Enneagram: นำ..รู้ ดู..เป็น เห็น..เข้าใจ ทำให้เกิดสุข..

Enneagram:

"นำ..รู้ ดู..เป็น เห็น..เข้าใจ ทำให้เกิดสุข.."

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว..ก่อนที่น้องซิลเวียจะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย ก็พบว่าทั้งครูบาอาจารย์ในระดับชั้นประถมและมัธยมได้พูดถึงคำๆหนึ่งให้ได้ยินอยู่เสมอ..นั่นคือคำว่า “การพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศ” หากแต่นักเรียนตัวเล็กๆแต่ละคนยังไม่รู้จักตัวเองดีนักว่าอะไรคือความเป็นเลิศ ดังนั้นต้องอาศัยทั้งครูและผู้ปกครองร่วมกันขุดค้นความสามารถพิเศษหรือ พรสวรรค์ต่างๆของหนูๆกันออกมา และช่วยกันพัฒนาขีดความสามารถอันนั้นให้แสดงออกมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

แม้แต่ในเรื่องของความเป็นผู้นำ สมัยเด็กๆพวกเราเหล่านักเรียนได้รับการฝึกกันมาหลายรูปแบบตั้งแต่ หัวหน้ากลุ่มทำงานระดับเล็กๆไปจนถึงหัวหน้าชั้น แม้กระทั่งน้องซิลเวียเองเคยถูกจับพลัดจับผลูมาเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนเมื่อตอนสมัยมัธยมปลายทั้งๆที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเท่าไร จึงเป็นอะไรที่เมื่อนึกย้อนกลับไปทีไรแล้วอดขำกับบทบาทสมมุติอันนั้นไม่ได้ทุกที แต่ละสัปดาห์มีการประชุมคณะกรรมการ มอบหมาย/ติดตามงาน บริหารงบดุล รันโปรเจ็กต์ใหม่ๆออกมาให้เพื่อนนักเรียนได้รับประโยชน์ในการพัฒนาตนเองกันอย่างถ้วนหน้าในแบบฉบับสภานักเรียนตัวน้อยๆ และตอนเช้าๆซิลเวียก็ขึ้นพูดหน้าแถว เจื้อยแจ้วเจรจา...ไปเรื่อยเปื่อย..จนเพื่อนๆบ่น..อิอิ เพราะต้องยืนทนอากาศที่ร้อนของยามเช้าอยู่นาน (อาการติดไมค์และโพเดี้ยมเนี่ยไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ..อิอิ)

และเมื่อวันและวัยผ่านไป...ท่ามกลางภาวะวิกฤติที่ประเทศไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศคนแล้วคนเล่าในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน รวมทั้งการปัญหาการสืบทอดตำแหน่งผู้นำต่างๆของโลก ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยสอนให้รู้จักกับคำอีกคำหนึ่งคือ “การพัฒนาภาวะผู้นำ” ซึ่งดูมีสีสันขึ้นมาทันทีอย่างช่วยไม่ได้ หลายๆกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาภาวะผู้นำ (ฉบับไทยๆ) ออกมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมในชมรม สโมสรนักศึกษา และองค์การบริหารองค์การนักศึกษาเป็นต้น อันเป็นรากฐานที่สำคัญในการเตรียมคนออกสู่สังคมหรือพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนสังคมต่อไป

นั่นเป็นเพราะว่าสังคมต่างให้การยอมรับว่าบทบาทหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในทุกแวดวงและองค์การนั่นคือ “ภาวะผู้นำ” นั่นเอง และการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (มากด้วยความสามารถและคุณธรรม) เป็นสุดยอดความปรารถนาที่มีอยู่ในใจของผู้บริหารทุกคน โดยหัวใจสำคัญคือการ “รู้จักบริหารคนและการทำงานเป็นทีม”

ณ ตอนนี้ที่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษาก็ยังมีโอกาสลองผิดลองถูกไปเรื่อยไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งประธานชมรม ประธานชั้นปี นายกฯสโมสร หรือนายกองค์การบริหารองค์การนักศึกษา ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของสังคมน้อยๆในรั้วมหาวิทยาลัยในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ตามพื้นฐาน ตามวิธีคิดและคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา และบ่อยครั้งที่ทีมงานหรือคณะกรรมการก็มีการขัดแย้งกันในเรื่องวิธีคิด และสไตล์การทำงานที่ไม่เหมือนกันให้เห็นอยู่เสมอ แต่อาศัยที่ว่าได้ผู้นำที่เก่ง เรื่องต่างๆจึงจบลงด้วยดีเสมอ รู้สึกว่าการเป็นผู้นำไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ไม่ใช่ใครอยากเป็นก็เป็นได้ ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝน หรือมีคุณสมบัติที่พิเศษ เช่น ต้องมีความอดทนต่อภาวะกดดันสูง มีความสามารถในการตัดสินใจที่เฉียบขาด และมีวิสัยทัศน์ที่เป็นเยี่ยม

แล้วจู่ๆ วันหนึ่งคำว่า “เอ็นเนียแกรม (Ennea gram)” ก็เข้ามาทักทาย เพราะที่บ้านของน้องซิลเวียรับนิตยสาร “go training” เป็นประจำ อ่านแล้วทำให้เข้าใจอะไรต่อมิอะไรที่เคยคาใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีมไว้มากมาย สามารถใช้เพื่อค้นหาตนเอง ทำความเข้าใจผู้อื่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นจริงๆ...

และเมื่อตอนปลายปี พ.ศ. 2552 น้องซิลเวียก็ได้รับหนังสือมาจากผู้ใหญ่ที่เกี่ยวกับเอ็นเนียแกรมถึง 2 เล่มค่ะ จึงนำมาแนะนำ ชวนกันกันอ่านดูว่าเราเป็นคนสไตล์ไหน และเพื่อให้ได้รู้ถึงขีดความสามารถที่สำคัญในการเป็นผู้นำชั้นเลิศว่าเขาต้องมีความเชี่ยวชาญอะไรบ้าง นอกจากนี้ทำให้ทราบถึงวิธีการพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศ และการเป็นลูกทีมที่ดีได้ด้วยค่ะ

  

ชื่อหนังสือ: พิชิต 7 LEADERSHIP COMPETENCIES ด้วยเอ็นเนียแกรม เล่ม 1 -2

ผู้แต่ง: GINGER LAPID-BOGDA

ผู้แปล: วาจาสิทธิ์ ลอเสรีวานิช (อาจารย์เป็นบล็อกเกอร์ใน g2k ด้วยค่ะ)

ปีพิมพ์: 1 / 2552

ปก/จำนวนหน้า: ปกอ่อน / 202 หน้า

ราคาปกติ: 220.00 บาท

ที่แปลมาจากหนังสือ What Type of Leader Are You?

 

เอ็นเนียแกรม เป็นคำจากภาษากรีก 2 คำคือคำว่า เอ็นเนีย (ennea) แปลว่า เก้า ส่วน คำว่าแกรม (gram) แปลว่า จุด มีหมายเลขกำกับตั้งแต่เลขหนึ่งไปถึงเลขเก้า แต่ละจุดแสดงถึงบุคลิกภาพของคนแต่ละแบบที่บอกให้รู้ว่า มีคนอยู่เก้าประเภทใหญ่ๆด้วยกัน คำว่าเอ็นเนียแกรมได้รับการแปลเป็นไทยว่า นพลักษณ์ ดังรูปต่อไปนี้

 

สไตล์หนึ่ง: คนสมบูรณ์แบบ มีจิตสำนึกสูง พากเพียรในการพัฒนาตนเอง ผู้อื่นและสิ่งรอบตัว จึงเป็นเสมือนเป็น นักปฏิรูป เจ้าระเบียบ มีหลักการ มีวินัยต่อตนเอง เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์

สไตล์สอง:อยากเป็นผู้ที่ถูกรักใคร่ชอบพอ จึงมักเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและพยายามเข้าไปมีบทบาทในชีวิตผู้อื่น ดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของคนรอบข้าง คิดถึงปัญหาของคนอื่นอยู่เสมอ

สไตล์สาม:ใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงเป้าหมายและประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับและนับถือ จึงเป็นประเภทผู้ใฝ่สำเร็จ ผู้ริเริ่ม

สไตล์สี่:ปรารถนาที่จะเข้าถึงจิตใจลึกๆ ของตนเองและผู้อื่น เขารู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุดเมื่อได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตนออกมา จัดเป็นประเภท ศิลปิน อารมณ์สุนทรีย์

สไตล์ห้า:กระหายความรู้และแยกตัวเองออกจากอารมณ์ เพื่อลดความเกี่ยวข้องกับคนอื่น จัดเป็นประเภทนักสังเกตการณ์ นักคิด นักสืบสวน

สไตล์หก:เข้าใจปัญหาต่างๆได้ไว มักคาดการณ์หรือนึกภาพเหตุการณ์ในทางร้าย เพื่อที่จะได้เตรียมตัวรับมือถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น จัดเป็นผู้รอบคอบ คนขี้สงสัย

สไตล์เจ็ด:กระหายสิ่งที่กระตุ้นใหม่ๆ ชอบหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด แสวงหาประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตอยู่เสมอ จัดเป็นประเภท นักชิม นักผจญภัย นักเสพสุข

สไตล์แปด:ต้องการรู้ความจริง ชอบควบคุมสถานการณ์ ทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้บังเกิด และพยายามปกปิดความอ่อนไหวของตัวเอง จัดเป็นประเภท เจ้านาย ผู้ปกป้อง ผู้พิทักษ์สิทธิ์

สไตล์เก้า:แสวงหาสันติภาพ อยากให้ทุกคนปรองดองและรู้สึกดีต่อกัน ไม่ชอบความขัดแย้ง ความตึงเครียดและความมุ่งร้ายต่อกัน จึงจัดเป็นประเภทนักไกล่เกลี่ย ผู้ประสานไมตรี

จากเอ็นเนียแกรมเข้ามาอธิบายว่าทำไมพฤติกรรมคนเราถึงแตกต่างกัน จะพัฒนาบุคลตามแต่ละสไตล์ได้อย่างไร สามารถนำมาประยุกต์ใช้การทำงานเป็นทีม การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การโค้ช การสร้างทีม ภาวะผู้นำ การจัดการความขัดแย้ง การสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรพัฒนาและก้าวหน้ามากขึ้น

นอกจากนี้ในหนังสือมีรายละเอียด พร้อมคำอธิบายที่สำคัญคือ เล่มที่ 1 ประกอบด้วยเนื้อหาครอบคลุม 3 ขีดความสามารถ คือการผลักดันงานให้สำเร็จ การมุ่งมั่นเอาชนะตัวเอง การรอบรู้ธุรกิจ การคิดและการลงมือทำอย่างมียุทธศาสตร์ ส่วนเล่มที่ 2 ประกอบด้วยเนื้อหาครอบคลุม 4 ขีดความสามารถคือ เป็นนักสื่อสารชั้นเลิศ นำทีมงานสมรรถนะ ตัดสินใจให้เหมาะสมที่สุด และชี้นำการแปลี่ยนแปลง

แม้ว่าเราๆท่านๆที่ยังไม่ได้สวมบทบาทของการเป็นผู้นำในเวลานี้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น และเมื่อท่านได้ลองอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้แล้ว น้องซิลเวียเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป พร้อมที่จะเป็นผู้นำในวันหน้าและกล้าเป็นผู้ตามอย่างอัจฉริยะ...ลองอ่านดูค่ะ..อิอิ..