ทำอย่างไรคนหน้างาน...จึงจะรักการทำวิจัย?
เป็นคำถามที่ข้าพเจ้า...เกิดถามต่อเอง ขณะที่นั่งฟังการแลกเปลี่ยนรู้ในเครือข่ายเมืองแม่ย่าและงานเวชกรรมสังคม ... คนทำงานที่นี่มีพลังบางอย่างที่ข้าพเจ้ารับรู้ผ่านแววตา และเรื่องเล่าของพวกเขาที่สื่อออกมาถึงการงานของตนเอง แม้จะไม่ได้พูดทุกคน แต่มีพลังของความอยากจะทำแฝงอยู่...
การทำงานด้วยการนำวิถีแห่งแนวทางการทำวิจัยมาใช้...ทำเสมอเหมือนว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการที่นำพามนุษย์ให้มีสภาวะแห่งการคิดได้คิดเป็น อันเป็นคิดที่เป็นตรรกะ...
เมื่อไรที่เราคิดได้ คิดเป็น...สภาพการทำงานของเราจะลุ่มลึกและมีความสุขมากขึ้น
วิจัยทำให้เราไม่เป็น "คนหน้างานที่ตายทั้งเป็น"... มันจะทำให้เรามีพลังการเคลื่อนไหวอันมีความคิดที่เป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผลมาหนุนนำ... ความมีชีวิตชีวาจะตามมา
ชีวิตทั้งชีวิตคือ เราต้องทำงาน
การทำงานอย่างไรล่ะ ถึงจะเป็นการทำงานที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความล้ำลึก ลึกซึ้ง...
ความรักที่จะเกิดขึ้นได้ต่อการทำวิจัย...เรานั้นต้องมองเห็นความดีความงามของวิจัยก่อน ว่าเจ้า "วิจัย" นี้มีความดีอะไร ความงามอะไร มีคุณค่าอะไร ส่วนข้อด้อยข้อเสีย หากว่าเราได้รักแล้ว เราจะยอมรับเข้าข้อด้อยข้อเสียนี้ได้ และอยู่ด้วยกันได้
หากว่า เราสมมติให้ "วิจัย" เป็นคู่รัก คู่ชีวิตของเราได้
เราคงจะรักวิจัย...และนำพามาที่การงานของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนกันนะ...

"การทำงานอย่างไรล่ะ ถึงจะเป็นการทำงานที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความล้ำลึก ลึกซึ้ง..."
เป็นคำถามที่คงต้องยืมไปถามตัวเอง...ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆ
พาทำไปเลยครับ ไหนๆก็งานครับ ปนกันไปเลย แล้ว AAR บ่อยๆ เนียนไปเลยครับ
ทำอย่างไร"คนหน้างาน"...จึงจะรัก"การทำวิจัย"?
ท่านอาจารย์คะ...แม่พลอยขออนุญาตเสนอแนวคิดเกี่ยวกับคู่รักนี้ ว่า...
"การทำวิจัย" ก็ควรจะรัก"คนหน้างาน"ด้วยงัยล่ะ
เมื่อใจตรงกันแล้ว..."คนหน้างาน"กับ"การทำวิจัย"ก็จะรักกันและกัน
แล้วทำอย่างไรล่ะ...จึงจะมีใจตรงกันได้
ต่างฝ่ายก็ควรทำความเข้าใจกัน...หาจุดสมดุลของแต่ละคู่ในการดำเนินชีวิตไปร่วมกัน
นั่นก็...แนวคิดของการทำวิจัยควรปรับตัวเข้าหาคนหน้างานตามสภาวการณ์ที่เป็นจริง
พร้อมๆกันนั้นคนหน้างานก็ควรปรับวิธีคิดเพื่อให้เข้าใจการทำวิจัยตามสภาวการณ์ที่เป็นจริงด้วยเช่นกัน...
เมื่อพบกับจุดสมดุลด้วยใจที่นอบน้อมต่อกันทั้งสองฝ่าย
ก็น่าจะแฮปปี้เอนดิ้ง...นะคะ
(^___^)