้อคิดเห็นของผู้มีคุณูปการต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศมาขยายต่อ เป็นแง่คิดที่น่าสนใจ และสามารถนำสู่การปฏิบัติได้ เป็นหนทางที่จะนำพาให้เราไปสู่ความยั่งยืนได้ในที่สุด
ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการบริหารของสถาบันฯ ได้ปาฐกถา เรื่อง “ หนทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระบบบริการสุขภาพ”

แม่ต้อยขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
“ เรากำลังประสบกับพายุที่มากระทบระบบสุขภาพ นับตั้งแต่เรื่อง “ ความรู้”
ความรู้นั้นมีมาก ผลที่ตามมาคือความไม่รู้ ตามไม่ทัน และถูกหลอก มีความมักง่าย เพราะไม่ทันคิด เทคโนโลยีราคาแพง ใช้กันมากมายเกิดสภาพที่เรียกว่า Catastrophic illness หรือความเจ็บป่วยแบบล้างผลาญ เช่น โรคมะเร็งอาจจะใช้เงินเป็นแสน คนส่วนใหญ่ไม่ยอมตาย เอาเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตมาจ่าย กลายเป็นคนจนไปในทันที กลายเป็นคนมีหนี้สิน เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว
พวกเราอยู่ในวงการแพทย์ อาจจะตระหนักค่อนข้างน้อย โรงพยาบาลอาจจะไม่นึกถีงความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดจากความเจ็บป่วย
ความสามารถของบุคคลและสังคมในการรองรับเทคโนโลยี่ราคาแพง ถ้าเบิกได้ก็บอกว่าใช้ไปเถอะ เงินหลวงเท่าไหร่ก็จ่ายไป โดยเฉพาะข้าราชการเมื่อหกปีที่แล้วเราใช้ไปหมื่นหกพันล้าน ปีที่แล้วใช้ไป หกหมื่นล้าน

และไม่ใช่ว่าสุขภาพโดยรวมของข้าราชการจะดีขึ้น กลายเป็นโรคฟุ่มเฟือย แม้ว่าเงินนั้นไม่ใช่เงินเรา แต่มันเป็นเงินของประเทศ ของส่วนรวม “ ต้องตระหนักว่ายิ่งใช้เงินหลวง ยิ่งต้องระวังมากยิ่งขึ้น เราต้องนึกถึงความเป็นมนุษย์”
ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความฟุ่มเฟือย ใช้เกินความจำเป็น แล้วกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ ดูเรื่องยาที่เรากินเป็นกำ บางส่วนอาจจะมีคุณค่าจริง แต่บางส่วนอาจจะเป็นโทษ
ความยั่งยืนทางสุขภาพมีปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมอยู่ด้วย ขยายมาสู่เรื่องทรัพยากร ธรรมชาติ บางคนพุดว่าเรากำลังขโมยทรัพยากรของลุกหลานมาใช้ พอถึงลูกหลานจะไม่มีอะไรเหลือให้ใช้ ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ และน้ำมันที่กำลังจะหมดโลก
การเปลี่ยนแปลงของโรค มีโรคอุบัติเกิดซ้ำ โรคดื้อยา โรคอุบัติใหม่ ซึ่งปัญหาเดิมก็ยังมีอยู่ แต่ปัญหาใหม่เกิดขึ้นมากมาย ยกตัวอย่างเช่น โรคอ้วน ในเวลา ๒๐ กว่าปี เลวลงมากมาย มีการเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินอาหาร อาหารสริมเพื่อลดและควบคุมน้ำหนัก กิจการสปา และการออกกำลังกายเจริญมาก
ทั้งหมดนี้คือสิ่งจำเป็นหรือฟุ่มเฟือย?
ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของผู้ที่มองระบบบริการสุขภาพ ออกไปไกลจนถึงระบบสังคม เทคโนโลยีที่มากเกินคำว่าพอดี การทำลายสิ่งแวดล้อม ความไม่รู้เท่าทัน
แม่ต้อยหวังว่า บทความนี้ คงจะให้ประโยชน์สำหรับทุกๆท่าน ทั้งที่ทำงานในระบบสุขภาพ หรือไม่ได้ทำงานในระบบนี้
เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นหน้าที่ของพวกเรา ทุกๆคนคะ
สวัสดีครับ แม่ต้อย
เสียดายไม่ได้ไปร่วมงาน
แต่ก็ติดตามอ่านทุกบันทึกครับ
เห็นด้วยค่ะ
ว่าต้องดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ว่าอยากเบิกก็เบิก โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตามาค่ะ
สวัสดีค่ะแม่ต้อย
เสียดายไม่ได้ไปร่วมประชุม แต่คอยติดตามเสมอค่ะ
เห็นด้วยกับอาจารย์จรัสพูด ทุกวันนี้ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินมากมายเพื่อเดินทางมา รพ ถึงแม้จะค่ารักษาฟรี บางคนต้องเสียเงินค่ายาเสริมอื่นๆเพื่อให้ตัวเองหาย เช่น วิตามิน ยาหม้อหรืออะไรที่คิดว่าดี เขาจะไม่รีรอที่จะจ่าย จนหมดตัวทั้งคนรวยและคนจน
เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ก็ได้แนะนำทั้งผู้ป่วยและบุคลากรให้ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
ก็หวังเพียงเป็นจิกซอร์เล็กๆที่จะช่วยให้ประเทศไทยประหยัดได้บ้างค่ะ
อ.คนไร้กรอบออกรายการ ช่อง 11
ไม่ได้ดูค่ะเพิ่งรู้วันนี้เองค่ะ
1.
เมื่อ พ. 17 มี.ค. 2553 @ 15:00
3.
สวัสดีค่ะพี่
มาเรียนรู้ การดูแลสุขภาพกาย และจิตค่ะ
ขอบคุณมาก
มีของฝากแม่ต้อยที่นี่ค่ะ
>>>เดินตามหาความยั่งยืนและยืดหยุ่น...ใน 11th.HA National Forum (1) : โหมโรง....
8.
9.
11.
ดีใจที่ได้อ่านคำปาฐกถาของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลาค่ะ ท่านกล่าวได้อย่างเห็นชัดมากเลยนะคะ ผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่กำลังขาดสติที่จะร่วมสร้างสังคมให้รอดพ้นพายุซึ่งมิได้มีแค่ที่มากระทบระบบสุขภาพ แต่ เป็นพายุที่กระทบทุกด้านของชีวิต ของสังคมนะคะ คนที่ยังมีสติมองเห็นเภทภัยคงต้องสู้กันต่อไป ช่วยกันสร้างความตระหนักให้ผู้คนได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดถูกต้องตามความเป็นจริงและช่วยกันสร้างบ้านเมืองที่พลเมืองมีสุขภาวะที่ดี มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เป็นกำลังใจให้คนทำงานค่ะ ^___^