"....สภาพดังกล่าวทำให้คนสาคลี ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทิ้งบ้าน ทิ้งนาไร่ ขายที่ดิน บ้างก็ไปเป็นแรงงานในกรุงเทพฯและในโรงงานอุตสาหกรรมที่เริ่มขยายตัวมาถึงอยุธยา ..."

  โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงที่สาคลี  

การพานักศึกษาและกลุ่มคณาจารย์ หลักสูตรบริหารการศึกษา(หลักสูตรนานาชาติ) * ไปศึกษาดูงานโรงเรียนกับการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากไปที่ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา เขาชะโงก จังหวดนครนายก อีกแห่งหนึ่งก็คือ โรงเรียนสาคลีวิทยา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการโรงเรียนในฝันและเป็นตัวอย่างของโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง มีพัฒนาการทางด้านต่างๆมาอย่างน่าสนใจ

ชุมชนสาคลี อำเภอเสนานั้น เป็นส่วนหนึ่งของพระนครกรุงศรีอยุธยา นครหลวงเก่าและเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่ผ่านความรุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันมาหลายครั้ง ส่วนชุมชนเขาชะโงกนั้น ก็มีประวัติเป็นอดีตเมืองหน้าด่านและมี ขุนด่าน เป็นวีรชนที่รวมจิตใจของผู้คนไว้ด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ก็มีความแตกต่างกันหลายด้าน ซึ่งก็จะสะท้อนความเป็นเหตุเป็นผลให้เห็นในมิติต่างๆในการจัดการศึกษาของโรงเรียน รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่โรงเรียนและชุมชนสนองตอบด้วยบริบทของท้องถิ่นทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มนักศึกษาได้วิธีคิดที่เชื่อมโยง นำกลับไปวิเคราะห์และบริหารจัดการการศึกษาในโรงเรียนของประเทศตนได้เป็นอย่างดี

คณะของเราเดินทางออกจากที่พักที่เขาชะโงก นครนายก และใช้เวลาเพียงประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ถึงชุมชนสาคลีและโรงเรียนสาคลีวิทยา  สภาพโดยทั่วไปของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อกว่า ๑๐ ปีก่อนที่ผมเคยได้ไปเยือนมาก ทว่า ลุงชาวบ้านจากละแวกนั้นที่ผ่านทางมาเจอคณะของเราและกุลีกุจอบอกทางพร้อมกับนำรถโดยสารคณะของเราให้หาที่จอดได้อย่างเหมาะสม ก็บอกให้รู้ว่าชุมชนสาคลียังมีความเป็นชุมชนชาวบ้านอยู่อย่างหนักแน่น

  โลกาภิวัตน์กับความสูญเสียปูมชีวิตและความเป็นชุมชน 

ก่อนทศวรรษ ๒๕๓๐ โรงเรียนสาคลีวิทยา ชุมชน และตลาดบ้านสาคลี ยังคงอยู่ในวิถีชีวิตของชาวชนบท ชาวบ้านเรียกชุมชนดั้งเดิมละแวกนั้นว่าตลาดบ้านท่าเกวียน มีเรือบรรทุกข้าว ท่าขึ้นข้าว และโรงสี ลักษณะบ้านเรือนเรียงรายไปตามสองฝั่งคลอง ชาวบ้านท้องถิ่นทำนากันทุกครัวเรือน อยู่เย็นเป็นสุขอยู่ในพื้นที่อันได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ อีกทั้งมีปูมชุมชนที่เก่าแก่ เป็นสภาพวิถีชีวิตชุมชนที่สะท้อนอยู่ในวรรณกรรมคลาสิคของไทยหลายเรื่อง วัด โรงเรียน ครู สถาบันครอบครัว และสถาบันผู้สูงอายุ มีบทบาทต่อการสร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชน ศานติ พอเพียง ทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรมให้มีความเจริญงอกงามอยู่กับชีวิตของสังคมท้องถิ่น

                             Farmersolidarity 

                             ภาพที่ ๑ การลงแขกเกี่ยวข้าว : ความเป็นชุมชน การรวมกลุ่ม และการจัดวางตนเองของปัจเจกเป็นกลุ่มจัดการที่เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานองค์กรจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่มีอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย วาดภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ จาก วัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวของชุมชนหนองบัว อำเภอหนองบัว นครสวรรค์  http://gotoknow.org/file/wiratkmsr/view/379553

  ต่อมา   ปลายทศวรรษ ๒๕๓๐ และล่วงเข้าสู่ทศวรรษ ๒๕๔๐ สภาพสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ขยายตัวอย่างมากมาย ก่อให้เกิดผลกระทบและผลสืบเนื่องที่สร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในหลายด้านให้เกิดขึ้น ที่สำคัญคือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้มุ่งกระจายออกจากกรุงเทพฯและปริมณฑล ไปสู่ชนบท ซึ่งเป็นทั้งการลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาที่กระจุกตัวรวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ ลดความแออัดของกรุงเทพฯ และลดการย้ายถิ่นของประชาชนจากภาคชนบทเข้าสู่กรุงเทพฯ

มาตรการหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแบ่งเขตส่งเสริมการลงทุนทางอุตสาหกรรมของประเทศออกเป็น ๓ เขต โดยเขต ๑ ได้แก่พื้นที่เศรษฐกิจศูนย์กลางของกรุงเทพฯ เขต ๒ ได้แก่พื้นที่ปริมณฑลของกรุงเทพฯ และพ้นจากเขต ๒ ก็เป็นเขต ๓

เขต ๒ และเขต ๑ นอกจากจะมีกฏหมายควบคุมขนาดและชนิดประกอบการอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะต้องเสียภาษีและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งเป็นแรงกดดันทางอ้อมให้การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต่างๆกระจายออกไปยังชนบท

ส่วนพื้นที่ในเขต ๓ ก็จะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายอย่างเพื่อจูงใจและดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการให้กระจายออกจากกรุงเทพฯไปยังพื้นที่นอกปริมณฑลของกรุงเทพฯและชนบททั้งประเทศซึ่งเป็นเขต ๓ เช่น การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ของรัฐบาล การลดกำแพงภาษีการส่งออกให้ การลดภาษีและค่าขนส่งในการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากต่างประเทศ ในขณะที่เขต ๒ และเขต ๑ ก็จะเป็นในทางตรงกันข้าม คือ ห้ามตั้งโรงงานและสถานประกอบการอุตสาหกรรม พร้อมกับเก็บภาษีและมีค่าบริการต่างๆสูงกว่าพื้นที่อื่นและด้วยเงื่อนไขที่ยุ่งยากกว่า ซึ่งทำให้การลงทุน ต้นทุนเวลาและต้นทุนการประกอบการสูงขึ้น จังหวัดอยุธยาอยู่ในพื้นที่เขต ๓ อีกทั้งอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งท่าเรือ สนามบิน และศูนย์กลางการขนส่งที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ จึงทำให้เป็นพื้นที่ดึงดูดให้มีการซื้อขายที่ดินเพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุด

Farmer Buffalo

ภาพที่ ๒ การทำนาและชีวิตชุมชนเกษตรกรรม เป็นชีวิตชุมชนซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้และสร้างภูมิปัญญาสะสมไว้ในวิถีการดำเนินชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก ภาพที่ ๓ ภาพวาดสีน้ำนี้เป็นรูปควายตัวหนึ่งในชุมชนสาคลี ซึ่งผมได้ไปกราบคารวะลุงคุณครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๙ และคุณลุงได้พาผมเดินดูสิ่งต่างๆทั่วชุมชนพร้อมกับเล่าถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ฟังไปด้วย คุณลุงบอกว่าควายตัวนี้เหลือเป็นตัวสุดท้าย ชาวบ้านไม่ใช้งานแล้ว ทั้งเนื่องด้วยเป็นควายแก่และเกษตรกรก็ทำนากันต่อไปไม่ไหวแล้ว ขายที่ดินไปทำอย่างอื่น ที่เหลือก็หันไปใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงเหมือนเป็นการเผชิญหน้ากันที่ไม่ลงตัวของความเป็นท้องถิ่นกับกระแสโลกาภิวัตน์ ถ่ายภาพและวาดภาพโดย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

  ความตระหนักรู้ต่อภาวะกดดันเพื่อการเปลี่ยนแปลง 

ในช่วงเวลาดังที่กล่าวมานี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง วิถีชีวิตชุมชนและการผลิตในภาคเกษตรกรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับอิทธิพลต่อพัฒนาการดังกล่าวเป็นอย่างสูง ชาวนามุ่งลงทุนผลิตเพื่อขายให้ได้กำไร เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านของชุมชนสาคลี  แต่เมื่อทำไปในวิถีดังกล่าวไประยะหนึ่ง ภาคการผลิตเกษตรกรรมของชาวบ้านก็เริ่มล่มสลาย ต้องลงทุนมากขึ้น อัดปุ๋ย ยา และต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานมากขึ้น แต่ได้ผลผลิตและกำไรน้อยลง พร้อมกับเป็นหนี้กันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การบริโภคสิ่งที่ตนเองผลิตไม่ได้ก็กลับเพิ่มสูงขึ้น ชาวนาเริ่มซื้อรถและสิ่งทันสมัย ต่อมาก็วิกฤติมากยิ่งขึ้น เช่น เกิดการระบาดของหนู ตั๊กแตน และโรคพืชสารพัด ทางด้านสังคมในชุมชนก็เสื่อมโทรม รวมไปจนถึงกระทบต่อบทบาทของโรงเรียนและการศึกษาเรียนรู้ของเด็ก ปัญหาเด็กออกกลางครัน ติดยา ตั้งครรภ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการจัดการเรียนการสอนตกต่ำ

ในอีกด้านหนึ่ง ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยก็ทำให้การลงทุนจากทั่วโลกมุ่งมายังประเทศไทย แรงผลักที่ชาวบ้านไม่อยากทำนาและขายที่ดิน กับความต้องการลงทุนที่กระจายออกจากกรุงเทพฯจึงเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนั้น ในช่วงกลาง ทศวรรษ ๒๕๓๐ กระทั่งถึง ทศวรรษ ๒๕๔๐ ชุมชนสาคลีและโดยรอบก็มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า ๑๐ แห่ง จากชุมชนที่มีผู้คนอยู่ ๔๐๐-๕๐๐ ครัวเรือน ก็ขยายตัวเป็นชุมชนที่มีประชากรวัยแรงงานจากทั่วประเทศเข้ามาอยู่ในพื้นที่ หลายหมื่นคน กระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจกระทบต่อวิถีความเป็นท้องถิ่น และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่คนท้องถิ่นปรับตัวไม่ทัน

สภาพดังกล่าวทำให้คนสาคลี ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทิ้งบ้าน ทิ้งนาไร่ ขายที่ดิน บ้างก็ไปเป็นแรงงานในกรุงเทพฯและในโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมาถึงอยุธยา สร้างความตระหนกต่อทั้งครูและผู้คนในชุมชน ลุงคุณครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ คนชุมชนสาคลีและเป็นครูเก่าแก่ของโรงเรียนซึ่งรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทุกข์กระทั่งเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเวลาต่อมา กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยที่สะท้อนให้เห็นอยู่ในชุมชนสาคลีด้วยเช่นกันว่า เป็นความล่มสลายและสูญเสียยิ่งกว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาในยุคสงครามกับพม่าและน่ากลัวกว่าเสียอีกเพราะไม่สามารถเห็นศัตรูที่เป็นตัวตนได้

ศัตรูในการต่อสู้ของยุคนี้ไม่เหมือนกับอดีตแล้ว เนื่องจากไม่ใช่คนแต่เป็นความยากไร้ ความทุกข์ร่วมกัน และการขาดการเรียนรู้สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาและความเข้มแข็งของตนเอง ต้องต่อสู้ด้วยสติปัญญาและความรู้ที่อยู่บนรากฐานชีวิต ให้พึ่งตนเองได้พอเพียงและมีความทัดเทียมต่อการเรียนรู้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมกว่าเดิม

  โรงเรียน : เวทีสร้างพลังปัญญาเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงของชุมชน 

ครูกับชุมชนไม่สามารถเพิกเฉยอยู่ได้ ณ เวลานั้น ลุงคุณครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ จึงนำครูและชาวบ้านมาหารือกัน ปัญหาที่ผุดขึ้นมาสู่ความห่วงใยก่อนก็คือ การไม่สนใจศึกษาเล่าเรียนของลูกหลาน และการไม่มีทักษะที่จะดำเนินชีวิตให้มีความสุขต่อไปได้ในชุมชน ทำให้ต้องละทิ้งบ้าน ยอมไปเป็นแรงงาน ทำให้ครอบครัวและชุมชนล่มสลาย ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในอนาคต และเป็นพลเมืองของส่วนรวมที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งการแก้ปัญหาโดยครอบครัวและชุมชนแต่เพียงลำพังก็ไม่พอ และจะให้โรงเรียนแก้ปัญหาให้แก่เด็กฝ่ายเดียวก็ไม่พอ ชุมชนกับโรงเรียนสาคลีวิทยาเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อนจึงเปิดเข้าหากัน นำเอาภูมิปัญญาชุมชนและรากเหง้าของสังคมมาสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ โครงการเรียนรู้จากการทำไร่นาสวนผสม เป็นปฏิบัติการแรกๆของโรงเรียนกับชุมชน

                             

                             ภาพที่ ๔ ดร.ภุชงค์ วัฒายุ ผู้อำนวยการโรงเรียน ต้อนรับและบรรยายให้นักศึกษานานาชาติ วิสัยทัศน์และปรัชญาของโรงเรียนสาคลีวิทยานั้น มุ่งเป็นจัดการศึกษาเพื่อสร้างสุขภาวะชุมชนและสร้างคนให้สืบสานวิถีชีวิตของชุมชน มีความสุขทั้งระดับปัจเจกและระดับสังคม

ห้องเรียนของนักเรียนชุมชนสาคลีวิทยาจึงผสมผสานทั้งการศึกษาตามมาตรฐานของหลักสูตรส่วนกลางในห้องและการศึกษาเพื่อสร้างลูกหลานให้มีความสำนึกใหม่ต่อสังคมตามแนวคิดของโรงเรียนกับชุมชนโดยการออกไปเรียนรู้อยู่ในเรือกสวนไร่นา เด็กๆนักเรียนของสาคลีวิทยาต้องเรียนรู้จากการทำนา ไถนา ดูพืชสวนนาไร่ เกี่ยวข้าว ฝัดข้าว สีข้าวและตำข้าว แปรข้าวเปลือกเป็นข้าวขาว รวมทั้งบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่างๆเข้าสู่การผลิตของชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้าน พ่อแม่ พระ และคนเฒ่าคนแก่ ในชุมชน ก็มาช่วยกันเป็นครูของเด็กๆ

ในที่สุดความเป็นชีวิตชุมชนและความเติบโตงอกงามของเด็กอย่างที่ควรจะเป็นก็เกิดขึ้น ปัญหาหลายอย่างของเด็กนักเรียนลดลง ผลสัมฤทธิ์ต่อการสำเร็จในการเรียนของเด็กและออกไปทำมาหากินเป็นพลเมืองดีของชุมชน ดีกว่าเดิมมาก สุขภาวะชุมชนดีขึ้น ชุมชนสามารถพึ่งตนเองในการเผชิญปัญหาต่างๆและระดมความร่วมมือจากแหล่งต่างๆมาช่วยกันสร้างโอกาสการพัฒนาสุขภาวะชุมชนได้มากขึ้น ผลผลิตจากการทำนาและเกษตรกรรมก็ขายราคาถูกให้ชาวบ้าน ทำให้มีทุนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและช่วยเหลือเด็กที่ยากจน ชุมชนก็มีผักและอาหารที่ปลอดสารพิษบริโภค สิ่งแวดล้อมของชุมชนมีความยั่งยืนและเอื้อต่อความอยู่เย็นเป็นสุขของชาวสาคลีมากขึ้น

                             

                              ภาพที่ ๕ กลุ่มนักเรียนและคณะครูของโรงเรียนสาคลีวิทยา ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคณะนักศึกษานานาชาติและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล นักเรียนที่รำเสร็จแล้วคนหนึ่งถึงกับเป็นลมเพราะซ้อมหนักและตื่นเต้น เพื่อนๆและคุณครูช่วยกันเป็นพนักงานจัดเวที คุมเครื่องเสียง ถ่ายรูป บริการอาหารและน้ำดื่มให้กับแขกผู้มาเยือนอย่างขันแข็ง สองภาพมุมล่างซ้ายนั้น ภาพบนผู้ชายที่ผูกเน็คไทข้างซ้าย ดร.ภุชงค์ วัฒายุ คือ Mr.Peter ครูภาษาอังกฤษชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งมาเป็นครูและอยู่บ้านพักกินนอนอยู่กับชุมชนข้างโรงเรียน และล่างซ้าย กลุ่มดาราและนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติ ร่วมกับกลุ่มศิษย์เก่าของโรงเรียนสาคลี จัดกิจกรรมกับเด็กและชุมชน ทำให้โรงเรียนและชุมชนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก สามารถเตรียมตนเองและเลือกสรรการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

บทเรียนและความสำเร็จในระยะแรก เป็นพื้นฐานที่ทำให้โรงเรียนสาคลีวิทยามีโอกาสในการพัฒนาตนเองต่อมาในหลายด้าน รวมทั้งเป็นตัวอย่างการปฏิรูปการศึกษาเรียนรู้โดยยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมชาวบ้านให้รวมตัวกันสร้างสรรค์ความเป็นส่วนรวม และส่งเสริมการเรียนรู้รากเหง้าของชุมชน นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชนและความสำนึกต่อศักดิ์ศรีของชุมชนเกษตรกรรม มาขับเคลื่อนพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน

ลุงคุณครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ซึ่งเป็นครูชาวบ้านของชุมชนนั้น ต่อมาก็เกษียณแต่ก็กลับมีบทบาทในการถ่ายทอดบทเรียนไปสู่การทำงานให้กับสังคมในวงกว้างมากว่าเดิม เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของสาธารณะโดยเฉพาะในแง่ของการทำงานชุมชนและการศึกษาแนวปฏิรูป เช่น ได้รับเชิญเป็นผู้แสดงปาฐกถาโกมลคีมทอง ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นคนดีศรีแผ่นดิน ได้รับรางวัลครูแห่งชาติ ได้รับเชิญเป็นผู้แสดงปาฐกถา ดร.อุทัย ดุลยเกษม เป็นกรรมการแผนงานชุมชนสุขภาวะของสำนักงานคณะกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) และเป็นปากเสียงในเวทีสาธารณะที่สำคัญทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติในการส่งเสียงสะท้อนจากชุมชนไปสู่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้เป็นต้น

ปัจจุบัน ชุมชนและโรงเรียนสาคลีวิทยา ก็ยังคงสานต่อความริเริ่มต่างๆที่เคยร่วมทำกันมา และเป็นโรงเรียนตัวอย่างการทำและเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน รวมทั้งโครงการเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

  กระบวนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารการศึกษานานาชาติ 

ผมขอเขียนถ่ายทอดบทเรียนและร่วมสื่อสารขยายผลสิ่งดีในสังคมให้แพร่หลาย พร้อมกับขอรำลึกถึงน้ำใจและความเหน็ดเหนื่อยของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้คณะนักศึกษาและคณาจารย์ของหลักสูตรหลายท่านได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆของชุมชนและโรงเรียนสาคลีวิทยา(ประมวญ บำรุงราษฎร์) ในครั้งนี้ไปด้วย ผมเจาะจงออกแบบกระบวนการศึกษาดูงานและเลือกโรงเรียนปิยชาติพัฒนากับโรงเรียนสาคลีวิทยา เพื่อมุ่งให้เป็นโอกาสเรียนรู้ที่ดีที่สุดภายในระยะเวลาและทรัพยากรอันจำกัด ทั้งสำหรับกลุ่มนักศึกษานานาชาติและสำหรับกลุ่มอาจารย์ด้วยกัน

  การเรียนรู้ที่คำนึงถึงบริบทของประเทศที่ใกล้เคียงกัน  

เมื่อได้รับมอบหมายจากทีมให้ออกแบบกระบวนการและรับผิดชอบด้านกิจกรรมทางวิชาการ ผมก็ขอเปลี่ยนแปลงแหล่งที่จะไปศึกษาดูงานจากการไปดูมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการศึกษาสาขาศึกษาศาสตร์และบริหารการศึกษาแถวหน้าของประเทศ รวมทั้งจากการไปดูตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกดีๆของลูกหลานจากครอบครัวคนชั้นกลางของประเทศ ไปสู่การไปดูการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนปิยชาติพัฒนาและโรงเรียนชุมชนสาคลีวิทยา ทั้งนี้ ก็เนื่องจากสองแห่งนี้ จะมีภาพสะท้อนผสมผสานกันของกระแสโลกาภิวัตน์กับความเป็นท้องถิ่นที่ชัดเจนที่สุด และบทบาทของภาคการศึกษาโดยสถานศึกษาในท้องถิ่นก็สนองตอบได้อย่างพอดี ลงตัว ปัญหาทางการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ที่สะท้อนอยู่ในการวิเคราะห์และวางแผนทางการศึกษา ก็มีบริบทที่ใกล้เคียงกับสภาพสังคมในประเทศของพวกเขามากที่สุด (ศรีลังกา เกาหลี จีน จีนทิเบต ภูฏาน กัมพูชา มัลดีฟ)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากนักศึกษาทั้งหมดเป็นคนเอเชียแล้ว ประเทศของนักศึกษากลุ่มใหญ่ ทั้งศรีลังกา ภูฏาน กัมพูชา และมัลดีฟนั้น ก็มีโครงสร้างการปกครองและระบบสังคมคล้ายกับสังคมไทย ผมจึงอยากให้เขาได้เห็นบทบาทเชิงบวกของระบบอุปถัมภ์จากความเป็นจริงของสังคมซึ่งอาจจะมีแง่มุมหลากหลายออกจากสังคมที่พื้นฐานแตกต่างกันออกไป รวมทั้งเห็นความเป็นสากลของพื้นฐานชีวิตชุมชนเพื่อเข้าถึงกระบวนทรรศน์การพัฒนาใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความเกื้อหนุนส่งเสริมกันของความเป็นท้องถิ่นกับโลกาภิวัตน์ ให้การสร้างสุขภาวะในชุมชนระดับต่างๆมีดุลยภาพ พอเพียง และมีความยั่งยืนในการพัฒนามากกว่าในอดีต

หากมีบางด้านที่ก้าวหน้ากว่าไปบ้าง ก็เป็นภาพสะท้อนอนาคตของสังคมโลกที่จะกระทบต่อสังคมของเขาอยู่ไม่ไกล หากไปดูจากแหล่งอื่นที่ก้าวหน้ามาก ก็จะได้เห็นแต่เพียงความตื่นตาตื่นใจแต่นำประสบการณ์กลับไปใช้ในการทำงานไม่ได้ แน่นอนว่าระยะเวลาแม้สั้นมาก จะทำให้มีประสบการณ์ที่เข้มข้นมากก็คงไม่พอ แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นการทำให้มีโอกาสได้สัมผัสและลิ้มลอง เพื่อเป็นความประทับใจและเห็นภาพได้เมื่อนึกถึงแล้วนำไปศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้งต่อไปเองเมื่อมีโอกาส ซึ่งก็จะดีกว่าเรียนแต่ทฤษฎีในห้องและคิดเอาจากตำรา

ในส่วนของคณะอาจารย์ ผมก็ถือว่าเป็นหน้าที่ไปด้วยว่า นอกเหนือจากที่ผมก็ต้องเรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์อันแตกต่างของคนอื่นๆนั้น กระบวนการดังกล่าวนี้จะทำให้ทุกท่านมีประสบการณ์กับสังคมและสามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมไปสู่การวิจัย บริการวิชาการและสอนหนังสือ ได้มากยิ่งๆขึ้น เรียกว่าทำให้เป็นกระบวนการสร้างทีมนักวิชาการในกระบวนทรรศน์ใหม่ๆไปด้วยในตัว ทุกคนเห็นด้วย และออกปากว่าเป็นการทำงานที่หนักหน่วงหามรุ่งหามค่ำอย่างไม่เคยเจอมาก่อน แต่ก็สะท้อนว่าได้สิ่งต่างๆมากมายทั้งทางวิชาการและความประทับใจ ทั้งกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา

                             

                             ภาพที่ ๖ กลุ่มนักเรียนและคณะครูของโรงเรียนสาคลีวิทยา นำเอาทรัพยากรการเรียนรู้ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นสื่อการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ทำจริงอยู่ในโรงเรียน มาจัดเป็นฐานการเรียนรู้ให้กับกลุ่มผู้ศึกษาดูงานนานาชาติ Mr.Muslimine ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งของศรีลังกาและเป็นลูกชาวนา แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมโดยสาธิตวิธีการฝัดข้าวด้วยกระด้งของชาวนาในประเทศของตน ดร.ภัทรียา กิจเจริญ ดร.อริสรา เล็กสรรเสริญ และ ดร.สุมาลี นาคประดา นั่งให้นักเรียนในกลุ่มสนใจแพทย์แผนไทยและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสาธิตการนวดน้ำมัน และด้านในสุด ตู้อบสมุนไพร ซึ่งทำขึ้นด้วยครูและนักเรียน

ดร.ภุชงค์ วัฒายุ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครูและนักเรียน ช่วยกันรวบรวมประสบการณ์และทรัพยากรการเรียนรู้ของตน ออกมาจัดวางให้ทั้งโรงเรียนกลายเป็นมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติได้อย่างน่าทึ่ง ผู้อำนวยการ ผู้นำองค์กรท้องถิ่น และคณะครู ช่วยกันเป็นผู้บรรยายและร่วมสันถวะกลุ่มนักศึกษาและคณาจารย์อย่างเป็นธรรมชาติของตัวเอง ได้ยินภาษาของความจริงใจและตั้งใจ ไม่ต้องปรุงแต่งให้ดีเลิศเกินความเป็นจริง ปัจจุบันโรงเรียนสาคลีวิทยามีนักเรียนอยู่เพียง ๔๐๐ กว่าคนใน ๑๑ ห้องเรียนจาก ม.๑-ม.๖ การประเมินมาตรฐานและคุณภาพทางด้านต่างๆ โดย สมศ.และจากวิธีการต่างๆ โดยรวมแล้วก็อยู่ในมาตรฐาน ยกเว้นทางด้านภาษาอังกฤษ ต่ำกว่ามาตรฐาน และทางด้านสังคม การมีส่วนร่วมของชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คูคลอง สุขภาพอนามัย ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เหล่านี้ สูงกว่ามาตรฐาน ที่สำคัญคือ เด็กๆของโรงเรียน ครู และชุมชน มีทักษะในการเรียนรู้จากของจริงร่วมกันเป็นอย่างดี

  สรุปบทเรียนและความทรงจำ 

บทเรียนของโรงเรียนสาคลีวิทยาและเครือข่ายชุมชน ให้อนุสติได้เป็นอย่างดีว่า การที่จะระดมพลังจิตสาธารณะของปัจเจกและระดมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน มาสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาโรงเรียนเพื่อสนองตอบต่อปัญหาต่างๆนั้น ต้องไม่วิเคราะห์ปัญหาของโรงเรียนแยกเอกเทศจากความเป็นท้องถิ่นและความเชื่อมโยงกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะปัญหาทางการศึกษาและปัจจัยที่จะส่งผลต่อการจัดการศึกษาเรียนรู้ให้แก่เด็กของโรงเรียน รวมทั้งต่อมิติต่างๆของการบริหารจัดการโรงเรียนในชุมชนนั้น มีความเป็นจริงเชิงระบบอันซับซ้อน สืบเนื่อง และพึ่งพิงอิงกันอยู่หลายด้าน จึงต้องแก้ปัญหาและมีการเรียนรู้ไปด้วยกันของหลายฝ่าย 

                              

                               ภาพที่ ๗ กลุ่มนักศึกษานานาชาติเดินเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงจากฐานการเรียนรู้ของเด็กๆ จากนั้น ก็สร้างความรำลึกให้กับตนเองโดยร่วมกันปลูกต้นไม้ มอบเป็นสิ่งแวดล้อมให้แก่โรงเรียน

รูปแบบของโรงเรียนสาคลีวิทยา(ประมวญ บำรุงราษฎร์) ในการนำการเปลี่ยนแปลงโดยพลังจิตสาธารณะของปัจเจก นับแต่ครูและคนในชุมชนจำนวนหนึ่งที่ตื่นตัวขึ้นมาทุ่มเทการทำงานด้วยกัน และอีกทางหนึ่งก็ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง โดยขับเคลื่อนด้วยกระบวนการเรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น การรวมกลุ่มทำงานสร้างสรรค์สังคมและเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมจากการลงมือทำงานเชิงสังคมในวิถีประชาคมเพื่อสร้างพลังเปลี่ยนแปลงออกจากภายในตนเอง ทำให้โรงเรียนและชุมชนต่างก็เป็นความเข้มแข็งให้กัน ก่อให้เกิดสุขภาวะทั้งของโรงเรียนกับชุมชน จึงนับว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่เหมาะสมและพอเพียงสำหรับโรงเรียนในชนบท

ก่อนอำลากัน ครูและเด็กๆ ให้กลุ่มนักศึกษาและคณะอาจารย์ได้สร้างของระลึกด้วยตนเองด้วยกันโดยการปลูกต้นไม้มอบเป็นสิ่งแวดล้อมให้โรงเรียน มีป้ายบอกชื่อและธงชาติของแต่ละประเทศ ปักตามต้นไม้ที่ปลูกด้วยกัน.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

* ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงหลักสูตรและเปลี่ยนชื่อ จาก ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, ศษ.ม. สาขาการบริหารการศึกษา เป็น ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, ศษ.ม. สาขาการจัดการการศึกษา และจะใช้ชื่อดังกล่าวโดยเริ่มในรุ่นปีการศึกษา ๒๕๕๓