กระบวนทัศน์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จากมุมมองนักวิจัยในพื้นที่

 

วันนี้ผมมีโอกาสเข้าเป็นหนึ่งของผู้สัมมนา และนำเสนอ “กระบวนทัศน์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” โดยผ่านประสบการณ์ตนเองเมื่อครั้งทำงานอยู่ที่แม่ฮ่องสอน แต่ก็ผ่านไปแล้วกว่าสามปี เข้าใจว่าการเคลื่อนตัวของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เปลี่ยนไป แม้ว่าช่วงเวลาสามปีที่ผมขาดหายไป แต่ก็ได้ติดตามข่าวคราวจากเครือข่ายเป็นระยะๆ

“ศึกษาศาสตร์เสวนา ณ มหิดล” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑  เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการ นักวิจัย ครูอาจารย์ ตลอดจนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในเชิงประเด็น  โดยวันนี้ (๕ มีค.๕๓) เราจะคุยกันในประเด็น “กระบวนทัศน์งานวิจัย”

เพื่อให้ได้บรรยากาศของความสด และน่าสนใจ ผมจึงขอสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ไปยัง คุณวิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของผมท่านหนึ่ง เพื่อฟังข้อเสนอในฐานะที่คุณวิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ทำงานในพื้นที่ เป็นตัวจริงเสียงจริง คลุกคลีกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยครับ คุณวิสุทธิ์ให้ความคิดเห็นที่แหลมคม เปิดมุมมองเรื่องของกระบวนทัศน์ในแว่นของคนทำงาน ผมได้เรียนรู้ร่วมด้วย และผู้ที่เข้าร่วมเสวนาก็จะได้ฟังคลิปเสียงนี้พร้อมๆกัน

เนื้อหาคร่าวๆที่ผมนั่งถอดจากคลิปเสียง จับใจความได้ดังนี้ครับ

 


 

หากเรามองงานวิจัยทางเลือก ที่เรียกว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้น มุมมองในมุมนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นมองว่า งานวิจัยที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนอหังการใน “การรู้”  หรือ “ความรู้”  ของตัวเองโดยพยายามจัดวางความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตนเองกับชุมชนให้มีลักษณะเสมอภาคกันมากขึ้นในนามของ “การมีส่วนร่วม”  ในขณะเดียวก็กระตุ้นให้ชาวบ้านตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ของตนเอง ในการพัฒนาชุมชน เพิ่มศักยภาพในการเชื่อมร้อยภาคี

มองชุมชนผ่านแนวคิดในเชิงสารัตถะนิยม มักมองชุมชนถึงอัตลักษณ์ รากเหง้าว่ามีที่มาอย่างหยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่จะต้องรักษาอนุรักษ์จารีตดั้งเดิมไว้ ถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นปัญหา

การมองแนวคิดแบบคู่ตรงข้าม ประโยคที่ว่า “ชาวบ้านย่อมรู้ปัญหาตัวเองดีที่สุด” หรือ  “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” เป็นกรอบคิดแบบนักพัฒนายุคก่อนใช้ และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังติดอยู่ในกรอบคิดแบบนี้ค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านสามารถมองปัญหาได้อย่างรอบด้านเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะว่าสังคมปัจจุบันถักทอกันอย่างซับซ้อน เชื่อมโยงกันแบบโลกาภิวัฒน์ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น มีความโยงใยตั้งแต่ระดับจุลภาคไปถึงมหภาค ยากที่จะวิเคราะห์ กันเองในกลุ่มของชาวบ้านได้ จำเป็นต้องอาศัยคนนอกเข้ามาร่วมคิด ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่ได้เป็นผู้ที่รู้ปัญหาตัวเองดีที่สุด คนนอกเองก็ไม่ได้เป็นผู้ที่จะรู้ปัญหาของชาวบ้านได้หมดเช่นกัน ดังนั้นรูปแบบการร่วมกันระหว่าง คนนอก กับ ชาวบ้าน จึงเป็นการร่วมมือกันที่เรียกว่า    “พหุวิจัย”

ชุมชนภายใต้กรอบงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ยูนิตของชุมชนมักจะเป็นชุมชนทางกายภาพ ในความเป็นจริงนั้นปัจจุบันความเป็นกายภาพ หรือเส้นแบ่งทางพรมแดนนั้นมันพร่าเลือนลงไปจนแทบจะไม่เหลือแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าชุมชนทางวัฒนธรรมต่างหากที่เป็นชุมชนมีอยู่จริง

ฐานทรัพยากรเดิมของชุมชนที่เรานิยามกันว่า “ดิน น้ำ ป่า” ปัจจุบันชุมชนมองทรัพยากรในแง่ของ “แรงงาน” รวมถึงเรื่องของ “เนื้อตัวร่างกาย” ตลอดจน “ความรู้” ที่จัดให้ทรัพยากรเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งจัดเป็นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น(ถือว่าเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างหนึ่ง)

ประชากรในชุมชนมีความเป็นพลวัตสูง มีการย้ายถิ่นเข้าออก มีการหดตัว แตกขยาย  แตกหน่อออกไปสร้างกลุ่มใหม่ๆ รวมถึงการเกิดกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Sub culture)ใหม่ๆในชุมชน มีหุ้นส่วนในการพัฒนาที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงาน สถาบัน ต่างๆของภาครัฐเท่านั้นและปัจจุบันระบบการสื่อสารมวลชน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทรงพลัง

ปัญหาในการนิยามความเป็นชุมชนให้ Fit in หรือ เข้ากับกรอบของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงมีลักษณะของการ “ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก”

ชาวบ้าน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมักเข้าถึงชาวบ้านผ่านโครงสร้างอำนาจผู้นำ ซึ่งอาจเป็นนัยยะของการผลิตซ้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรืออำนาจเชิงอุปถัมภ์เดิมในชุมชน หากมองในด้านบวก ปรากฏการณ์นี้ทำให้งานต่อยอด ขยายตัว แต่หากเรามองในด้านลบ ก็เป็นการปิดกั้นกลุ่มวัฒนธรรมย่อย กลุ่มชายขอบที่เป็นคนละพวก คนละกลุ่มอยู่ตรงข้ามผู้นำชุมชน ไม่ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเป็น ผลข้างเคียง (Side effect)ที่ไม่ค่อยมีใครได้มอง

มุมมองหรือการสร้างความหมายการนิยาม  “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น”  จากชาวบ้าน ซึ่งน่าสนใจว่า ชาวบ้านที่หลากหลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มก็นิยามความหมาย ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น รวมถึงงานวิจัยอื่นๆที่เข้ามาในชุมชน ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน คงไม่ได้เป็นแบบวัตถุประสงค์หนึ่ง สอง สาม อย่างที่หน่วยงานวิจัยได้ตั้งไว้แน่ๆ แต่การนิยามน่าจะปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ตามช่วงเวลาต่างๆที่งานวิจัยเข้ามาสัมพันธ์กับคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้

ชาวบ้านมองงานวิจัยในฐานะเป็นเครื่องมือที่เป็นเครื่องมือจริงๆ ในที่นี้หมายความว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปรับตัว ต่อรอง กับการเปลี่ยนแปลง หรืออำนาจที่ถาโถมเข้ามา จากหลายด้าน ชาวบ้านที่มีหลากหลายกลุ่ม มีหลายอัตลักษณ์ ที่มีความซับซ้อนเลื่อนไหล  อาจจะเลือกจัดวางตัวเองอยู่กับงานวิจัย หรืออาจจะจัดวางตัวแบบเข้าร่วมบ้างไม่เข้าร่วมบ้าง หรือไม่ก็เพิกเฉย แต่ทั้งหมดต่างก็สะท้อนบทเรียนอะไรบางอย่าง ที่นักวิจัยในสังเวียนอย่างเราๆท่านๆ น่าจะสนใจไม่น้อยไปกว่า ผลสัมฤทธิ์แบบ Logical framework แบบงานวิจัยทั่วๆไป

โดยสรุปกระบวนทัศน์งานวิจัยผ่านนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นงานวิจัยเป็นงานวิจัยที่มีคุณูปการมากมายแต่กำลังประสบกับปัญหาด้านกระบวนทัศน์ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนมากขึ้นของกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ความเป็นชุมชนที่มีความหลากหลาย เหลื่อมซ้อนทับกัน รวมถึงสามารถที่จะหดตัวแตกขยายออกไป เป็นพลวัตและอาจจะรวมไปถึงการไปผลิตซ้ำโครงสร้างทางอำนาจบางอย่างที่อาจจะไร้ความเป็นธรรมอีกต่อไปในปัจจุบัน  

มองว่ากระบวนทัศน์ที่มองผ่านคนทำงานทั้งหมด เป็นบทเรียนที่ งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ก็ดี คงต้องทบทวน เพื่อที่จะได้เรียนรู้มาพัฒนางานวิจัยของสังคมไทยร่วมกันต่อไป

---------------------------------------------------

ข้อเสนอแนะและมุมมองของนักวิชาการ รวมไปถึงนักวิจัยที่ทำงานในพื้นที่ เสมือนคำแนะนำปลายเปิดที่ชี้ให้เห็นถึงกระบวนทัศน์งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับความจริงที่นักพัฒนาต้องเข้าใจ และรื้อวิธีคิดบางอย่าง เพื่อให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมีจุดวางที่สมดุลระหว่างความจริงกับอุดมการณ์ เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องนำไปขบคิดเพื่อหาแนวทางการยกระดับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่ระดับโครงสร้างสังคมต่อไป

 


 

สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์คุณวิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์  พี่เลี้ยงนักวิจัย อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประกอบเวทีวิชาการ “ศึกษาศาสตร์เสวนา”  ครั้งที่ 1 วันที่ 5 มีนาคม 2553 ณ ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล : เรียบเรียงโดย จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร