วันนี้ให้เวลาทั้งวันกับพี่น้องผู้บริหารและคณะครูจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคารครับ เป็นเวทีการประชุมปฏิบัติเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนครับ (ชื่่อยาวไปนิดหนึ่ง จำไม่ได้) มีประเด็นของความรู้ที่เกิดขึ้นจากการประชุมวันนี้ค่อนข้างเยอะครับ (สำหรับผม)

ญวค. เป็นโรงเรียนที่โดยคอนเซปต์แล้วโดนใจผมและหลายๆ คนมากครับ สังเกตได้จากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาหลายท่านส่งลูกหลานไปเรียนครับ เหตุที่โดนใจเพราะประกาศตัวว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือจะเรียกว่าไม่ได้เกิดจากการเป็นปอเนาะมาก่อน ข้าพเจ้าเป็นโรงเรียนเอกชน (ไม่ต้องมีสร้อย "สอนศาสนาอิสลาม" ตามหลัง) ซึ่งนั่นหมายถึงอย่างแรกที่น่าจะใช่ (ตามความคิดผม) คือ กระบวนการแบ่งกลุ่มวิชาต้องเปลี่ยนไป เพราะโดยฐานคิดของ รร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะแบ่งกลุ่มวิชาหลักๆ ออกเป็นสามัญและศาสนา  ซึ่งบอกตรงๆ ผมหาทฤษฏีอ้างอิงไม่เจอ (ที่เจอเหตุผลก็รับไม่ได้) ว่าทำไมแบ่งออกมาได้อย่างนี้

(ถ่ายตามสไตล์ตากล้องขี้เกียจลุกไปถ่ายด้านหน้าครับ ฮือ ชื่อคณะผิดเป็นประจำ ฮา)

วันนี้ตลอดวันปรากฏการประชุมโฟกัสไปที่อะไรคือภาพฝันที่โรงเรียนควรจะทำให้เกิดขึ้นให้ได้สำหรับนักเรียนที่จบหลักสูตรไป และประเด็นที่คุยกันค่อนข้างจะนานหน่อยคือ ชื่อหลักสูตรครับ จริงๆ ก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้ต้องคุยนานจัง เพราะถ้าโดยแนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาแล้วมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ แต่ที่มันกลายเป็นประเด็นได้ก็เพราะทางโรงเรียนอยากให้ชื่อหลักสูตรสะท้อนภาพฝันของโรงเรียนลงไปเลย ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องมากนักครับ เพราะประเด็นดังกล่าวจะไปเกี่ยวข้องกับระเบียบ และบางทีอาจจะกลายเป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างฝันสู่ความจริง ที่สำคัญโดยปกติเราก็ไม่จะไม่ค่อยเจอว่า มีใครใช้ชื่อหลักสูตรเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

(ซ้ายสุด คือ ผอ.โรงเรียนครับ ท่านบอกว่าแวะมาอ่านบล็อกผมเป็นระยะๆ แฮะๆ เป็นปลื้ม)

ที่สำคัญคือ ชื่อจะต้องไม่ไปสร้างให้เกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนไปจากปรัชญาของโรงเรียนครับ ประเด็นนี้รองคณบดีฝ่ายวิชาการของศิลปศาสตร์ฯ นำเสนอค่อนข้างชัดครับ โดยคำเฉพาะการใช้คำว่า วิชาสามัญ (ผมคอยเสริม ฮิฮิ)

คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะสื่อสารความเป็นโรงเรียนของเรา หรือปรัชญา วิสัยทัศน์ของเราสู่การนำไปใช้ในหลักสูตรการสอนตรงไหน คำตอบก็ชัดตามคำถามครับ ก็คือ ต้องปรากฏไว้ในปรัชญา วิสัยทัศน์ของหลักสูตรนั่นแหละครับ ซึ่งในส่วนนี้หลักสูตรสถานศึกษาจะต้องตอบได้ทั้งวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและของการศึกษาชาติซึ่งปรากฏอยู่ในหลักสูตรแกนกลางนั้นแหละครับ

มีประเด็นหนึ่งที่ผมยังไม่ได้พูดคุยในวงประชุมครับ แต่ได้คุยในวงเล็กว่า จากปรัชญาหลักสูตรไปสู่การเกณฑ์และมาตรฐานในแต่ละกลุ่มสาระนั้นต้องไม่ใช่การเอากรอบแนวคิดของการบูรณาการระหว่างหลักสูตรแกนกลางกับหลักสูตรอิสลามศึกษานะครับ เพราะถ้าเป็นวิธีการนี้มันก็แค่การเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแบบบูรณาการ ไม่ใช่ความฝันของผมครับ

(บรรยากาศตอนสมาชิกเพิ่งมาถึงใหม่ๆ ครับ)

แนวทางของผมคือ การตีโจทย์จากมาตรฐานและเกณฑ์ในหลักสูตรแกนกลางบวกกับปรัชญาของโรงเรียน (ความจริงมันต้องรวมกันแล้วละครับจึงจะตีโจทย์ต่อไปได้) แล้วดูว่า องค์ความรู้ทั่วไปกับองค์ความรู้ที่ปรากฏในอัลกุรอานและอัซซุนนะห์นั้นมีเหมือนและต่างกันอย่างไร แล้วทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นเดียวกันครับ ในขั้นต้นถ้ามองความสำเร็จเรื่องนี้ ในปัจจุบันนี้จะต้องนั่งทำร่วมกันระหว่างครูในกลุ่มสาระนั้นกับผู้รู้ทางด้านศาสนาในด้านนั้นๆ ด้วยครับ

คือ ถ้าเราเอาความรู้อีกเรื่องหนึ่งมาใส่ (เหมือนกรณีของการเอาสองหลักสูตรมาใส่ไว้ในโรงเรียนเดียวกัน) มันก็จะเป็นภาระกับโรงเรียนเองครับในการบริหารจัดการหลักสูตร ที่สำคัญเวลาที่มีไม่พอกับการสอนหรอกครับ ซึ่งสุดท้ายมันก็กระทบกับคุณภาพของการจัดการศึกษาของโรงเรียนเองครับ ที่สำคัญคือ เราจะสร้างเยาวชนมุสลิมสู่ความเข้มแข็งทางวิชาการซึ่งผ่านกระบวนการของการบูรณาการองค์ความรู้ในอิสลามไว้แล้ว

(ผอ.กำลังนำเสนอหลักสูตรครับ เพื่อให้บรรดาผู้ชมอย่างผมวิพากษ์)

ออ. อีกหนึ่งประเด็นคือ กิจกรรมเสริมหลักสูตรครับ อันนี้จากประสบการณ์ในการวิจัยระบบและกลไกการประกันคุณภาพในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ผมว่า โรงเรียนเหล่านี้มีจุดแข็ง แต่ลืมที่จะหยิบมันมาสร้างคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนครับ 

(ท่านคณบดีชี้ให้ผมถ่ายไว้เป็นหลักฐานว่า นกคู่นี้มันให้ความสนใจกับหลักสูตรนี้มาก ฟังตั้งแต่เปิดพิธีจนกระทั่งพักเที่ยง ฮิฮิ)

เสียดายครับ สองวันที่เหลือ ผมติดภาระกิจไม่ได้ร่วมด้วย แต่ต้องขอบอกว่า ขอเป็นกำลังใจให้ครับ เพื่อการสร้างมิติใหม่สำหรับการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ครับ