ตัวอย่างแบบฝึกทักษะพัฒนาการใช้โวหารภาพพจน์ในงานประพันธ์

 

 

ชุดฝึกทักษะที่  ๔   

 

เรื่อง   สัทพจน์,  บุคคลวัต

 คำชี้แจง 

๑.     ชุดฝึกทักษะที่  ๔  มีแบบฝึกทักษะรวมทั้งหมด  ๒  แบบฝึกทักษะ

๒.   ให้นักเรียนอ่านคำชี้แจงของแต่ละแบบฝึกทักษะให้ละเอียดแล้วปฏิบัติตาม

๓.    ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยให้สอบถามครูผู้สอน

 

สัทพจน์    ( Onematoboeia )                                

 สัทพจน์    หมายถึงภาพพจน์ ที่ใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ   มีส่วนช่วยให้บทร้อยกรองไพเราะ  น่าฟังยิ่งขึ้น  เช่น    เสียงดนตรี    เสียงสัตว์   เสียงคลื่น    เสียงลม   เสียงฝนตก เสียงน้ำไหล ฯลฯ  

 สัทพจน์    คือ   การใช้รูปแบบ  (form)  และคำ  เพื่อเลียนเสียงต่างๆ   และในการประพันธ์หมายถึง  การเลียนเสียง                                                                                                                             ที่เกิดจากการใช้คำ ความหมาย และจังหวะ  (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๙, หน้า ๑๕๕)  การใช้ภาพพจน์ชนิดนี้เป็นภาพพจน์เปรียบเทียบเกิดจากการใช้คำเลียนเสียงประกอบคำกริยาหรือคำนามหรือคำอื่นๆ ในประโยค   และเมื่อใช้กันเป็นที่เข้าใจกันมากเข้าก็คลี่คลายมาเป็นลำดับ  จนใช้แทนกิริยาอาการหรือคำนามนั้นๆได้   ดังเราจะเห็นว่า การใช้คำเลียนเสียง (ธรรมชาติ หรือไม่ใช่ธรรมชาติก็ได้) ประกอบอาการต่าง ๆ ไม่ใช่ภาพพจน์   แต่ถ้าใช้แทนที่อาการนั้นเป็นภาพพจน์  เช่น

         เสียงระเบิดดังบึ้ม  ไม่ใช่ภาพพจน์ 

         เกิดบึ้มขึ้นที่โน่นที่นี่ทุกวัน  เป็นภาพพจน์ เพราะเป็นการใช้คำว่าบึ้มแทนระเบิด

         เสียงโทรศัพท์ดังกริ๊งกร๊างอยู่ในห้อง  ไม่ใช่ภาพพจน์ 

         กริ๊งกร๊างมาคุยกันบ้าง   เป็นภาพพจน์ เพราะเป็นการใช้คำว่ากริ๊งกร๊างแทนการโทรศัพท์  

         เวลาเขาเกลียดอะไรเขาชอบร้องยี้  ไม่ใช่ภาพพจน์ 

         รัฐบาลนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีี้   เป็นภาพพจน์ เพราะเป็นการใช้คำว่ายี้แทนความน่ารังเกียจ

         เสียงปี่พาทย์มอญดัง  เท่งทึง  เท่งทึง  ฟังดูวังเวง  ไม่ใช่ภาพพจน์

         ยายเม้าปากม้าเท่งทึงไปนานแล้ว  เป็นภาพพจน์ เพราะเป็นการใช้คำว่าเท่งทึงแทนการตาย

 

การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้เหมือนได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ   ตัวอย่างเช่น

                

เสียงปี่ เช่น

              ต้อยตะริดติ๊ดตี่เจ้าพี่เอ๋ย                              จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน

แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย                                     แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเลย

                                                                                          (พระอภัยมณี)

  เสียงน้ำกระเซ็น  เช่น

              กะโจนจ้วงกระจ๋อมแจ๋ม                           แฉล้มแช่มชลาไหล

    ฤดีซ่านสำราญนั -                                               ย  ทอดทัศนานาง

                                                                               (อิลราชคำฉันท์)

  เสียงอาวุธกระทบกัน  เช่น

              เงื้อดาบฟาดฉะฉาด                                    ง่าง้าวฟาดฉะฉับ…\

  เสียงสัตว์  เช่น

              เสียงลิงค่างบ่างชนีวะหวีโหย                    กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย 

     เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย                           เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง

                                                                                (ลิลิตตะเลงพ่าย)

              เกือบรุ่งฝูงช้างแซ่                                   แปร๋แปร๋น

     กวดป่ามาแกร๋แกร๋น                                          เกริ่นย่าน

     ฮูมฮูมอุ่นอึงแสน                                              สนั่นรอบ  ขอบแฮ

     คึกคึกทึกเสทือนสท้าน                                      ถิ่นไม้ไพรพนม

                                                                               (นิราศสุพรรณ)             

              ตัวอย่าง 

              การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติใน  นิราศเมืองเพชร   นอกจากจะทำให้ได้ยินเสียงแล้วยังเห็นภาพคนที่ตบยุง  ซึ่งมารุมกัดจนเกิดเสียงดัง  ดังความว่า

                ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ            เสียงผัวะผะพึ่บพั่บปุบปับแปะ

                                                                         (พระยาสุนทรโวหาร  (ภู่))

                    ลูกหมาร้องบ๊อก ๆ ๆ     ลุกนกร้องจิ๊บๆๆ    ลูกแมวร้องเหมียว ๆ ๆ

                  เปรี้ยง ๆ  ดังเสียงฟ้าฟาด      

                  ตะแลกแต๊กแต๊กตะแลกแต๊กแต๊ก      กระเดื่องดังแทรกสำรวลสรวลสันต์

                  คลื่นซัดครืนครืนซ่าที่ผาแดง

                  น้ำพุพุ่งซ่า  ไหลมาฉาดฉาน    เห็นตระการ     เสียงกังวาน  

                   มันดังจอกโครม จอกโครม       มันดังจอก  จอก  โครม  โครม

                  บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว

                  อ้อยอี๋เอียง  อ้อยอี๋เอียงส่งเสียงร้อง

                  เสียงลิงค่างบ่างชะนีวะหวีดโหวย     กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย

                  ป๊ะโท่นป๊ะโท่นป๊ะโท่นโท่น              บุรุษสิโอนสะเอวไหว     

 สัทพจน์  คือ เลียนเสียงธรรมชาติ ( ส. เสือ Sound of music )
 “ไก่ขัน”    ไม่ใช่สัทพจน์           “ เอกอี้เอ้กเอ้ก”   เป็น สัทพจน์
 “ฟ้าร้อง”   ไม่ใช่สัทพจน์           “เปรี้ยงเปรี้ยง”    เป็น สัทพจน์

 

 

 

 

บุคคลวัต  (  Personification )

                บุคคลวัต  หรือ  บุคลาธิษฐาน คือการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิต  ไม่มีความคิด ไม่มีวิญญาณ     เช่น โต๊ะ    เก้าอี้    อิฐ  ปูน  หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น  ต้นไม้  สัตว ์  โดยให้สิ่งต่างๆเหล่านี้  แสดงกิริยาอาการและความรู้สึกได้เหมือนมนุษย์     

                 ( บุคลาธิษฐาน  มาจากคำว่า  บุคคล + อธิษฐาน  หมายถึงอธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล )

              

 ตัวอย่างเช่น

 มองซิ..มองทะเล

 บางครั้งมันบ้าบิ่น

ทะเลไม่เคยหลับไหล

 บางครั้งยังสะอื้น             

   เห็นลมคลื่นเห่จูบหิน

   กระแทกหินดังครืนครืน

   ใครตอบได้ไหมไฉนจึงตื่

ทะเลมันตื่นอยู่ร่ำไปสะอื้น

ฟ้าหัวเราะเยาะข้าชะตาหรือ

ดินนั้นถืออภิสิทธิ์ชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า

ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว

ทุกจุลินทรีย์อะมีบา            

   ชาวอัปสรนอนชั้นฟ้า

   เชิดหน้าได้ดิบได้ดี

เสียงร้องไห้ร่ำหาเหมือนฟ้าร้อง

พระธรณีตีอกด้วยตกใจ  

    พระเสื้อเมืองเมินมองแล้วร้องไห้

   โลกบาลถอนฤทัยไม่อาจมอง

 

แบบฝึกทักษะที่  ๑ 

เรื่อง  สัทพจน์  บุคคลวัต

ชื่อ........................................ 

เลขที่...................

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖

โรงเรียนสวายวิทยาคาร

 ตอนที่ ๑ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาโวหารที่กำหนดแล้วขีดเส้นใต้ให้ถูกต้องด้วย

๑.      โวหารภาพจน์  บุคคลวัต

        ทั้งขุนเขาเขย่าเมฆ  รุจิเรขหิมาลัย               

๒.    โวหารภาพพจน์  บุคคลวัต

        สายลมหวีดหวิวผ่านไม้ขัดแตะเข้ามาบาดผิวกาย 

๓.     โวหารภาพพจน์  สัทพจน์

        กริ๊งกร๊างมาคุยกันบ้างนะคุณปานตะวัน      

๔.     โวหารภาพพจน์  บุคคลวัต

        เมื่ออาทิตย์ท่องไปไกลลับลิบ  ฟ้าค่อยหยิบจันทรามาแก้หมอง 

๕.     โวหารภาพพจน์  สัทพจน์

        ปวงประชาราษฎร์อาเพศ  เปรตกู่ก้องร้องตะเบิม

         กระหายเหิมแลบลิ้นอยู่  วะวาบวะวาบ

 

     ตอนที่  ๒    คำชี้แจง    ให้นักเรียนบอกประเภทโวหารจากงานประพันธ์ที่กำหนด

 

๑.  ปุจฉา    :  ค้อนท้องร้องรับกันป๊กป๊ก  นกคุ่มเปรียวปรื๋อกระพือบิน   

                    เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :..................................................................................................................................

๒.  ปุจฉา    :  แสงนวลนาบทาบเห็นเพ็ญลำยอง  เพลงดาวร้องรับแผ่วดังแว่วมา

                    เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :..................................................................................................................................

๓.  ปุจฉา    :  ปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสันต์    เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :..................................................................................................................................

๔.  ปุจฉา    :  เสียงผึ้งหึ่งหึ่งหน้า  นึกคร้ามหวามถวิล                                 

      วิสัชนา :..................................................................................................................................

๕.  ปุจฉา    :  ดอกไม้ป่าปรุงกลิ่นประทิ่นป่า      อบบุหงามาลัยทั่วไพรกว้าง

      วิสัชนา :..................................................................................................................................

แบบฝึกทักษะที่  ๒

เรื่อง  สัทพจน์  บุคคลวัต

ชื่อ........................................

เลขที่...................

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖

โรงเรียนสวายวิทยาคาร

 

     คำชี้แจง จงเลือกวงกลม  ข้อ  ก  ข  ค  ง    คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว

 

๑.  ข้อใดใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ

      ก.  เฒ่าก็ดีดนิ้วมือดังทะถับทะถับ           ร้องสำทับด้วยวาจา

      ข.  น้ำเซาะหินรินรินหลากไหล              ไม่เคยหลับเลยชั่วฟ้าดินสลาย

      ค.  อุดอึงโห่เอาฤกษ์                           เอิกอึงโห่เอาชัย

      ง.  มโหรีจากราวป่ามาเรื่อยรี่

๒.  คำประพันธ์ข้อใดใช้กลวิธีแต่งแบบสัทพจน์

      ก.  นกขมิ้นจับเถาขมิ้นเครือ                     คาบเหยื่อเผื่อลูกแล้วโผบิน

      ข.  สาลิกาพาหมู่เที่ยวจู่บิน                     เขาคูคู่ถิ่นอยู่ริมรก

      ค.  กระทาปักษาตัวเมียจ้อ                      ชูคอปีกกางหางหก

      ง.  ค้อนทองร้องรับกันป๊กป๊ก                   นกคุ่มเปรียวปรือกระพือบิน

๓.  ศิลปะการประพันธ์ข้อใดใช้อัพภาสเลียนเสียงธรรมชาติ

      ก.  ชะโดดุกกะดี่โดด                           สลาดโลดยะหยอยหยอย

           กระเพื่อมน้ำพะพร่ำพรอย                  กระฉอกฉานกระฉ่อนชล

      ข.  พลหัวหน้าพะกัน                            แกว่งตาวฟันฉะฉาด

           แกว่งดาบฟันฉะฉัด                         ซ้องหอกซัดยะยุ่ง  ซ้องหอกพุ่งยะย้าย 

      ค.  เกลากลอนใส่ชักครุคระ                   มุงจะจะจากปรุโปร่ง  และตะละโล่งลอดฟ้า

      ง.  ลมพัดในสระระลอกคลื่น                   ค่ำคืนเฉิดฉันจันทร์ส่องแสง

๔.  ข้อใดใช้ภาพพจน์แบบบุคคลวัต

      ก.  อนงค์นำเคลื่อนเขยื้อนไป                สะบัดสไบวิไลตา

      ข.  สยามจะอยู่มิรู้ชรา                          กระเดื่องวิชาวิชัยชโย

      ค.  ยามเกิดเกิดปรีดา                           เกิดน้ำตาตื้นตันใจ

      ง.  กล้าแดดจ้ากล้าพายุกล้าต้น               กล้าต้านทนร้อนลมระดมกล้า

 

๕.  ข้อใดสมมุติสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์กระทำกริยาเหมือนมนุษย์

      ก.  โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้

      ข.  จะประมวลเทวษไว้              พระชลนัยน์ที่โหยหา

      ค.  เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง          

      ง.  เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว        คลับคล้ายเรียมเหลียว

เฉลย/ตัวอย่างแนวคำตอบ

แบบฝึกทักษะที่  ๑

เรื่อง   บุคคลวัต  สัทพจน์

ชื่อ......................................

เลขที่...................

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖

โรงเรียนสวายวิทยาคาร

     ตอนที่  ๑       คำชี้แจง    ให้นักเรียนพิจารณาโวหารที่กำหนดแล้วขีดเส้นใต้   ให้ถูกต้องด้วย

๑.      โวหารภาพจน์  บุคคลวัต

        ทั้งขุนเขาเขย่าเมฆ  รุจิเรขหิมาลัย              

๒.    โวหารภาพจน์  บุคคลวัต

        สายลมหวีดหวิวผ่านไม้ขัดแตะเข้ามาบาดผิวกาย 

๓.     โวหารภาพจน์  สัทพจน์

        กริ๊งกร๊างมาคุยกันบ้างนะคุณปานตะวัน      

๔.     โวหารภาพจน์  บุคคลวัต

        เมื่ออาทิตย์ท่องไปไกลลับลิบ  ฟ้าค่อยหยิบจันทรามาแก้หมอง 

๕.     โวหารภาพจน์  สัทพจน์

        ปวงประชาราษฎร์อาเพศ  เปรตกู่ก้องร้องตะเบิม

กระหายเหิมแลบลิ้นอยู่  วะวาบวะวาบ

 

     ตอนที่  ๒       คำชี้แจง    ให้นักเรียนบอกประเภทโวหารจากงานประพันธ์ที่กำหนด

 

๑.  ปุจฉา    :  ค้อนท้องร้องรับกันป๊กป๊ก  นกคุ่มเปรียวปรื๋อกระพือบิน    เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :...............................................สัทพจน์ .......................................................................

๒.  ปุจฉา    :  แสงนวลนาบทาบเห็นเพ็ญลำยอง  เพลงดาวร้องรับแผ่วดังแว่วมา

                       เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :..............................................บุคคลวัต .........................................................................

๓.  ปุจฉา    :  ปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสันต์    เป็นโวหารภาพพจน์ใด

      วิสัชนา :........................................................บุคคลวัต...............................................................

๔.  ปุจฉา    :  เสียงผึ้งหึ่งหึ่งหน้า  นึกคร้ามหวามถวิล                                

      วิสัชนา :.........................................................สัทพจน์  ..............................................................

๕.  ปุจฉา    :  ดอกไม้ป่าปรุงกลิ่นประทิ่นป่า      อบบุหงามาลัยทั่วไพรกว้าง

      วิสัชนา :........................................................บุคคลวัต .............................................................

 

 

เฉลย

แบบฝึกทักษะที่  ๒

เรื่อง   บุคคลวัต  สัทพจน์

ชื่อ......................................

เลขที่...................

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖

โรงเรียนสวายวิทยาคาร

 

คำชี้แจง               จงเลือกวงกลม             ข้อ  ก  ข  ค  ง    คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว

 

๑.  ข้อใดใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ

      ก.  เฒ่าก็ดีดนิ้วมือดังทะถับทะถับ           ร้องสำทับด้วยวาจา

      ข.  น้ำเซาะหินรินรินหลากไหล              ไม่เคยหลับเลยชั่วฟ้าดินสลาย

      ค.  อุดอึงโห่เอาฤกษ์                                   เอิกอึงโห่เอาชัย

      ง.  มโหรีจากราวป่ามาเรื่อยรี่

๒.  คำประพันธ์ข้อใดใช้กลวิธีแต่งแบบสัทพจน์

      ก.  นกขมิ้นจับเถาขมิ้นเครือ                     คาบเหยื่อเผื่อลูกแล้วโผบิน

      ข.  สาลิกาพาหมู่เที่ยวจู่บิน                        เขาคูคู่ถิ่นอยู่ริมรก

      ค.  กระทาปักษาตัวเมียจ้อ                         ชูคอปีกกางหางหก

      ง.  ค้อนทองร้องรับกันป๊กป๊ก                   นกคุ่มเปรียวปรือกระพือบิน

๓.  ศิลปะการประพันธ์ข้อใดใช้อัพภาสเลียนเสียงธรรมชาติ

      ก.  ชะโดดุกกะดี่โดด                                  สลาดโลดยะหยอยหยอย

           กระเพื่อมน้ำพะพร่ำพรอย                  กระฉอกฉานกระฉ่อนชล

      ข.  พลหัวหน้าพะกัน                                 แกว่งตาวฟันฉะฉาด

           แกว่งดาบฟันฉะฉัด                              ซ้องหอกซัดยะยุ่ง  ซ้องหอกพุ่งยะย้าย 

      ค.  เกลากลอนใส่ชักครุคระ                   มุงจะจะจากปรุโปร่ง  และตะละโล่งลอดฟ้า

      ง.  ลมพัดในสระระลอกคลื่น                   ค่ำคืนเฉิดฉันจันทร์ส่องแสง

๔.  ข้อใดใช้ภาพพจน์แบบบุคคลวัต

      ก.  อนงค์นำเคลื่อนเขยื้อนไป                   สะบัดสไบวิไลตา

      ข.  สยามจะอยู่มิรู้ชรา                                                กระเดื่องวิชาวิชัยชโย

      ค.  ยามเกิดเกิดปรีดา                                   เกิดน้ำตาตื้นตันใจ

      ง.  กล้าแดดจ้ากล้าพายุกล้าต้น                  กล้าต้านทนร้อนลมระดมกล้า

๕.  ข้อใดสมมุติสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์กระทำกริยาเหมือนมนุษย์

      ก.  โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้

      ข.  จะประมวลเทวษไว้                              พระชลนัยน์ที่โหยหา

      ค.  เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง

      ง.  เรื่อยเรื่อยเรียมคอยแก้ว                        คลับคล้ายเรียมเหลียว